เหรียญได้รับการติดต่อจากวงดนตรี เขารบกวนให้เธอใส่เนื้อเพลงบางประโยคลงไปให้งานดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หลังจากส่งงานไปอีกรอบเธอได้รับการตอบกลับเป็คำชื่นชมและคำขอบคุณมากมายเล่นเอาหัวใจพองโต ก่อนที่เงินค่าออกแบบส่วนที่เหลือจะโอนเข้าบัญชีตามมา เขาทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนากับเธอว่า
‘ถ้าเพลงออกแล้วอย่าลืมติดตามนะครับพี่’
‘แน่นอนค่ะ รู้สึกเป็เกียรติมากนะคะที่ได้ร่วมงานกัน’
ถึงแม้ว่าเธอจะได้วัตถุดิบในการวาดภาพประกอบเป็เนื้อเพลงและเพลงเวอร์ชันเดโม่ แต่เธอก็ยังอยากฟังเวอร์ชันออฟฟิเชียลอยู่ดี การได้ออกแบบลายเสื้อ วาดภาพประกอบเพลง รวมถึง Art Exhibition ที่กำลังทำอยู่และกำหนดส่งงานภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ ทำให้เหรียญรู้สึกว่าตัวเองได้ขยับขึ้นอีกขั้น รู้สึกว่าที่เหนื่อยมาทั้งหมดมันกำลังจะออกดอกออกผล เหรียญเลือกเดินสายวาดภาพฟรีแลนซ์ั้แ่เรียนจบ แรกเริ่มก็ตะกุกตะกักแต่เธอคิดว่าตอนนี้มันกำลังจะดีขึ้น
‘กินข้าวด้วย’ แจ้งเตือนไลน์จากนับเด้งขึ้น
นับอยู่ที่ไซต์งาน เขาออกจากออฟฟิศมาที่ไซต์งานแล้วก็ต้องพบกับเื่เซอร์ไพรส์ เมื่อฝ้าที่เคยคุยกันไว้ตามแบบต้องให้ช่างทำเป็ฝ้าหลุม กลับกลายเป็ฝ้าทึบ เขาอารมณ์เสียกับความผิดพลาดตรงหน้าแต่ก็ไม่ลืมที่จะนึกถึงอีกคน
‘แกด้วย ทำงานสู้ๆ นะ’
‘สู้กับช่างเลยตอนนี้’ นับพิมพ์ตอบเธอ ก่อนที่เขาจะเรียกช่างฝ้ามาประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาโดยด่วน
‘ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดี’ ข้อความสุดท้ายจากเธอทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
เหรียญยังคงมุ่งมั่นในการศึกษา BDSM เธอเดินหน้าตามแผนที่คิดไว้โดยการติดต่อไปขอคำปรึกษาจากกลุ่ม BDSM เป็ที่น่าประทับใจที่เธอได้รับคำแนะอย่างมีมิตรจิตมิตรใจ เหรียญได้รับข้อมูลที่สำคัญและเปิดโลกเธอมากๆ และตอนนี้เธอกำลังทำสิ่งหนึ่งอยู่
เหรียญกำลังพยายามมัดตัวเองด้วยผ้า!
เธอกำลังศึกษาวิชา Shibari 101 ศาสตร์แห่งพันธนาการ
แต่ก็นั่นแหละ มันไม่สำเร็จ การมัดตัวเองยากเกินไป ถึงจะเปิดดูวิธีมัดจากอินเทอร์เน็ตก็ตาม แล้วผ้าที่มีก็สั้นเกินไปด้วย เธอยอมละกิจกรรมที่พยายามทำอยู่ แล้วเปลี่ยนเป็สั่งซื้อเชือกเฉพาะแทน มันไม่ใช่เชือกแบบไหนก็ใช้มัดได้ อันตรายนะถ้าไม่ศึกษาประเภทของเชือกก่อน
เหรียญจินตนาการภาพในหัวไว้ว่า เธอจะเพ้นท์ภาพ Play ของ BDSM ลงบนเฟรมผ้าใบความสูงต่อรวมกันสักหนึ่งร้อยห้าสิบเซ็นติเมตร โดยแบ่งเป็ช่องวาดภาพเหมือนหนังสือมังงะ แทนอุปกรณ์ด้วยสัญลักษณ์บางอย่างให้ดูซอฟต์ลงแต่ยังคงความเซ็กซี่ เช่น แทนแส้ด้วยก้านดอกไม้ แทนเชือกพันธนาการด้วยเถาวัลย์เลื้อย จัดพื้นที่ด้วยอุปกรณ์ เช่น เขียนไขจุดหลอมเหลวต่ำ ผ้าพันคอ กุญแจมือ ปลอกคอ
22.00 น.
