ตอน 30 ไม่มีความลับในโลก
"สกุลโม่ที่ถูกกวาดล้างเมื่อหลายปีก่อนผู้อยู่เบื้องหลังคือเขาคนนี้ สกุลหลิวที่ถูกสังหารยกจวนในคืนเดียวก็เป็นการบงการของเขาอีกเหมือนกัน เพราะข้าทำพลาด ปล่อยให้คุณหนูใหญ่สกุลหลิวรอดไปได้ข้าจึงได้มีสภาพเช่นนี้ มิหนำซ้ำภรรยาและลูกน้อยของข้าถูกสังหารอย่างเลือดเย็น"
ชายพิการคนนั้นพูดไปร้องไห้ไปจวนจะขาดใจให้ได้เพราะความเจ็บปวดที่เขาได้รับนั้นมันแสนหนักหนาเสียเหลือเกิน
"ไม่นะฝ่าบาท .... ทุกท่านโปรดฟังข้า ทั้งหมดนั่นเป็นแผนการของคนสกุลโม่ที่ตั้งใจจะโค่นล้มสกุลหรงของข้าและก่อกบฏ"ตาเฒ่าหรงตือโส่วยังคงแถจนถลอก
"หรงตือโส่ว ท่านยอมรับเสียเถอะกรรมที่ท่านทำมา ถึงเวลาที่ต้องชดใช้แล้ว"
หรงตือโส่วควบคุมตัวเองไม่ได้ เริ่มคลั่งหยิบดาบจะสังหารชายพิการคนนั้นให้ได้
"บังอาจ ชักดาบในท้องพระโรงต่อหน้าข้า"ลู่เปียนตบโต๊ะเสียงดังตะคอกเสียงแข็ง
"หรงตือโส่ว ท่านดิ้นไม่หลุดหรอกหากท่านบอกว่าชายผู้นี้กล่าวคำพูดโป้ปด ที่ข้าสั่งเตรียมมาเพื่อใส่ร้ายท่านเช่นนั้นของสิ่งนี้พอจะเป็นหลักฐานได้หรือไม่" โม่เติ้งถูหยิบยื่นป้ายหยกนั่นแสดงต่อหน้าขุนนางทุกคนเพราะนั่นเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นที่เขาเก็บติดตัวไว้ตลอด
"ห่ะ นั่นมันเป็นหยกที่ท่านอาวุโสหรงใช้ติดตัวตลอดไม่คิดเลยว่าแม่ทัพใหญ่โม่จะมีมัน" เสียงซุบซิบกันของขุนนางในราชสำนัก
ท้ายที่สุด ตาเฒ๋าหรงตือโส่วก็ต้องจำนนต่อหลักฐาน
"ใช่ ข้ายอมรับก็ได้ว่าข้าเป็นคนจงใจสร้างเรื่องทั้งหมดก็เพราะว่าฝ่าบาทไม่เคยเห็นความสำคัญของสกุลหรงของข้า ทั้งที่หลายชั่วอายุคนสกุลของข้านั้นภักดีมาโดยตลอด แต่ไม่เคยได้รับความโปรดปรานแม้แต่ยศหรือรางวัลใดๆสกุลของข้าก็ไม่เคยได้รับ กลับเป็นรองสกุลโม่มาโดยตลอด"
"ข้า....จึงจำเป็นที่จะกำจัดคนสกุลโม่ซะเพียงเท่านี้สกุลของข้าก็ได้ขึ้นมาเลื่องชื่อแทน"
"ส่วนสกุลหลิวนั้น...ท่านก็รู้ดีว่ามีความบาดหมางกับข้ามาช้านานไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องกวาดล้างอยู่ดี"
"ทหาร จับกุมตัวไปขังคุกหลวงรอคำตัดสินจากข้า" หลังจากที่เขาสารภาพทุกอย่างจนหมดเปลือกฝ่าบาทออกคำสั่งให้คุมตัวไปขังรอตัดสินโทษ
หลิวจิ่นเฟยที่หลบอยู่หลังม่านได้ยินทั้งหมดเต็มสองหูในใจของนางแสนโกรธเคืองเป็นที่สุด
"หรงสือเซียวที่แท้ก็เป็นบ้านท่านที่สังหารครอบครัวข้าจนสิ้น เสียดายเวลาตั้ง 18 ปี ที่ข้ารักมั่นต่อเจ้า "หลิวจิ่นเฟยพึมพำในใจ ตัวแข็งทื่อกำมือแน่น
"ฮูหยิน...การประชุมในท้องพระโรงสิ้นสุดแล้ว กลับจวนกันเถอะ" โม่เติ้งถูจงใจพาจิ่นเฟยมาที่นี่เพื่อรอฟังคำสารภาพจากปากของคนร้ายเอง
