"รู้จักกันเหรอครับ”
จอนมินซองตอบคำถามของผม
“เคยทำงานด้วยกันตอนอยู่ที่สำนักงานอัยการกลางน่ะ”
ดวงตาของชเวมียอนเบิกกว้างกับคำตอบนั้น
“ถ้าเป็สำนักงานอัยการกลางก็ต้องมีแต่คนเก่ง ๆ ไม่ใช่เหรอแล้วนายเคยทำงานที่นั่นเนี่ยนะ?”
"ทำไม ตอนนี้รู้สึกว่าฉันดูดีขึ้นมาแล้วหรือไง"
จอนมินซองวางท่าและพูดหยอกเล่น
“ดูดีอะไรล่ะจ๊ะ ดูท่าคงโดนไล่ออกมา นายแค่โดนใช้แล้วทิ้งสินะ”
“เฮ้ย! ไล่ออกอะไร ใครโดนไล่ออก ย้ายตำแหน่งต่างหากล่ะ”
“มีแค่นายที่โดนย้ายล่ะสิ”
"ก็บอกว่าไม่ใช่ยังไงเล่า!"
หัวหน้าทีมชาดงอุค เห็นทั้งสองคนเถียงกันแบบนั้นได้แต่ยืนหัวเราะและถามแทรกเข้ามา
“ผมไม่รู้เลยนะครับว่าคนรู้จักทางฝั่งอัยการของคุณจะเป็อัยการจอนทั้งคู่เป็แฟนกันเหรอครับ”
“อะไรนะ! ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ”
“โอ๊ย คุณนักสืบคะ ฉันชอบแต่คนหน้าตาดีค่ะ”
“นี่ เหมือนเธอจะบอกว่าฉันขี้เหร่งั้นเหรอ”
“เหมือนอะไรล่ะ ฉันก็พูดตรง ๆ เนี่ยว่านายไม่หล่อ ถ้าเทียบกับซอกฮุน หน้านายคือปลาหมึก”
“เธอนี่มัน...”
ทั้งสองคนเถียงกันน้ำไหลไฟดับ
นักสืบทั้งสองคนจ้องมองทั้งคู่ที่เถียงกันต่อหน้าพวกเขา
“ถ้าไม่ใช่แฟนแล้วรู้จักกันได้ยังไงเหรอครับ”
นักสืบพัคอินซอบ ผู้ถูกเรียกว่าหัวหน้าเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ตอนนี้กำลังสอบปากคำฉันอยู่เหรอคะ”
ชเวมียอนถามกลับด้วยเสียงแหลม เขาส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ถึงขนาดสอบปากคำหรอกครับ แค่ทำเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์รอบตัวคุณฮันซอลอาครับ”
“มันก็คือการสอบปากคำไม่ใช่เหรอคะ”
“อืม ถ้าอย่างนั้นผมขออธิบายแบบนี้ดีกว่าครับทั้งสองท่านเป็ผู้เกี่ยวข้องกับคุณฮันซอลอาแต่ก็สามารถเป็ผู้ต้องสงสัยได้เหมือนกันครับ ยิ่งให้คนรู้จักพาเข้ามาแล้วรีบมาฟังผลชันสูตรเองจะไม่ให้สงสัยได้เหรอครับ”
จากคำตอบของเขาชเวมียอนหดคอเหมือนรู้สึกกลัวและเป็ผมที่ตอบคำถามนั้นแทน
“คุณกลัวว่าถ้าพวกเราเป็คนร้าย เราจะมาทำลายหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการชันสูตรศพแบบนั้นเหรอครับ”
จากคำพูดของผม เขาพยักหน้าด้วยท่าทางที่ดูไม่เต็มใจ
"ก็...แบบนั้นแหละครับ"
“เข้าใจแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องให้ความร่วมมือสิครับพี่มินซองและพวกเราโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเดียวกันั้แ่เด็กและมาที่นี่เพราะอยากรู้ความจริงให้เร็วที่สุดครับ”