เวลาล่วงเลยจนดึก เหรียญออกมาสูบบุหรี่ผ่อนคลายสมองที่ระเบียง คืนนี้เป็อีกคืนที่เธอต้องหลบหนีเสียงจากห้องข้างบนมาตรงนี้ อย่างน้อยเสียงล้อรถบดถนนมันก็ช่วยกลบได้
เหรียญเหม่อคิดอะไรไปเรื่อย จนไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง นับลองบิดลูกปิดประตูพบว่าเธอไม่ได้ล็อกห้องอีกเช่นเคย เขาคิดว่าต้องหาเวลาคุยเื่ล็อกห้องกับเธออย่างจริงจัง เธอไม่ควรลืมล็อกประตูเมื่ออยู่คนเดียว
นับเอานมกล่อง แซนด์วิช และน้ำดื่มแช่ตู้เย็น วางอาหารที่ซื้อมาบนโต๊ะข้างโซฟา ถึงเขาจะไลน์บอกให้เธอกินข้าว แต่เขาก็คิดว่าเธอคงไม่ทำตามที่เขาบอกเท่าไร...เขาเดินตามไปยังระเบียง
“อุ้ยแม่!” เหรียญใเมื่อหันไปพบว่ามีร่างสูงกว่ายืนคร่อมหัวเธออยู่ นับหยิบไฟแช็กจากขาคอมเพรสเซอร์แอร์ออกมาจุดบุหรี่
“ใเก่ง”
“ก็มาไม่ให้สุ้มให้เสียง”
“เคาะประตูแล้ว” เขาเป่าควันบุหรี่ออกจากปาก นับยังอยู่ในชุดทำงานกึ่งลำลอง ผมรองทรงต่ำ ข้างบนยาวแสกกลางยุ่งๆ เสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยเสื้อฮาวายสีแดงสดกับกางเกงผ้า
“ไม่ได้ยินอีกแล้ว” ส่วนเหรียญยังอยู่ในชุดนอนเมื่อคืน เสื้อยืดตัวใหญ่เก่าๆ กางเกงผ้าขาสั้น ผมเผ้ารวบไม่เป็ระเบียบ นับเป่าบุหรี่ฟืดสุดท้ายออกก่อนจะบี้ก้นบุหรี่ลงที่เขี่ย
เขาหันหน้าเข้าหาเธอ ใช้มือทั้งสองข้างจับหัวไหล่บางไว้
“นี่!”
