เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    ภาค 1 ตอนที่ 47 ศิษย์หลัก

            ทันทีที่อัสลานได้ยินคำว่า"ผลึกแห่งชีวิต"  ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างร่างกายนั้นเริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้

            นี่ไม่ใช่เรื่องสามัญที่บุคคลทั่วไปควรรู้

            เมอร์ลินมองการแสดงออกของอัสลานอย่างสนใจเรื่องนี้ถึงกับทำให้ตัวตนที่เป็นเสาหลักของอาณาจักรแสดงใบหน้าวิตกกังวลออกมา

            อัสลานพยายามจะคุมความรู้สึกและสีหน้าเขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง

            ไอเวทย์รอบๆ ตัวถึงกับสั่นกระเพื่อมตามอารมณ์ของเขาไม่นานนักบรรยากาศก็กลับเป็นปกติ

            อัสลานมองเมอร์ลินด้วยสายตาที่จริงจังและเอ่ย

            "เจ้ารู้ความหมายของมันหรือไม่" อัสลานจ้องเมอร์ลินด้วยดวงตาอันคมกริบ

            เมอร์ลินยังคงท่าทีที่เรียบเฉยอารมณ์ของเขาดั่งน้ำที่สงบนิ่ง ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความสงบและเยือกเย็นเขาค่อยๆ หลับตาลงและเอ่ยออกมา

            “ข้าเพียงรู้ในเรื่องที่สมควรรู้เท่านั้นหากเป็นอะไรที่มากกว่านั้นท่านสามารถค้นหามันได้ในจดหมายฉบับนั้น”

            เด็กน้อยลืมตาแล้วจ้องกลับไปที่ดวงตาของอัสลานอย่างเย็นชา

            นี่เป็นครั้งแรกที่อัสลานพบกับสถานการณ์แบบนี้ใครจะคิดว่าเด็กน้อยผู้ใช้เวทย์ผู้หนึ่งจะตอบโต้เขาด้วยท่าทีที่สงบนิ่งเช่นนี้การแสดงออกของเด็กน้อยนั้นเกินสามัญของคนทั่วไป

            เด็กน้อยที่เอริกส่งมานั้นไม่ธรรมดา

            ลมหายใจของชายชราถูกถอนออกมาเฮือกหนึ่งแน่นอนว่าคำว่าผลึกแห่งชีวิตนั้นคือรหัสลับท่อนที่สองที่เอริกส่งมา แม้เด็กน้อยคนนี้จะมีรหัสลับแต่เขาก็ไม่สามารถเปิดอ่านมันได้

                   นี่เป็นครั้งแรกที่อัสลานไม่สามารถมองเห็นความคิดของเด็กน้อยคนหนึ่งได้

            เด็กคนนี้ทำหน้าที่คนส่งสารได้อย่างดีเยี่ยมสมแล้วที่เอริกเป็นคนเลือกให้ทำงานนี้

            หลังจากนั้นอัสลานก็ทำการพูดคุยกับเมอร์ลินไม่กี่ประโยคเขาก็เรียกให้เมลดี้เข้ามา

            อัสลานสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพ่นออกมา เขาหันไปมองเมลดี้และเริ่มพูด

            “เมลดี้ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์หลักของข้าข้านั้นต้องการให้เจ้ารับเด็กคนนี้ไว้เป็นศิษย์หลัก” อัสลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

            ใบหน้าของเมลดี้แสดงความตกใจออกมา เธอจึงเอ่ยแย้งขึ้นทันที

            “แต่ท่านอาจารย์ ...”

            แต่ไม่ทันที่เมลดี้จะกล่าวจบอัสลานก็พูดแทรกขึ้นมา

            “เจ้าอาจถือว่านี้คือคำขอร้องหรือคำสั่งของข้าก็ได้แต่สุดท้ายแล้วเจ้าต้องทำมัน”

            คำพูดของอัสลานนั้นถือเป็นคำสิ้นสุดเมลดี้จึงไม่อาจจะปฏิเสธมันได้

            สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องรับเมอร์ลินเป็นศิษย์หลักอย่างจำใจ

            ศิษย์หลักนั้นหาใช่เป็นคำที่เรียกศิษย์อาจารย์ที่ธรรมดาแต่อาจกล่าวได้ว่าศิษย์หลักนั้นคือผู้สืบทอดของอาจารย์คนนั้นๆ ก็ว่าได้ ทั้งความรู้และความสามารถของผู้เป็นอาจารย์จะถูกถ่ายทอดให้แก่ศิษย์หลักของตน

