Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 134 ย้ายออกจากคฤหาสน์

            น้ำเสียงเย็นชาไร้ความปรานีดังก้องไปทั่วห้องโถง


     

            สวี่ชิงหงมองมีดที่จ่ออยู่บนคอของตัวเอง เธอรู้สึกตื่นตระหนกขนลุกชูชันเพราะเสียวสันหลังวาบ

            นั่นมันเร็วมากเกินไปแล้ว!

            เธอไม่ทันได้ตอบสนอง มีดของซูฮ่าวก็กำลังจะปักลงมาแล้ว

            นั่นหมายความว่า หากซูฮ่าวอยากจะฆ่าเธอ เขาก็สามารถทำได้ตลอดเวลา 

            ไม่อยากจะเชื่อเลย!

            สองเดือนก่อนผู้ชายคนนี้ยังไม่สามารถรับหมัดของเธอได้เลย แต่ภายในระยะเวลาสั้นๆสองเดือนความแข็งแกร่งของเขาก็มาอยู่ในระดับนี้แล้ว

            อัจฉริยะ! 

            นี่มันอัจฉริยะจริงๆ !

            ตอนนั้นความตื่นเต้นและยินดีสามารถระงับความหวาดกลัวภายในใจของสวี่ชิงหงได้ครู่หนึ่ง

            เธอจ้องหน้าซูฮ่าว แล้วกลอกตามองบนก่อนจะเม้มปากถามว่า “คุณชอบคู่หมั้นคนนี้หรือ?”

            ซูฮ่าวไม่ได้ตอบอะไร 

            แต่สำหรับสวี่ชิงหง เธอได้รับคำตอบแล้ว

            มุมปากของเธอยกยิ้มขึ้น แล้วถามอีกครั้ง “เธอมีค่าพอให้คุณทำแบบนั้นหรือถ้าอย่างนั้นฉันก็มีค่าพอให้คุณทำอย่างนี้เหมือนกัน ใช่ไหม?”

            ซูฮ่าวยังคงไม่ตอบอะไร 

            “ฉันก็อยากจะลองดูเหมือนกัน” สวี่ชิงหงยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจจากนั้นเธอก็เดินมาด้านหน้า กดลำคอตัวเองลงกับปลายมีด 

            ซูฮ่าวหน้าเปลี่ยนสี แล้วรีบบดมีดให้แหลกไป

            “เพล้ง!”

            ลำคอของสวี่ชิงหงไม่ได้สัมผัสกับมีด แต่เธอกลับแตะมือและริมฝีปากของซูฮ่าว

            ทันใดนั้นเองกลิ่นหอมจางๆ ก็กระทบจมูก ทำให้เขาต้องถอยหลังไปสองสามก้าว 

            “ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณไม่มีทางฆ่าฉัน” คิ้วเรียวงามของสวี่ชิงหงเลิกขึ้นเธอยื่นมือออกมาสัมผัสที่ลำคอของซูฮ่าวเบาๆ ก่อนจะเลื่อนไปที่ใบหน้าแล้วหอมแก้มอีกฝ่ายเบาๆ 

            “ถ้าอยากได้ฉันก็โทรมานะ คุณรู้เบอร์ฉันอยู่แล้วนี่นา” 

            เมื่อสวี่ชิงหงพูดจบก็หันหลังกลับแล้วมองไปทางไป๋เหวินหลิงด้วยรอยยิ้มเยาะ “ไป๋เหวินหลิง ซูฮ่าวเป็นผู้ชายของฉัน ต่อให้เขาจะอยู่กับเธอที่นี่ แต่อีกไม่นานเขาจะต้องกลับมาหาฉันแน่นอน”

            เมื่อพูดจบสวี่ชิงหงก็ขยิบตาให้ซูฮ่าว ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงไปอย่างเชื่องช้าและออกจากคฤหาสน์หลังนี้ไป

            “เสน่ห์ของเธอช่างทรงพลังจริงๆเสน่ห์ของเธอแข็งแกร่งกว่าผู้หญิงที่สวมหน้ากากที่เจอก่อนหน้านี้ตั้งหลายเท่าต่อให้ฉันมีสมาธิแน่วแน่ก็ยังหลงไปอยู่หลายวินาที” ซูฮ่าวลูบรอยจูบบนใบหน้าของตัวเองในแววตามีความหวาดกลัวฉายชัดขึ้นมา 

            สวี่ชิงหงคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ !

            เขาหันมามองทางไป๋เหวินหลิง เหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่เธอกลับโบกมือ แล้วพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ซูฮ่าวคุณไปเถอะ คุณเก็บของในห้องให้หมดแล้วย้ายไปคืนนี้เลยฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกแล้ว”

            ซูฮ่าวชะงักไป เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ไป๋เหวินหลิงกำลังคิดอะไรอยู่ 

            แต่เขาก็ยังเคารพความเห็นของไป๋เหวินหลิง 

            “ฉันเข้าใจแล้ว แต่สำหรับเรื่องเมื่อกี้นี้ ฉันขอโทษจริงๆ ”

            ไป๋เหวินหลิงฝืนยิ้มออกมา “ไม่เป็นไรฉันแค่เป็นคนคิดเข้าข้างตัวเอง ไม่ควรจะรบกวนชีวิตของคุณเลย”

            ซูฮ่าวอ้าปากขึ้น เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป 

            “แม้จะไม่รู้ว่าคุณได้ซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง แต่ก็เป็นอย่างที่สวี่ชิงหงพูดนั่นแหละเป็นฉันเองที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ” ไป๋เหวินหลิงพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ดีที่สุดแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

            “ฉันไม่รู้ว่าคุณยังมีผู้หญิงที่ซ่อนเอาไว้อยู่อีกกี่คนและไม่ได้อยากรู้ด้วย ฉันแค่ต้องการสามีที่ทำให้ฉันสบายใจ และมีชีวิตที่มั่นคงกับฉันได้”

            “ในตอนแรกฉันคิดว่าคนคนนั้นคือคุณ อีกทั้งยังทำเรื่องที่เหมือนเด็กน้อยเพราะเหตุผลเหล่านี้ตอนนี้ฉันเพิ่งจะรู้ว่า นั่นมันเป็นเพียงแค่เรื่องตลก ฉันต้องขอโทษจริงๆ ”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ซูฮ่าวก็เงียบเสียงไป 

            ความรู้สึกของเขาที่มีต่อไป๋เหวินหลิงนั้นเป็นเพียงแค่การชดเชยความรู้สึกผิดเท่านั้นเพราะเหตุนี้เขาจึงมองข้ามความในใจของไป๋เหวินหลิงไป 

            ไป๋เหวินหลิงเป็นเพียงแค่คนธรรมดาแต่เมื่อความสามารถของเขาโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆระยะห่างของทั้งสองคนก็จะกว้างขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งขึ้น 

            แต่เขาก็หวังว่าความขัดแย้งที่ว่านั้นคงจะไม่เกิดเร็วขนาดนี้แต่การมาถึงของสวี่ชิงหงทำให้ความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด 

            เขาอยากจะอธิบายบางอย่าง เช่น ความสัมพันธ์ของเขากับเย่จื่ออี๋ และความสัมพันธ์ของเขากับสวี่ชิงหง แต่เขารู้ว่าหากเขาพูดไปในตอนนี้ไป๋เหวินหลิงก็ไม่มีทางเชื่อ 

            ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ชาติที่แล้วเขามีชื่อเสียงฉาวโฉ่ขนาดนั้น?

