หลี่ไหวฺอวี้ยักคิ้วให้หมิงเป่าจูแสดงท่าทางอวดดีอย่างเต็มที่
หลี่อวิ๋นและหมิงเป่าอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆต่างถูกมายาลวงตาแสนวิเศษสะกดจนจังงัง สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอ้าปากค้างอยู่นานก็ยังหุบไม่ลง
“พี่ไหวฺอวี้เก่งสุดยอดไปเลย!”ผ่านไปครู่ใหญ่หมิงเป่าอวี้ถึงจะดึงสติกลับมาจากอาการตกตะลึงได้
“นี่เป็นเทพเซียนจากสรวงสวรรค์จริงๆใช่หรือไม่?” หลี่อวิ๋นทำท่ายกมือกุมอก เหมือนถูกลีลาท่าทางของหลี่ไหวฺอวี้สะกดวิญญาณไปเสียแล้ว
หมิงเป่าจูได้ยินดังนั้นก็หันไปมองหลี่อวิ๋นอย่างเหลือเชื่อ“เขาเนี่ยนะ เทพเซียน?”
แม่นางน้อยยุคนี้ช่างหลอกง่ายเสียจริงเชียว
ทว่าหลี่อวิ๋นกลับจมดิ่งอยู่ในความหล่อเหลาราวกับเทพบุตรของหลี่ไหวฺอวี้จนถอนตัวไม่ขึ้นไม่ได้ยินคำถามของหมิงเป่าจูแม้แต่น้อย
“ปล่อย!”หมิงเป่าจูตีมือที่ยังโอบเอวของตนเองไม่ปล่อยอย่างแรง “ไปดูที่อื่นกันเถอะ”
พูดจบก็จูงมือหมิงเป่าอวี้เดินเบียดกำแพงมนุษย์ออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
“พี่หญิงข้าหิวแล้ว”
พวกเขาสามสี่คนเดินบ้างหยุดบ้างไปเรื่อยๆเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามแล้ว หมิงเป่าอวี้อยู่ในวัยเจริญเติบโต เด็กหนุ่มการเผาผลาญดีบะหมี่ชามนั้นถูกย่อยไปหมดแล้ว
“อยากกินอะไรเล่า?”นางมองไปรอบๆ แผงลอยขายของกินเล่นข้างทางมีอยู่ไม่น้อยอาหารก็มีหลากหลายชนิด
“เป่าอวี้หิวแล้วหรือ?”
หลี่อวิ๋นตามหลี่ไหวฺอวี้ออกมาจากฝูงชนก็ได้ยินพี่น้องสองคนคุยกันเรื่องของกินพอดี “เทศกาลจงหยวนมีอาหารพิเศษให้ลิ้มลองมากมายข้าจะพาพวกเจ้าไปลองชิมกัน!”
ข้างทางมีแผงลอยตั้งอยู่หลายแผงรวมถึงรถเข็นขายของเล็กๆ อีกหลายคัน แทบทุกร้านล้วนมีลูกค้าแน่นขนัดไม่มีโต๊ะว่างแม้แต่โต๊ะเดียว
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจลดทอนความกระตือรือร้นของผู้คนในการลิ้มลองอาหารเลิศรสเหล่านั้นได้บ้างถือชามนั่งยองๆ กินอยู่บนบันไดหน้าร้าน บ้างก็ถือห่อกระดาษกินไป ชมการแสดงไป
“นี่คืออะไรช่างหอมยิ่ง!”
หมิงเป่าอวี้ยืนอยู่หน้าแผงลอยแห่งหนึ่งน้ำลายแทบจะไหลออกมา ท้องก็ร้องโครกคราก
“คุณชายนี่คือเฉียปิ่ง[1] ท่านต้องการกี่ชิ้นขอรับ?”
พ่อค้าใช้กระชอนตักแป้งทอดรูปร่างกลมๆขึ้นมาจากกระทะ พักให้สะเด็ดน้ำมันส่วนเกินออกแล้วค่อยใส่จาน
ทันใดนั้นกลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจายชวนให้คนน้ำลายสอ
“เอาหรือไม่?”หมิงเป่าจูถาม
หมิงเป่าอวี้พยักหน้ารัวๆ
หมิงเป่าจูควักเงินซื้อห้าชิ้นหมิงเป่าอวี้เป่าให้หายร้อนแล้วรีบยัดเข้าปากทันที
เดิมทีหมิงเป่าจูไม่ได้รู้สึกหิวแต่พอเห็นน้องชายกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็รู้สึกว่าในท้องว่างโหวงจึงหยิบกระดาษน้ำมันจากบนโต๊ะมาห่อมือแล้วหยิบเฉียปิ่งชิ้นหนึ่งจากในห่อของน้องชาย
อีกสองคนที่เหลือเห็นดังนั้นก็ทำตามบ้าง
กัดคำแรก ก็รู้สึกร้อนลวกปากต้องเป่าลมไล่อยู่สองสามที จึงกินต่อได้
แป้งด้านนอกกรุบกรอบด้านในนุ่ม ช่างอร่อยจริงๆ
เฉียปิ่งที่ถูกกัดไปหนึ่งคำกลายเป็นรูปจันทร์เสี้ยวภายใต้แผ่นแป้งกรอบสีเหลืองทองเผยให้เห็นมะเขือยาวหั่นเส้นขดทับกันไปมา ซึ่งถูกห่อด้วยแป้งแล้วปั้นให้เป็นรูปวงกลมค่อยนำไปทอดในน้ำมัน จึงได้รสชาติเช่นนี้
“อร่อย!”หมิงเป่าอวี้หัวเราะอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็เดินไปยังแผงลอยถัดไป
“ท่านยายนี่อะไรขอรับ?”