            ดังเช่นเมลดี้ที่เป็นศิษย์หลักของอัสลานเธอจึงเป็นที่นับถือในโรงเรียนแห่งนี้และความสามารถของเธอนั้นก็ไม่อาจจะดูหมิ่นได้ 

            ดังนั้นแล้วการที่อาจารย์แต่ละคนจะเลือกใครสักคนขึ้นมาเป็นศิษย์หลักนั้นจะต้องใช้การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน สำหรับอาจารย์บางคนกระทั่งปลดเกษียณเขาก็ยังไม่ได้เลือกรับศิษย์หลักก็มี

            การรับศิษย์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นอาจารย์คนหนึ่ง

            เมลดี้ซึ่งรับหน้าที่เป็นอาจารย์ของที่นี่ตั้งแต่อายุ25 ปี จนบัดนี้เธอมีอายุที่ใกล้จะเข้าเลขสี่แล้ว เธอนั้นยังไม่เคยรับใครเป็นศิษย์หลักแต่ด้วยการยัดเยียดของอัสลานผู้เป็นอาจารย์ของเธอ คำขอนี้จึงไม่อาจจะปฏิเสธได้

            เมลดี้จึงรับเมอร์ลินเป็นหลักศิษย์อย่างไม่เต็มใจนัก

            หลังจากการพูดคุยระยะหนึ่งแล้วอัสลานก็สั่งการให้เมลดี้ลงทะเบียนบรรจุเมอร์ลินให้อยู่ในชั้นเรียนปีที่ 3

            เมลดี้เมื่อได้ยินดังนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก

            นี่เป็นสิ่งที่มากเกินไป

            การยัดเยียดเมอร์ลินให้เป็นศิษย์หลักนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งแต่การให้เมอร์ลินได้เริ่มเรียนในชั้นปีที่ 3 นี่อาจจะเกินไป

            แม้โรงเรียนแห่งนี้จะไม่ได้มีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนแต่มันก็เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดของอาณาจักรอารากอน การรับนักเรียนที่จะเข้าเรียนจึงจำเป็นต้องผ่านการสอบคัดเลือกอย่างเข้มงวดซึ่งในแต่ละปีจะมีการเปิดรับสมัครเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

            แม้ว่าเด็กคนนั้นจะมีพรสวรรค์มากมายเพียงใดเขาก็จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ชั้นปี 1 เช่นเดียวกับทุกคน

            การให้เริ่มเรียนที่ชั้นปีที่ 3 นั้นมากเกินไป

            เส้นสายของเด็กคนนี้นั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

            การที่อัสลานกล้าการบรรจุให้เด็กคนนี้เข้าเรียนในชั้นปีที่3 โดยไม่เกรงกลัวคำครหา

            นั่นแปลว่าอัสลานนั้นได้คาดหวังกับเด็กคนนี้เลยไม่น้อย เนื้อความในจดหมายที่เอริกเขียนมาทำให้เขานั้นมีความมั่นใจเป็นอย่างมากกับการตัดสินใจในครั้งนี้

            เมื่อการพูดคุยเสร็จสิ้นแล้วเมลดี้และเมอร์ลินก็จากไป

            ทันทีที่คนทั้งสองจากไปอัสลานก็แสดงใบหน้าที่มีความหนักใจออกมา

            ในสถานการณ์เช่นนี้คำว่า“ผลึกแห่งชีวิต” นั้น สามารถเขย่าทั้งอาณาจักรให้ระส่ำระสายได้

            ผลึกแห่งชีวิตนั้นมีชื่อเรียกที่หลากหลายสุดแต่ว่าจะปรากฏณ ที่ใด บ้างก็เรียกขานมันว่า 'หินเทพเจ้า','ผลึกลมหายใจแห่งเทพ' หรือ 'พรของมหาเทพ' สุดแล้วแต่การใช้งานและการปรากฏตัวของมัน