“ฮึ” เหรียญงงเล็กน้อยที่อยู่ๆ เขาทำท่าทีแปลกๆ ตาคู่เรียวช้อนขึ้นมองคนตรงหน้า บุหรี่ในมือถูกเผาไหม้ไปในอากาศ นับมองหน้าเธอด้วยสายตาจริงจังขึ้น
“ทำไมอยู่คนเดียวไม่ชอบล็อกห้อง”
“บางทีออกไปทิ้งขยะมันก็ลืม”
“ก็อย่าลืมสิ มันอันตรายนะ เกิดมีคนอื่นเปิดเข้ามาทำไง” นับเพิ่มความเข้มของน้ำเสียง เขากำลังดุเธออยู่กลายๆ
“ก็...ก่อนเข้าตึกก็ต้องสแกนบัตร...รปภ.ก็มี”
“ก็เลยมั่นใจว่าไม่อันตรายหรอ...หืมมม” เขายังคงทำน้ำเสียงเข้มต่อเนื่อง
“แล้วทำไมต้องมาทำเป็ดุกันด้วย” ตาเรียวที่ช้อนมองหน้าเขาตอนนี้หลุบลงมองพื้น ไม่อาจจะสู้สายตาที่มองอย่างตำหนิของเขาได้ เหรียญรู้สึกเหมือนตัวเองหดเล็กจิ๋ว
“ปกติเปิดเข้ามาเป็ฉันแต่ถ้าเกิดวันหนึ่งมันไม่ใช่ฉัน แกคิดว่ามันจะดีกับแกไหม...หืมมม”
“โอเค ต่อไปนี้ฉันจะไม่ลืมล็อกห้อง”
“อือ...แล้ววันนี้กินอะไรหรือยัง” เสียงที่เขาถามนั้นทุ้มต่ำ
“กินสิ”
“กินอะไร”
“เอ่อ...กิน...นม”
“ข้าวล่ะ”
“ยัง” เหรียญตอบเสียงค่อย ไหล่ห่อหุบเข้า แต่นับก็ยืดมันออก ตาเขาจ้องมองหน้าผากและไรคิ้วของคนที่ก้มหน้าไม่กล้ามองเขา
“ฉันไลน์บอกแล้วนะ”
“ก็...กำลังจะไปกินไง”
“ตอนสี่ทุ่มกว่า” นับถาม เหรียญยังคงมองพื้น รู้สึกเหมือนตัวเองหดเล็กลงไปอีก “ทำงานวันนี้เหนื่อยมากแล้ว ยังต้องมาเหนื่อยห่วงเื่แกไม่ชอบกินข้าว ไม่ชอบล็อกประตูห้องอีกหรือไง”
“ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องห่วงก็ได้” เธอพูดเสียงอ่อยเมื่อโดนดุหนักเข้า
ก่อนตาเรียวเล็กจะถ่างกว้าง เมื่อกี้นับพูดว่าเป็ห่วงเธองั้นหรอ!
เหรียญรู้สึกหน้าร้อนวูบวาบไปถึงหู มือไม้เกะกะทำอะไรไม่ถูก ยกบุหรี่ที่เหลือแต่กรองขึ้นมาดูโดยที่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร
นับยังไม่รู้ตัวว่าเขาพูดอะไรออกไป เป็เพราะวันนี้เขาเหนื่อยกับการอยู่ไซต์งานทั้งวันจนกลับดึก แล้วกลับต้องมาพบว่าเหรียญละเลยตัวเองอีกแล้ว เขาย้ายสองมือที่จับไหล่บางไปประกบบีบแก้มเธอเข้าหากันก่อนช้อนใบหน้ายู่ยี่ให้ขึ้นมาเผชิญสายตากับเขา
“ไปกินข้าวเลย ซื้อมาให้แล้ว”
“อื้อ” เหรียญตอบสั้นๆ แก้มยังถูกกุมอยู่ในมือของเขา เธอรู้สึกเหมือนไอร้อนวิ่งพล่านไปทั้งตัว มันวูบวาบในท้องในอก หายใจผิดจังหวะไปแล้ว นับเพิ่งคิดได้ว่าเขาจับแก้มเธออยู่ เขาจึงชักมือกลับทันที
“หน้ามันเชียะ...ไปล้างมือดีกว่า” เขารีบสาวขายาวๆ ของเขาไปยังซิงก์น้ำ แสร้งทำเป็ล้างมือ ทั้งที่ตอนนี้ใจเขาเต้นโครมคราม นึกถึงสายตาที่มองตะกี้จนย้อนกลับไปถึงสายตาตอนจูบกัน หัวใจยิ่งสั่นระรัว