หมิงเป่าอวี้ซึ่งยืนอยู่หน้าแผงขายขนมกลายร่างเป็นหนูน้อยจำไมถามขึ้นมาคำแรกก็คือประโยคนี้
“นี่คือขนมฮวาหมัว[2]...” หญิงชราขายฮวาหมัวยิ้มอย่างใจดี“อยากลองสักชิ้นหรือไม่เล่า เด็กน้อย”
“อื้อ!” หมิงเป่าอวี้กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบแต่หญิงชรากลับรีบห้ามไว้
“เดี๋ยวๆๆอย่าเพิ่งใจร้อนสิเด็กน้อย ขนมฮวาหมัวมีข้อห้ามอยู่นะ”
“ข้อห้ามอะไรหรือขอรับ?”
“ขนมฮวาหมัวนี่น่ะห้ามหยิบเอง ต้องให้ผู้อื่นหยิบให้...” หญิงชราหน้าตาใจดี เห็นว่าทั้งสี่ต่างไม่รู้เรื่องจึงอธิบายอย่างอดทน
ขนมฮวาหมัวเป็นอาหารมงคลที่มอบให้แก่กัน
ขนมฮวาหมัวที่มอบให้ลูกหลานต้องนวดให้แบน เรียกว่า ‘เมี่ยนหยาง’ หมายถึงลูกแกะคุกเข่าลงกินนมแม่หวังว่าลูกหลานจะไม่ลืมบุญคุณของบิดามารดาที่เลี้ยงดูมา
ขนมฮวาหมัวที่มอบให้ผู้ใหญ่ต้องปั้นเป็นรูปคน เรียกว่า ‘เมี่ยนเหริน’ หมายถึงลูกเต็มบ้านหลานเมือง มั่งมีศรีสุขและอายุยืนยาว
ขนมฮวาหมัวที่มอบให้สหายรุ่นเดียวกันต้องปั้นเป็นรูปปลา เรียกว่า ‘เมี่ยนอวี๋’ หมายถึงมีเหลือกินเหลือใช้ตลอดไป
“อย่างนี้นี่เอง!”หมิงเป่าอวี้เข้าใจแล้วจึงชี้ไปที่ฮวาหมัวรูปปลา “เช่นนั้น... ท่านยายข้าเอาอันนี้ขอรับ!”
“พี่หญิง อันนี้ให้ท่าน!”
ปลาจิ่นหลี่[3] สีแดงสดถูกวางอยู่ในกระดาษน้ำมันที่พับอย่างดีโผล่มาแค่ส่วนหัว ด้านข้างมีหางดูเหมือนของจริง
หมิงเป่าจูอมยิ้มรับไว้ด้วยความยินดี
หลี่อวิ๋นดึงชายเสื้อของตนเองอย่างว้าวุ่นอยู่เป็นครึ่งค่อนวันถึงรวบรวมความกล้าพูดออกไปว่า “ท่านยาย ข้าเอาอันนี้เจ้าค่ะ”
นางเลือกขนมฮวาหมัวรูปปลาเช่นกันตั้งใจจะมอบให้หลี่ไหวฺอวี้
“ข้าชอบอันนี้ท่านยายมอบให้ข้าเถอะ พวกเราจะจ่ายเงินตามปกติ”
ยังไม่ทันที่หลี่อวิ๋นจะได้เอ่ยปากหลี่ไหวฺอวี้ก็เลือกหมั่นโถวรูปแกะให้ตนเองเรียบร้อย ท่านยายเห็นหนุ่มน้อยหน้ามนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานชายตนเองจึงรู้สึกเอ็นดูเป็นพิเศษ ย่อมยินดีให้ความร่วมมือ
“เป่าอวี้อันนี้ให้เจ้า” เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดความลำบากใจ สองมือของหลี่อวิ๋นที่ยื่นออกไปจึงเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว
กลายเป็นว่าในมือหลี่อวิ๋นว่างเปล่าหมิงเป่าจูจึงสั่งหมั่นโถวรูปปลาอีกหนึ่งชิ้นส่งให้นาง เป็นอันว่าทุกคนต่างได้รับคำอวยพรถ้วนหน้า
หลังจากกินเฉียปิ่งและฮวาหมัวจนอิ่มหนำสำราญทันใดนั้นก็มีเสียงกลองและฆ้องครึกครื้นดังมาจากด้านหลัง ดึงดูดความสนใจของพวกเขา
“ขบวนแห่ร้อยอสุรา!”หลี่อวิ๋นพูดขึ้น
ประตูยมโลกเปิดออกเหล่าภูตผีปิศาจต่างพากันมาเยือนโลกมนุษย์ มีทั้งผีไร้ญาติ วิญญาณที่ยังอาวรณ์ต่อโลกมนุษย์และครอบครัวรวมไปถึงวิญญาณพยาบาทที่ฉวยโอกาสนี้ก่อความวุ่นวาย
การจัดขบวนแห่ก็เพื่อขับไล่ภูตผีและส่งวิญญาณ
เมื่อการเดินขบวนสิ้นสุดลงเทศกาลจงหยวนปีนี้ก็ถึงเวลาแยกย้าย หลี่อวิ๋นหาโอกาสอยู่กับหลี่ไหวฺอวี้สองต่อสองไม่ได้เสียทีจึงบีบถุงเหอเปาที่เอว ตั้งใจแน่วแน่ว่าวันนี้ต้องมอบให้เขาให้ได้สายตามองไปที่ขบวนแห่ ในใจก็คิดแผนการขึ้นมาได้
“เป่าจูพวกเราร่วมขบวนแห่ด้วยกันเถอะ?”