            กล่าวกันว่าพลังอำนาจอันมหาศาลของผลึกแห่งชีวิตนั้นสามารถทำให้ผู้ที่ได้ครอบครองมีพลังอำนาจดั่งเทพเจ้าแม้คนคนนั้นจะเป็นผู้ใช้เวทมนต์ธรรมดาหากได้ถือครองผลึกแห่งชีวิตแล้ว คนผู้นั้นก็อาจจะครอบครองพลังถึงขั้นมหาจอมเวทย์

            แต่ถ้าหากคนคนนั้นเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่อย่างมหาจอมเวทย์อยู่ก่อนแล้วล่ะก็นั่นอาจจะทำให้เขาคนนั้นเข้าสู่ขั้นจักรพรรดิเวทย์ที่เป็นตำนานเลยก็ได้

            เมื่อหลายร้อยปีก่อนเกิดเหตุการณ์ปรากฏผู้ถือครองผลึกแห่งชีวิตอาละวาดพลังของเขาจู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นถึงระดับมหาจอมเวทย์ นั่นถึงกับทำให้ทั้งห้าอาณาจักรเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก

            แม้ผู้พิทักษ์ของแต่ละอาณาจักรก็ไม่สามารถหยุดยั้งผู้ถือครองผลึกแห่งชีวิตได้หากพวกเขาไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมและการผนึกกำลังของอาณาจักรใหญ่ทั้งห้านั่นอาจจะไม่สามารถหยุดภัยพิบัติของผลึกแห่งชีวิตในครั้งนั้นเอาไว้ได้

            แต่บัดนี้ข่าวของผลึกแห่งชีวิตได้กลับมาปรากฏในยุคนี้อีกครั้งนั่นจึงทำให้อัสลานมีท่าทีกังวลใจเป็นอย่างมาก เขานั้นกลัวเหลือเกินว่าอาณาจักรอารากอนของเขาจะประสบกับภัยพิบัติอันน่าหวาดกลัวนี้อีกครั้ง

            อัสลานถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พลังเวทย์ของเขาควบแน่และเกิดการเคลื่อนไหว

            จดหมายที่อยู่ในมือถูกเปลวไฟสีฟ้าอันที่ไร้ที่มาแผดเผาจนเป็นเถ้าธุลีและปลิวสลายหายไปในอากาศ

            ภายในห้องจึงหลงเหลือเพียงชายชราที่แบกรับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจ

            ,,,,,

            ทางด้านเมอร์ลินเมื่อได้ออกมาจากห้องทำงานของอัสลานแล้วเมลดี้ก็ได้พาเขาไปลงทะเบียนการเป็นนักเรียนของโรงเรียนเวทย์แห่งอารากอนที่ตึกบัญชาการใหญ่

            ครั้งแรกที่พนักงานลงทะเบียนได้ทราบว่าเมอร์ลินได้ถูกบรรจุให้เรียนในชั้นปีที่3 และเข้าเรียนกลางเทอม พวกเขานั้นก็ต่างตกใจไม่ต่างจากเมลดี้

            ในประวัติศาสตร์ของโรงเรียนไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน

            แต่ทว่าหากนี่เป็นความประสงค์ของผู้อำนวยการโรงเรียนพวกเขาจึงไม่กล้าที่จะคัดค้านใดๆ

            เมื่อการลงทะเบียนเสร็จสิ้น เมลดี้ก็เริ่มประโยคสนทนาของเธอ

            "ธาตุประจำตัวของเจ้าคือธาตุอะไร"

            คำถามของเมลดี้ทำให้ใบหน้าของเมอร์ลินเต็มไปด้วยความงุนงงเธอจึงถามย้ำอีกครั้งหนึ่ง

            "ธาตุของเจ้าใช่ธาตุลมหรือไม่?" 

            เมลดี้เอ่ยถามพื้นฐานพลังเวทย์ของเมอร์ลินแน่นอนแม้เธอจะไม่เต็มใจรับเมอร์ลินเป็นศิษย์หลัก แต่เมื่อเธอได้ตกปากรับคำกับอัสลานแล้วเธอก็ต้องทำตามหน้าที่อย่างเต็มที่

            "ธาตุลม?" เมอร์ลินนั้นแสร้งแสดงใบหน้าที่มึนงง

            ความจริงแล้วเมอร์ลินนั้นพอจะมีความรู้เรื่องธาตุอยู่บ้างแต่สารานุกรมของเลเมเกทันนั้นไม่ได้บอกวิธีการหรือพื้นฐานการบ่มเพาะที่เป็นความรู้ทั่วไปเอาไว้มันเพียงบอกแค่ความหมายและที่มาของคำๆ นั้นเท่านั้น