ฟู่วววว เขาเป่าลมหายใจออกจากปากพรืดยาว
นับเดินกลับไปนั่งกลางห้อง เหรียญกางโต๊ะญี่ปุ่นวางกล่องข้าวสองกล่องบนโต๊ะพร้อมช้อนส้อมสองคู่ รอเขามากินพร้อมกัน
หลังจากกินข้าวเสร็จ นับหยิบเอาขยะไปทิ้ง จัดการล้างช้อนส้อมจานชามให้ และเปิดหนังดูรออาหารย่อย เหรียญอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงมานั่งดูหนังบนโซฟาเบดข้างนับ คิดงานมาทั้งวัน กินอิ่ม อาบน้ำเสร็จใหม่ๆ แล้วออกมาเจอกับห้องมืด แสงไฟสลัว แอร์เย็นๆ ทำให้เหรียญรู้สึกง่วงขึ้นมาเล็กน้อย ความใกล้กันเพียงแค่หมอนข้างกั้นทำให้นับได้กลิ่นสบู่จางๆ จากผิวของเธอลอยมาแตะจมูก
“นอนนี่นะ เหนื่อยแล้วี้เีเดิน” เขาว่า
เหรียญหันมองคนข้างๆ เขาพูดขึ้นมานิ่งๆ ทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากจอทีวี
“เออ...หรือฉันจะหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่นี่เลยดี” นับหันมายักคิ้วให้
“หอบมาแล้วนี่” เธอตอบหน้านิ่ง ขยับปากพูดช้าลงจากการง่วง
“ตอนไหน”
“มาเรื่อยๆ ทีละชิ้นสองชิ้น ไม่เคยเอากลับ”
“พูดเป็เล่น”
“ตอนซักผ้า...ฮ้าววว...ไม่สงสัยบ้างหรอว่าเสื้อผ้าหายไปไหน” เหรียญอ้าปากหาวหวอดๆ ตาปรือเชื่อม “แปรงสีฟันก็มีอยู่นี่ ฮ้าววว” หัวเธอเริ่มไหลลงไปหนุนหมอน “ลิ้นชักล่างสุด ฝั่งขวามือ ของแกทั้งนั้น ฉันพับไว้ ไปดูได้” เธอชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้าในห้อง ถึงจะหาวจนน้ำตาไหล แต่เหรียญก็พยายามถลึงตาดูหนังต่อ
นับคิดว่าเหรียญพูดเกินเื่ เขาเดินไปเลื่อนลิ้นชักดูตามที่เหรียญบอก แล้วเขาก็พบว่า เสื้อยืดของเขา กางเกงนอนของเขา แม้กระทั่งกางเกงขาสั้นบ๊อกเซอร์ของเขาที่เขาหาไม่เจอพับอยู่ในนี้จริงๆ เขาเอามาไว้ั้แ่เมื่อไร
“ผ้าเช็ดตัวแกก็แขวนอยู่” เธอย้ำให้รู้ว่าเขาขนเสื้อผ้ามาแล้วจริงๆ นับดึงผ้าเช็ดตัวออกจากไม้แขวน หยิบเสื้อและกางเกงนอนเข้าไปอาบน้ำ ออกมาจากห้องน้ำ เห็นทีวีเปิดค้างไว้ หนังยังเล่นอยู่ แต่คนดูหนังหลับอยู่ใต้ผ้าห่มไปแล้ว
“แย่งที่นอนกันนี่” เขาพูดกับคนที่นอนตะแคงหลับสนิทไม่รู้เื่ราวใดๆ แต่แทนที่เขาจะเดินกลับไปนอนห้องตัวเอง นับกลับเดินเข้าไปในห้องเหรียญ หยิบผ้าห่มออกมา เดินไปรูดม่านปิดจากแสงไฟทางด่วน แล้วล้มตัวลงห่มผ้าหนุนหมอนใบข้างๆ กัน
กลิ่นสบู่อ่อนๆ ยังคงคลุ้งอยู่ที่ปลายจมูกนับ ยิ่งได้ลงมานอนข้างกัน กลิ่นนั้นยิ่งละมุนและอบอุ่น นับยื่นมือข้างหนึ่งข้ามหมอนข้างขั้นกลางเข้าไปสอดประสานกับมือของเหรียญใต้ผืนผ้าห่มหนา
มืออุ่นจัง