            หลังจากเงียบไปสักพัก ซูฮ่าวก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะโค้งคำนับให้กับไป๋เหวินหลิงแล้วพูดขอโทษว่า “ตอนที่ฉันอยู่ฉวนโจว ฉันสร้างปัญหาให้คุณมามากและทำให้คุณรู้สึกปวดหัวไม่น้อยฉันต้องขอโทษจริงๆ ” 

            เมื่อพูดจบเขาก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปเขาเดินเข้าไปในห้องของตัวเองเพื่อเก็บของ

            ไป๋เหวินหลิงนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาในห้องโถงน้ำตาของเธอไหลเป็นสายเหมือนกับก๊อกน้ำที่ปิดไม่สนิท แล้วเธอก็ก้มหน้าลงต่ำ 

            เธอรู้สึกแสบจมูกก่อนจะหลับตาลง เธอกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่นเพราะกลัวว่าจะกรีดร้องออกมา 

            เธอไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงพูดอะไรแบบนั้นออกมาซูฮ่าวก็ได้อธิบายอย่างชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ได้มีความความสัมพันธ์กับเย่จื่ออี๋ อีกทั้งยังยินยอมที่จะสู้กับสวี่ชิงหงเพื่อปกป้องเธอแต่เธอก็ยังไม่เชื่อใจซูฮ่าว

            หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเธอชอบเอาชนะมากเกินไปและไม่โอเคที่ซูฮ่าวจะมีอดีตแบบนั้น

            หรืออาจจะเป็นเพราะคำยั่วยุและการดูถูกของสวี่ชิงหงดังนั้นเธอจึงเอาความไม่พอใจและโทสะทั้งหมดโยนลงไปที่ซูฮ่าว

            ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในใจของเธอตอนนี้รู้สึกเจ็บปวดมากเหมือนกับว่ามีเข็มจำนวนนับไม่ถ้วนมาทิ่มแทงหัวใจซึ่งรู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส 

            หลังจากนั้นไม่นาน ซูฮ่าวก็เก็บของเสร็จหมดแล้วเขาสะพายกระเป๋าเป้ใบหนึ่งเดินลงมา 

            เขามีของไม่มาก ดังนั้นจึงใช้เวลาไม่นาน 

            ไป๋เหวินหลิงรีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของตัวเอง แล้วแสร้งทำเป็นว่าไม่เป็นอะไร 

            ขณะที่ซูฮ่าวกำลังจะเดินผ่านเธอไป เขาก็หยุดชะงักเล็กน้อย 

            “ขอบคุณมากที่ดูแลฉันในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ ถ้าป้าเจิ้งถามขึ้นมา ฉันหวังว่าคุณจะช่วยหาเหตุผลที่ดีหน่อยฉันไม่อยากให้เธอเป็นห่วงเรื่องเกี่ยวกับพวกเราสองคน”

            “อื้อ” ไป๋เหวินหลิงพยักหน้าและทำเป็นไม่สนใจ

            “ขอบคุณ” เมื่อเห็นดังนั้นซูฮ่าวก็ไม่ได้พูดอะไรอีกแล้วเดินออกจากคฤหาสน์ไป

            ทันใดนั้นท้องฟ้าก็มีฟ้าแลบฟ้าร้อง และฝนก็เริ่มตกปรอยๆ 

            เมื่อเห็นว่าซูฮ่าวเดินจากไปแล้วในที่สุดไป๋เหวินหลิงก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองต่อไปได้แล้วเธอคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สองมือปิดใบหน้าซุกศีรษะลงกับเข่าแล้วสะอึกสะอื้นเสียงดัง

            ไหล่สองข้างที่อ่อนแอสั่นสะท้าน หลังจากนั้นไม่นานน้ำตาของเธอก็ทำให้กางเกงที่สวมอยู่เปียกชุ่ม 

            เงาที่สะท้อนแผ่นหลังของเธอนั้นทอดยาว ทำให้ผู้คนสะท้านในใจ 

            ด้านนอกคฤหาสน์ ซูฮ่าวเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด น้ำฝนกระทบเข้ากับใบหน้า 

            หัวใจของเขารู้สึกหดหู่เล็กน้อย 

            ที่เขากลับมาเกิดใหม่ในครั้งนี้ เขาอยากจะชดเชยความรู้สึกผิดในใจแต่ตอนนี้เหมือนเขาจะทำร้ายใครบางคนหนักกว่าเดิม 

            “บางทีการที่ฉันอยู่กับคุณมันคือความผิดพลาดมากที่สุดแล้ว” ซูฮ่าวหันกลับไปมองคฤหาสน์ แล้วหัวเราะเยาะตัวเอง 

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขจัดความสับสนที่อยู่ภายในใจ เขาเอากุญแจรถลัมโบร์กินีเรเบนตันใส่ไว้ที่ตู้จดหมายที่หน้าทางเข้าคฤหาสน์ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากมา

            ………………..