            ในเมื่อได้โอกาสดีเขาจึงแสร้งตีมึนให้เมลดี้ได้ทำหน้าที่อาจารย์ที่ดีของเธอ

            "อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้จักธาตุของตัวเอง”ใบหน้าของเมลดี้แสดงออกซึ่งความไม่เชื่อ

            “เป็นไปได้ยังไง ก็ในเมื่อข้าเห็นกับตาว่าเจ้าใช้ธาตุลมและแถมยังสามารถใช้งานมันได้อย่างชำนาญมันเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่รู้จักมัน" เมลดี้มองไปยังใบหน้าของเมอร์ลินอย่างจริงจัง

            "ข้าไม่รู้"คำตอบสั้นๆ ของเมอร์ลินทำให้เมลดี้แทบจะควบคุมอารมณ์ไว้ไม่ได้ เมอร์ลินยังคงแสร้งโง่เขลาต่อไปซึ่งในความจริงแล้วจะว่าเขาแสร้งโง่ก็ไม่ได้เพราะเขานั้นไม่รู้ว่าตนเองนั้นมีธาตุประจำตัวเป็นธาตุอะไรจริงๆ

            หากเป็นเรื่องการบ่มเพราะพลังเซียนเขานั้นมีความสามารถที่จะกดขี่ผู้คนได้แต่หากเป็นเรื่องของเวทมนต์แล้วเขานั้นยังอ่อนต่อโลกเป็นอย่างมาก

            "แล้วก่อนหน้านี้เจ้าเรียนเวทมนต์มาจากใครทำไมเจ้าถึงไม่รู้พื้นฐานเหล่านี้ หรือท่านเอริกไม่เคยบอกใดๆ กับเจ้า" เมลดี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิด

            คำตอบของเมอร์ลินนั้นคือการส่ายหน้า

            "ท่านเอริกนั้นไม่ใช่อาจารย์ของข้าเขาไม่เคยสอนข้า และข้านั้นไม่เคยมีอาจารย์" 

            คำตอบนี้ได้สร้างความตกใจให้แก่เมลดี้เป็นอย่างมาก

            "เป็นไปได้ยังไง! แล้วเวทย์ลมที่เจ้าใช้นั่นล่ะ เจ้าทำมันได้ยังไง?”สีหน้าของเมลดี้เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

            เด็กคนนี้สามารถใช้เวทย์ลมได้อย่างเชี่ยวชาญความชำนาญของเขากระทั่งสามารถเอาชนะเธอได้ แต่เขากลับตอบว่าไม่เคยมีอาจารย์ได้อย่างหน้าตาเฉยนี่เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อเกินไป

            แต่แล้วใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อเธอคิดบางอย่างขึ้นมาได้

            “หรือว่า! นี่อย่าบอกนะว่า ... ว่าเจ้าเป็นผู้มีขีดจำกัดสายเลือด"

            "ขีดจำกัดสายเลือด?" เมอร์ลินแสร้งแสดงใบหน้าที่มึนงงยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าของเขานั้นแสดงออกซึ่งความไม่รู้อย่างสมบทบาท

            เขานั้นจะไม่รู้จักขีดจำกัดสายเลือดได้อย่างไรในเมื่อที่ผ่านมาเขาได้ประมือกับมิลาสมาแล้ว เขาไม่มีทางลืมตัวประหลาดนั่นได้

            เมลดี้เมื่อสังเกตสีหน้าของศิษย์หลักของเธอเธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

            "เห้อ ... ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่รู้เรื่องใดๆเกี่ยวกับเวทมนต์เลย” เมลดี้หยุดพูดพักหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ "ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วข้าจะเป็นคนแนะนำเจ้าใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น”

            “เริ่มแรกข้าต้องพาเจ้าไปทดสอบพลังเวทย์เสียก่อนจากที่ข้ามองดูไอเวทย์ของเจ้า การที่เจ้าไม่รู้อะไรเลยแต่ความสามารถเข้าใจเวทมนต์ด้วยตนเองจนบ่มเพาะมาถึงผู้ใช้เวทย์ได้พรสวรรค์ของเจ้านั้นน่ากลัวเกินไปแล้ว"