"โม่เติ้งถู ข้าขอโทษที่ข้าคิดสงสัยในตัวเจ้ามาโดยตลอด ที่แท้เจ้าก็ทำเพื่อข้ามากขนาดนี้ เป็นข้าที่โง่เอง"หลิวจิ่นเฟยรู้สึกเกลียดชังศัตรู พร้อมกับรู้สึกผิดต่อสามีในเวลาเดียวกันนางโอบกอดเติ้งถูโดยไม่อายใคร
สามีก็แสนจะอ่อนโยนโน้มตัวโค้งลงยกมือลูบเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มของนางเบาๆมิหนำซ้ำยังจูบหน้าผากอย่างละมุนละไม
"อะแฮ่มๆๆๆ!!! ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าข้านั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรจะพลอดรักอะไรกัน....เกรงใจตำแหน่งฮ่องเต้ของข้าบ้าง"ก๋านลู่เปียนน้อยใจแล้วหนึ่ง ได้แต่หันหลังอ้าปากหว่อมองเขาพลอดรักกันในใจก็คิดไปไกล
"เห๊อะๆๆๆทำไมคนที่เขาโอบกอดไม่ใช่ข้า"อิเต้งอนเพื่อนแล้วค่า
"ขอบคุณเจ้ามากลู่เปียนหากไม่มีเจ้าที่คอยช่วยเหลือข้าในการสืบหาความจริงข้าคงเปิดโปงคนชั่วอย่างหรงตือโส่วไม่ได้" โม่เติ้งถูหันมาขอบคุณสหายสนิทอย่างจริงใจเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แสนซาบซึ้งสีหน้าแววตาบ่งบอกอย่างแท้จริงว่าในใจของเขาไม่มีอะไรติดค้างกับลู่เปียนอีก
ครั้งนี้โม่เติ้งถูเดินเข้าหาลู่เปียนและสวมกอดเขาอย่างแนบแน่นด้วยตนเอง ทำเอาลู่เปียนอึ้งไม่เป็นท่า
"นะ นะ นี่ เจ้ากอดข้าหรือ....เติ้งถูเจ้ายอมยกโทษให้ข้าแล้วหรือ" ก๋านลู่เปียนกอดกลับแน่นบนบัลลังก์ทอง
"ลู่เปียน...แต่ไหนแต่ไรเจ้าก็คือสหายเพียงคนเดียวของข้า ข้านั้นไม่เคยโกรธเคืองเจ้า แต่ด้วยฐานะของข้าที่ตกเป็นเป้าของคนร้ายในมุมมืดข้านั้นจึงไม่อยากทำตัวสนิทสนมกับเจ้า ข้ากลัวเจ้าจะได้รับอันตรายเจ้านั้นเป็นสหายเพียงคนเดียวที่ข้ารักที่สุดมีหรือที่ข้าจะเกลียดชังเจ้าฝังใจได้อย่างไร้เหตุผลปานนั้น"
"เมื่อครั้งที่ข้าสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อ19 ปีก่อน ก็เป็นเจ้าที่เป็นเดือดเป็นร้อนมาตามหาข้าที่จวนแต่เพียงผู้เดียว สิ่งที่เจ้าทำเพื่อข้านั้นข้าเติ้งถูรับรู้ทั้งหมด " โม่เติ้งถูพูดแต่ละเรื่องเป็นฉากๆสองสหายคืนดีกันแบบ 100%
"ข้าไม่อยากจะเชื่อสายตาเลยว่าพวกท่านเป็นสหายกันจริงๆ หากไม่บอก ข้าก็คิดว่าเป็นคู่รักกัน"หลิวจิ่นเฟยที่ยืนรออยู่อดใจไม่ไหวที่จะพูดแซวสองหนุ่มที่พร่ำพูดถ้อยคำต่างๆนาๆให้กันอย่างซาบซึ้ง
"หลิวจิ่นเฟย!!!เจ้าพูดอะไรของเจ้าน่ะ อย่าได้ไปเที่ยวพูดเรื่องนอกรีตแบบนี้ที่ไหนเชี่ยวนะไม่เช่นนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อข้าและฝ่าบาท" โม่เติ้งถูเร่งหันขวับมาดุภรรยา