“ถ้าเป็สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คุณหมายถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านรอยยิ้มเหรอครับอัยการจอนก็มาจากบ้านรอยยิ้มด้วยเหรอ”
จอนมินซองพยักหน้าตอบคำถามของพัคอินซอบ
“ครับ ผมเคยอยู่ที่นั่นก่อนจะถูกรับเลี้ยงคุณฮันซอลอาก็เป็คนพิเศษสำหรับผมเช่นกัน และสำหรับคนที่มาจากบ้านรอยยิ้มเธอเป็เหมือนแม่คนหนึ่งเลยล่ะครับ”
“ผมไม่รู้เลยนะครับเนี่ย ว่าอัยการจอนเป็เด็กกำพร้า”
“ต้องขอบคุณพ่อแม่บุญธรรมของผมเลยครับ”
จอนมินซองยิ้มเมื่อนึกถึงพ่อแม่บุญธรรมของเขาและพูดต่อ
“ตอนนี้หายสงสัยว่าทำไมพวกเราถึงมาที่นี่ได้หรือยังครับ”
"ก็ระดับหนึ่งครับ"
“หัวหน้าพัคนี่เก็บทุกเม็ดเลยนะครับ”
“ต้องดูทุกความเป็ไปได้ยังไงล่ะครับ”
“ถ้าอย่างนั้น มาลองเปิดความเป็ไปได้อันนี้ดูพร้อมกันไหมครับ”
จอนมินซองกล่าวขณะถือเอกสารที่มีรายงานการชันสูตรศพ
"เอาเลยครับ"
พวกเราย้ายไปนั่งที่บริเวณห้องรับรอง จองมินซองวางรายงานสรุปบนโต๊ะและแยกข้อมูลเสริมไว้ด้านข้างเผื่อคนอื่นอยากจะดู
"สาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิตคือการเสียเืมากเกินไปจากาแถูกแทงบริเวณช่องท้อง"
หัวหน้าชาดงอุคชี้นิ้วไปส่วนที่อธิบายสาเหตุการตายแล้วพูดต่อว่า
"ทั้งหมดสิบสามครั้ง สามครั้งโดนอวัยวะสำคัญ และอีกสิบครั้งแค่แทงไปเฉย ๆ"
"ทำไมถึงเป็แบบนั้นล่ะ
“ถ้าเป็กรณีที่เกิดจากความแค้น ก็อาจตื่นเต้นจนเผลอแทงต่ออีกหลายครั้งบางคนที่มีอาการทางจิตก็ฆ่าเพียงเพื่อความสนุกสนาน”
“แต่นี่มันมากเกินไป”
เป็ความเห็นของพัคอินซอบ
"ก็ใช่ครับ"
“ถ้าเป็การฆ่าอย่างโเี้ขนาดนี้ มันต้องมีความหมายถ้ามีอาการทางจิตก็น่าจะมีอะไรบ่งบอกถึงการโอ้อวด...”
ต้องมีความหมาย
มันทำให้ผมนึกถึงคำที่เคยได้ยินจากเครื่องปั้นมูซอง มีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นเป็การเตือนใครบางคนโดยแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความตายที่โหดร้ายเช่นนั้น
"นั่นก็แค่สาเหตุการตาย แต่ดูอันนี้สิครับ"
จอนมินซองชี้ไปที่หัวข้อที่ระบุว่าสารที่ตรวจพบในศพ ในหัวข้อนั้น มีชื่อส่วนผสมของยาสองชนิดเขียนอยู่
-ไนไตรต์
-คลอโรฟอร์ม
ด้วยความรู้ที่ผมมี จึงไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ชเวมียอนเองก็มีแววตาสงสัยเหมือนกันกับผม
แต่ว่าสามคนที่เหลือดูจะรู้จักเป็อย่างดี
“นี่ยาอะไรเหรอครับ”
"ไนไตรต์ก็ไม่มีอะไรพิเศษหรอก ถึงจะมีปริมาณน้อยแต่ก็อยู่ในอาหารทำให้เนื้อมีสีสันน่ากินและป้องกันการเน่าเสียของเนื้อสัตว์แปรรูปอย่างไส้กรอกอะไรแบบนี้"
วันนั้นฮันซอลอากินเนื้อ?