หลี่อวิ๋นมั่นใจว่าทุกคนต่างทำตามหมิงเป่าจูหากนางตกลง หลี่ไหวฺอวี้คงไม่ปฏิเสธเป็นแน่
“เอาสิ!”ออกมาเที่ยวทั้งทีก็ต้องสนุกให้เต็มที่ เทศกาลใกล้จะจบแล้ว พวกนางย่อมพลาดไม่ได้
ผู้คนในขบวนแห่ต่างสวมหน้ากากที่ตนเลือกเต้นรำไปมา ทำท่าทางแปลกๆ สองคนที่อยู่หน้าสุดถือโคมไฟสีแดงสดในมือซ้ายขวาอย่างละคน หมายถึงการนำทางวิญญาณกลับสู่ภพภูมิของตน
ทุกคนต่างทำท่าให้ดูเกินจริงตามไปด้วยบางครั้งก็ส่งเสียงคำรามเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ
ประชาชนที่เข้าร่วมขบวนแห่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆผู้คนเบียดเสียดเยียดยัดดันกันไปดันกันมา
“เป่าอวี้!เป่าอวี้!”
จู่ๆ ก็ถูกคนชนเข้าที่ไหล่อย่างแรงหมิงเป่าจูเซถลาไปข้างหน้าสองก้าว เกือบจะหกล้ม พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็หาตัวหมิงเป่าอวี้ไม่เจอเสียแล้ว
นางมองหาไปรอบๆสายตาถูกบดบังด้วยหน้ากากผีมากมาย สูงบ้างต่ำบ้าง จนมองไม่ออกว่าใครเป็นใครแม้แต่เสียงตะโกนก็ยังถูกกลืนหายไปกับเสียงคำรามเซ็งแซ่รอบกาย ไม่สามารถถ่ายทอดออกไปได้
หมิงเป่าจูไม่มีทางเลือกจึงต้องออกไปจากขบวนแห่ ยืนอยู่ด้านนอกจะมองหาได้สะดวกกว่า
ในเวลาเดียวกัน หลี่ไหวฺอวี้ก็พบว่าหมิงเป่าจูกับหมิงเป่าอวี้หายไปแล้วโชคดีที่หลี่อวิ๋นซึ่งดูเปราะบางอ่อนแอ กลับฝ่าฝูงชนมาจับเสื้อผ้าของเขาไว้แน่น
“เป่าจูกับเป่าอวี้หายไปไหน!”สีหน้าของหลี่ไหวฺอวี้บึ้งตึงในฉับพลัน ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเต็มไปด้วยความร้อนใจ
เชิงอรรถ
[1] เฉียปิ่ง(茄饼) หรือ มะเขือยาวชุบแป้งทอดคือมะเขือยาวที่ฝานเป็นแผ่น นำไปชุบแป้งทอด อาจราดด้วยซอสรสเผ็ดหรือซอสเปรี้ยวหวาน
[2] ขนมฮวาหมัว(花馍)หรือหมั่นโถวแฟนตาซี เป็นอาหารพื้นบ้านของจีนชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งซึ่งมีแป้งสาลีเป็นส่วนประกอบหลัก มีถั่ว พุทราจีน และข้าวเป็นส่วนประกอบเสริมกรรมวิธีเริ่มจากนำแป้งมานวด บีบและปั้นเป็นรูปต่างๆ แล้วนำมาแต่งสีสุดท้ายจึงนำไปนึ่ง จนได้หมั่นโถวที่มีรูปร่างหน้าตาหลากหลายออกมา “ฮวาหมัว”ไม่เพียงแต่เป็นอาหารประจำเทศกาลเท่านั้นแต่ยังแฝงด้วยความปรารถนาให้มีชีวิตที่มีความสุข อีกทั้งยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของจีนอีกด้วย
[3] ปลาจิ่นหลี่(锦鲤) หมายถึงปลาคาร์ฟ