            แม้เมลดี้พูดจาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เต็มใจแต่แท้จริงแล้วเธอกำลังตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก เธอไม่นึกเลยว่าศิษย์หลักคนแรกของเธอจะเป็นเด็กอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์อย่างน่าตกใจพรสวรรค์ของเขานั้นดั่งลูกรักของเหล่าทวยเทพแม้แต่เธอเองก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาศิษย์หลักของเธอไม่ได้

            การอยู่นั้นระดับขั้นผู้ใช้เวทย์โดยที่ไม่รู้อะไรเลยนั้นถือว่าหาได้ยากยิ่งแถมเขาอาจเป็นผู้มีขีดจำกัดสายเลือดนั้นเป็นที่น่าตกใจยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้เธอรู้สึกกระหายในการเจียระไนเพชรงามเม็ดนี้

            "ท่านอาจารย์..." เมอร์ลินเอ่ยออกมาและหยุดไป

            เมลดี้แทบไม่เชื่อหูของตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กคนนี้เรียกเธอว่าอาจารย์เธอนั้นแสร้งมองกลับไปด้วยใบหน้าที่เย็นชา เธอจำเป็นต้องความน่าเชื่อถือต่อหน้าศิษย์หลักของเธอแม้ภายในใจเธอจะรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากก็ตาม

            “มีอะไร?” เมลดี้แสร้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์

            "ข้านั้นรู้ว่าท่านไม่เต็มใจจะรับข้าเป็นศิษย์หลักนั่นอาจเป็นเพราะว่าท่านเป็นหญิงสาวในวัยยี่สิบกว่าๆ การรับศิษย์หลักนั้นจึงทำให้ท่านมีภาพลักษณ์ที่แก่ลง ดังนั้นแล้วการรับข้าเป็นศิษย์หลักจึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านถูกครหาด้วยข้อกล่าวหานี้ ข้าต้องขอโทษท่านด้วยที่ทำให้หญิงสาวที่มีใบหน้างดงามเช่นท่านต้องเสื่อมเสียแต่ข้าจะตั้งใจเรียนรู้และไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน"

            คำหวานจำนวนมากถูกพ่นออกมาจากปากเมอร์ลินเขากล่าวคำเยินยอเมลดี้อย่างสุดกำลัง แน่นอนว่าโดยปกติแล้วเขานั้นไม่มีทางทำอะไรอย่างนี้อย่างแน่นอน

            แต่ในเมื่อเขาได้เป็นศิษย์หลักของเมลดี้แล้วความสัมพันธ์ที่ดีของเธอและเขานั้นเป็นผลประโยชน์แก่เขา แม้จะต้องกล่าวคำไร้สาระมากกว่านี้เขาก็ยินดีที่จะทำมัน

            ทางด้านเมลดี้เมื่อได้ยินคำพูดของเมอร์ลินศิษย์หลักคนแรกของเธอเธอเบือนใบหน้าที่ฉาบไว้ด้วยความเฉยชาออกไปอีกฝั่งหนึ่ง มุมปากของเธอก็ค่อยๆ ถูกยกขึ้นร่างของเธอสั่นโยนเล็กน้อยเพราะกำลังอดกั้นการหัวเราะ

            แน่นอนว่าเธอนั้นชื่นชอบคำหวานของศิษย์หลักคนแรกของเธอและเธอก็ชอบมันมากเสียด้วยเธอไม่คิดเลยว่าศิษย์หลักของเธอนั้นจะมีแววตาอันแหลมคมเช่นนี้

            หึหึ ... ช่วยไม่ได้ใบหน้าอันแสนจะอ่อนเยาว์ของเธอนั้นทำให้หลายๆคนเข้าใจผิดมานักต่อนักแล้ว 

            นอกจากเมลดี้จะเป็นคนนี้ที่บ้าในการแข่งขันแล้ว เธอนั้นยังมีนิสัยที่บ้ายออีกด้วย 

            นับจากได้ยินคำหวานออกมาจากปากศิษย์หลักของเธอมุมมองที่เธอมีต่อเมอร์ลินก็เปลี่ยนไป นับแต่นี้ไปเธอจะตั้งดูแลศิษย์หลักที่มีแววตาอันแหลมคมคนนี้เป็นอย่างดี 

    คล้ายกับเรื่องเซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard ที่คุณอ่าน