ต้องจดสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ใส่ในรายงานด้วยเหรอ
"ตรวจพบในปริมาณไม่มาก แต่ถ้าได้รับเพียง 4กรัมก็อาจเป็อันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าผลออกมาในรายงานขนาดนี้ ปริมาณก็คงไม่ใช่น้อยๆ"
“อืม สาเหตุการตายโดยตรงคือาแจากการถูกแทง ถ้าหากตั้งใจจะทำแบบนั้นอยู่แล้วทำไมถึงต้องใช้ไนไตรต์ด้วยล่ะ”
ชาดงอุคตอบคำถามของผมว่า
"เจอในปริมาณน้อยเนี่ยน่าสงสัยกว่าเจอในปริมาณมากอีก”
"......?"
“ในวันเกิดเหตุ คุณฮันซอลอาบอกว่าเธอป่วยและไม่ได้ไปทำงาน”
เื่นั้นผมก็รู้เช่นกันเพราะผมได้ยินมาดามพูดกับคิมชอนซูที่โกลด์บาร์
"ปริมาณไนไตรต์เพียงเล็กน้อยอาจทำให้ปวดหัวได้ เหมือนกับเป็หวัดครับ"
“ตั้งใจจะทำให้ลาป่วยสินะครับ”
“ใช่ครับ พอเห็นแบบนี้ ยิ่งทำให้ชัดเจนขึ้นเลยว่าเป็การฆาตกรรมที่วางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างดี”
พัคอินซอบอธิบายเพิ่มเติมให้กับคำพูดของเขาเมื่อครู่
“ถ้าเป็ตามที่หัวหน้าชาบอกก็มีความเป็ไปได้สูงที่คิมชอนซูไม่ใช่คนบงการ”
อาจจะเป็แบบนั้นเพราะถ้าเป็คิมชอนซู เขาสามารถทำให้เธอหยุดงานได้โดยไม่ต้องใช้ยา
“ไม่ใช่คิมชอนซู…”
ผมตัดสินใจที่จะจัดการคิมชอนซูหลังจากตำรววจสอบสวนเสร็จ
ในตอนนั้นชเวมียอนก็ชี้ไปที่ยาตัวที่สอง
“แล้วอันนี้ใช้เพื่อทำอะไรเหรอคะ”
“เคยดูหนังที่มีฉากเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกและปากแล้วสลบไหมครับ”
"ค่ะ"
ฉากลักพาตัวส่วนใหญ่เป็แบบนั้นในหนังสมัยก่อน
“นั่นแหละครับ เป็ยาที่ทำให้หมดสติหรือก็คือยาสลบ มันอาจจะแอบวางยาและฆ่าคุณฮันซอลอาที่กำลังหลับอยู่”
"......!"
ชาดงอุคพลิกหาเอกสารที่วางอยู่ข้างรายงานและดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
“ในรายงานก็เขียนไว้ว่าดูเหมือนจะใช้เพื่อไม่ให้ขัดขืนนะครับ เนื่องจากไม่พบDNA ของฆาตกรบนศพ จึงสันนิษฐานว่าเป็แบบนั้นครับน่าเสียดายที่ไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับพวกมัน แต่ก็ต้องขอบคุณยาสลบที่ทำให้คุณฮันซอลอาจากไปแบบไม่ทุกข์ทรมาน”
โดนแทงตั้งสิบสามครั้ง
ถ้าอย่างนั้นก็เข้าใจได้มากขึ้นว่ามีจุดประสงค์เพื่อโชว์ให้ใครบางคนเห็นบางทีคนร้ายอาจมุ่งความสนใจไปที่การทำให้เห็นถึงความเ็ปทรมาน มากกว่าการตายแบบธรรมดาทั่วไป
“ไม่หรอกค่ะ พี่เขาคงต้องเ็ปมากแน่ ๆ”
ชเวมียอนพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“ผู้ชายมองแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ไม่เคยมองเข้าไปในจิตใจหรอกค่ะ ”
“หมายความว่ายังไง คุณชเวมียอน?”