"ฮิฮิ เจ้าช่างสายตาแหลมคมจริงๆสมแล้วกับที่เป็นภรรยาของเติ้งถู ถึงขั้นมองออกด้วยสายตาเดียวและหาญกล้ากล่าวท้วงติงข้าผู้เป็นราชา" ก๋านลู่เปียนคิดในใจอิเต้รู้สึกปลื้มหลิวจิ่นเฟยขึ้นมาซะยังไงยังงั้น
******************
ณ คุกหลวง
"ท่านพ่อ ข้าได้ยินข่าวคราวว่าท่านโดนจับข้าก็ร้อนใจอยู่ไม่เป็นสุข เร่งมาหาท่านถึงที่นี่"
"เพื่อให้เข้ามาได้โดยไม่ถูกสงสัยข้าต้องจ่ายเงินไปกว่าร้อยตำลึง"
"ท่านพ่อมีเรื่องอะไรให้ข้าไปจัดการแทนท่านได้บ้างท่านโปรดบอก ข้าหรงสือเซียวจะช่วยท่านออกมาให้ได้ " หรงสือเซียวคุณชายสามสกุลหรงหุนหันพลันแล่นบุกเข้าคุกหลวงในยามค่ำคืน
"เจ้าโง่ เจ้าลูกโง่ยิ่งเจ้าทำแบบนี้ยิ่งจะดูน่าสงสัยไปใหญ่ดูสีหน้าท่าทีเจ้าสิเหมือนม้าดีดกะโหลกใช้ได้ที่ไหนกัน"ตาเฒ่าหรงตือโส่วกล่าวสั่งสอนลูกอีกครั้ง แม้กระทั่งตัวเองอยู่ในคุกแล้วแท้ๆยังเสพติดการใช้อำนาจ เมื่อไม่มีที่ระบาย ก็มาระบายอำนาจกับลูกแทนที่จะชื่นชมที่ลูกเป็นห่วง ดันด่าทอด้วยคำหยาบคายต่างๆ
พรึ่ก!!! เสียงฝีเท้าของคนใส่ชุดดำสองคนคนบุกเข้ามาในคุกหลวงพร้อมสังหารเวรยามทั้งหมด
"ใครน่ะ หยุดนะ เจ้าคิดจะสังหารท่านพ่อของข้าก็ข้ามศพข้าไปก่อน" หรงสือเซียวกลัวจนตัวสั่น แต่เพื่อปกป้องพ่อเขาควานหาดาบชักออกจากฝัก ชี้เล็งไปที่หน้าหนุ่มชุดดำสองคนนั่นออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"โถ่เจ้าโง่!!! นี่ข้าเอง"ชายหนุ่มชุดดำสองคนเปิดผ้าคลุมหน้าออก
"พี่ใหญ่ พี่รอง!!! ท่านมาช่วยท่านพ่อหรือ"หรงสือเซียวดีใจมากเมื่อเห็นพี่ทั้งสอง แม้จะโตขนาดไหนในสายตาพี่เขาก็เป็นเด็กเสมอ
"ก็ใช่น่ะสิใครใช้ให้เจ้าทำอะไรตามใจตัวเองขนาดนั้น เสียเงินตั้ง 100 ตำลึงให้พวกขยะเพื่อเข้าหาท่านพ่อนี่นะคิดได้ไงเจ้าน้องโง่"พี่ใหญ่กล่าวติน้องพร้อมโยนถุงเงินคืนให้
"เอาคืนไป นี่เงินของเจ้า"
หรงสือเซียวคนโง่เกาหัวยิกๆแก้เขิน
และแล้วคุณชายใหญ่กับคุณชายรองสกุลหรงใช้ดาบตัดเหล็กจนขาดพาตัวตาเฒ่าหรงตือโส่วออกจากคุก ไปซ่อนตัวในที่ ที่ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางหาเจอ
ณ เขตนอกเมืองหลวง
"ท่านพ่อ กองทัพที่ท่านเฝ้าสะสมมาเนิ่นนานตอนนี้ใช้การได้แล้ว นักรบของเราเตรียมพร้อมรอสังหารคนเพียงแค่ท่านสั่งการมา"คุณชายใหญ่กับคุณชายรองสกุลหรงคุกเข่ารายงานต่อผู้เป็นพ่อคนละสองฟากฝั่ง
"ดี.... พร้อมแล้วก็ดี งั้นจะรอช้าอะไรล่ะมิสู้ลงมือกันคืนพรุ่งนี้เลยเถอะ"ตาเฒ่าหรงตือโส่วไม่มีอะไรที่ต้องเกรงกลัวอีกต่อไป ถึงเวลาที่เขาจะต้องสะสางทุกอย่างเพื่อขึ้นยึดอำนาจ