“ถึงจะโดนสารคลอโรอะไรนั่น แต่โดนแทงขนาดนั้นพี่เขาจะไม่ตื่นขึ้นมาเลยเหรอคะ”
“คงจะตื่นแหละครับ หน้าท้องก็เป็อวัยวะที่ไวต่อความรู้สึกเหมือนกัน”
เธอน้ำตาคลอและพยายามพูดในสิ่งที่เธอคิด
“พี่เขาถูกทารุณที่บ้านเด็กกำพร้าั้แ่ยังเด็ก ถูกจับเข้าคุกในข้อหาฆาตกรรมหลังจากถูกปล่อยตัว ไอ้คิมชอนซูก็ทำลายชีวิตที่เหลือของเธอ แล้วนอนอยู่ดี ๆ ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะมีใครไม่รู้เอามีดมาแทงชีวิตที่เป็แบบนั้น มันจะไม่เ็ปได้ยังไง”
ทันใดนั้นทุกคนตกอยู่ในความเงียบ
ไม่ใช่ความเ็ปทางร่างกาย แต่เป็ความเ็ปทางจิตใจ
แบบนั้นแหละ
หัวใจของฮันซอลอาคงเ็ปยิ่งกว่าถูกแทงสิบสามครั้ง
"คุณชเวมียอนพูดถูกครับ คุณสนิทกันก็ต้องคิดแบบนั้นอยู่แล้วครับ"
พัคอินซอบพยักหน้าและพูดต่อ
“แต่หัวหน้าชากับผมต้องสอบสวนคดีนี้ เลยต้องแยกความรู้สึกส่วนตัวออกจากงานเข้าใจพวกผมด้วยนะครับ”
"ค่ะ..."
หลังจากที่พูดแบบนั้น เขาก็พูดปลอบชเวมียอนและลุกขึ้น
“เดี๋ยวพวกเราจะไปห้องดับจิตเพื่อตรวจร่างกายศพอีกครั้งจะไปด้วยกันก็ได้นะครับ แต่ผมไม่แนะนำให้คุณสองคนไป”
“ครับ เราเองก็ไม่ได้คิดจะไปดูศพอยู่แล้วครับ”
ผมตอบรับแทนฝั่งของผม
“คิดถูกแล้วครับ เพราะมันอาจจะกลายเป็ความทรงจำที่เ็ปได้ และผมมีอะไรจะบอกคุณทั้งสองคนครับ”
“.....?”
“ตามที่ได้รับการยืนยันในวันนี้ ชัดเจนว่าคุณฮันซอลอาถูกจ้างวานฆ่าแน่ ๆครับ”
"ครับ..."
“ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของคุณทั้งสองคน ต่อไปอย่าทำอะไรแบบนี้อีกเพราะอาจทำให้พวกคุณตกอยู่ในอันตรายได้น่ะครับ”
คำพูดของพัคอินซอบดูเหมือนจะเป็ห่วงพวกเรา แต่ก็ฟังดูแตกต่างออกไป
อย่าทำอะไรให้ดูน่าสงสัย
เขายังสงสัยตัวผมและชเวมียอนอยู่
“ถ้ามายุ่งกับเื่นี้อีก ยังไงก็ต้องโดนสงสัยอย่างแน่นอน”
น่ารำคาญ ดันไปเตะตาตำรวจอีก
“ผมเข้าใจที่คุณจะบอกครับถ้างั้นช่วยจับคนร้ายที่ฆ่าพี่ซอลอาและคนที่สั่งพวกเขาด้วยนะครับ”
“มันเป็งานของพวกเราอยู่แล้วครับ ไม่ต้องเป็ห่วงกลับไปพักที่บ้านดีกว่าครับ”
เราเลยบอกลาพวกเขา แล้วพวกนักสืบก็มุ่งหน้าไปห้องดับจิต พอเดินห่างออกมาจากพวกเขาชเวมียอนที่สะอึกสะอื้นก็พูดขึ้นว่า
“ฉันไปห้องน้ำเดี๋ยวนะ เมกอัปเลอะหมดแล้ว”
เมื่อเธอไม่อยู่ ผมก็ยื่นข้อเสนอให้จอนมินซองในเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากการชันสูตรศพไม่มีหลักฐานในการระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้
“พี่มินซอง”
"หือ?"
“ที่ผมเคยบอกพี่ไป ได้ลองคิดดูหรือยังครับ”
จอนมินซองเกาศีรษะเล็กน้อย
“ฉันก็คิดดูแล้วนะ อย่างที่นายว่า จะลองดูสักครั้งก็ได้ แต่ถ้ามันอันตรายก็ทำตามการตัดสินใจของฉันก็แล้วกัน”
น่าแปลกใจ
ตอนนั้นเหมือนจะไม่เห็นด้วย แต่กลับตอบแบบนี้ เป็การตอบรับที่ผมไม่ได้คาดคิดไว้จากคนที่เคยโน้มน้าวไม่ให้ผมทำ
"แต่ว่า..."
"ครับ?"
“ทั้ง ๆ ที่แน่ใจว่าเป็การจ้างวานฆ่า นายไม่กลัวเหรอ”
"......"
“ดูเหมือนนายมั่นใจเกินไป ถึงตอนเด็ก ๆ นายจะมีความห้าวแบบนี้ก็เถอะ”
“ไม่ใช่ว่าผมไม่กลัว แต่ผมชินกับการทำไมนด์คอนโทรล ต้องควบคุมสติตัวเองถ้าเล่นกอล์ฟแล้ววู่วามก็จบเลยนะ”
“อ่า กอล์ฟ เออ ก็คงแบบนั้นแหละ”
ผมพยายามหลีกเลี่ยงสายตาของจอนมินซองและมองไปทางชเวมียอน
“เก็บเป็ความลับจากพี่มียอนด้วยนะครับ อย่างที่นักสืบพูด ผมคิดว่าควรกันเธอออกจากเื่นี้น่าจะดีกว่า”
ท่าทางของเธอเมื่อครู่ เพราะเป็ผู้หญิงคงะเือารมณ์ไม่น้อย หากลงมือด้วยกันจะเป็อุปสรรคได้
“อืม ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ั้แ่นี้ไปมันอันตราย”
นักสืบทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังห้องดับจิตในห้องใต้ดินแต่พัคอินซอบยังคงเหลือบมองไปทางข้างหลังของเขา
“หัวหน้า ทำไมเหรอครับ”
"ไม่มีอะไรหรอก"
“มันต้องมีอะไรสิครับ ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะครับ”
พัคอินซอบยอมเปิดปากพูด เพราะรู้ว่าหยุดความสงสัยของชาดงอุคไม่ได้
เพราะเขาหูตาไวที่สุดในบรรดาหัวหน้าทีม
“ก็ยอมซอกฮุน”
“เขาทำไมเหรอครับ”
“จะว่ายังไงดี… เหมือนเขาดูเฉย ๆ คือชเวมียอนเธอดูะเือารมณ์อยู่ แต่ยอมซอกฮุนดูไม่เห็นรู้สึกอะไรแบบนั้นเลย”
ชาดงอุคส่ายศีรษะไปมา
“คิด ๆ ดูก็ใช่ครับ ถ้าบอกว่าเป็ผู้ต้องสงสัยก็ต้องรู้สึกกลัว แต่เขาดูไม่รู้สึกอะไรเลยแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเป็แบบนั้นนี่ครับ?”
“ก็ไม่รู้ว่าเขามีนิสัยห้าว ๆ แบบนั้นั้แ่เด็กหรือเปล่า...”
“อารมณ์ข้องใจหรือเปล่าครับ แบบหาคำอธิบายไม่ได้?”
พัคอินซอบยิ้มและยอมรับคำพูดของเขา
“หัวหน้าชาคือคนที่มีเซนส์แรงเหมือนผี พูดมาขนาดนี้แล้วล่ะก็ ใช่ ฉันข้องใจมันเหมือนมีก้างติดคอะ”
“ใช่ปลาย่างที่กินกันเมื่อกี้หรือเปล่าครับ”
พัคอินซอบส่ายหัวให้กับคำหยอกล้อของเขา
“ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะเว้ย ถ้าผล DNA จากพวกแก๊งัดำที่ตายแล้วออกมาลองเอามาเช็กกับ DNA ของนายคนนั้นดู เพราะพวกเขาต้องโดนเก็บตัวอย่างไว้แล้วก่อนเข้านิติเวช”