            คฤหาสน์เก่าแก่หลังหนึ่ง ฉวนโจว 

            ชิวเตาอวี๋กำลังนั่งอยู่หน้าเปียโนและเล่นมันอย่างตั้งใจ 

            หากในสายตาของเขามีเปียโนอยู่เขาจะตัดขาดกับบรรยากาศรอบข้างและเสียงทุกเสียงในทันที

            เสียงเปียโนที่นุ่มนวลและแผ่วเบาดังขึ้นทีละโน้ต เรียบง่าย หรูหราแต่กลับทำให้หัวใจของฟู่ลี่เต้นระรัว อะดรีนาลีนพุ่งสูงขึ้น

            “ตั้งแต่ที่ป่วยเป็นโรคไวรัสในหัวใจ ฉันก็ไม่เคยเห็นคุณชิวเล่นเปียโนอีกเลยแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ความไพเราะจากเสียงเปียโนของคุณชิวก็ไม่ได้ลดลงไปเลย”

            เธอมองไปยังชิวเตาอวี๋ที่กำลังเล่นเปียโนอยู่ในแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก 

            ในตอนนี้ชิวเตาอวี๋มีสมาธิตั้งมั่น ลมของแอร์พัดจนผมของเขานั้นยุ่งเหยิงแต่มันก็ไม่สามารถปกปิดออร่านักเปียโนที่แผ่กระจายออกมาจากตัวของเขาได้เลย 

            สองมือของอีกฝ่ายเคลื่อนที่ไปในอากาศนิ้วของเขาขยับเคลื่อนที่ราวกับเทพเจ้า การเคลื่อนไหวชำนาญเหมือนกับสายลมที่อ่อนโยนเหมือนกับฝนที่โปรยปราย ทั้งนุ่มนวลและไพเราะ

            ทุกความรู้สึกหลอมรวมกันอยู่ที่เดียว มันไหลผ่านหัวใจเหมือนกับเส้นไหมและทิ้งระลอกคลื่นบางๆ เอาไว้ ความรู้สึกของเขาเหมือนกับได้หลุดพ้นเหมือนกับความว้าวุ่นทั้งหมดนั้นได้จางหายไปราวกับเมฆหมอก อย่างไรก็ตามความทรงจำอันยาวนานก็ปรากฏขึ้นในสมองอีกครั้งทำให้ภายในหัวใจเกิดระลอกคลื่น

            “แม้ว่าฝนยามปลายสารทที่เยี่ยนก๊กจะงดงาม แต่มันก็หนาวเสียดแทงกระดูกเมื่อกรงขังถูกเปิดออก ได้กลิ่นคาวเลือดของสัตว์ร้าย มันสามารถฉีกทึ้งทุกอย่างในสายตาของมัน”

            “อย่ายืนอยู่เหนือลมแม่น้ำอี้ ต่อให้เล่นเปียโนชั่วนิรันดร์คนบนโลกก็รู้เพียงแค่เสียงเปียโนของบีโธเฟนนั้นดีที่สุดแต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าหัวใจในชีวิตเขาคืออะไร”

            ชิวเตาอวี๋เล่นเปียโนไปด้วยพร้อมบ่นพึมพำไปด้วย อีกทั้งเขาก็ถอนหายใจออกมาบทเพลงนั้นเหมือนกำลังกล่าวยกย่องบีโธเฟน 

            “ยอดเยี่ยมมาก!”

            ในตอนนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นและขัดจังหวะความคิดของชิวเตาอวี๋

            เขากับฟู่ลี่หันไปมองพร้อมกันจากนั้นเขาก็เห็นว่าชายวัยกลางคนสวมแว่นคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา 

            “พ่อ!” 

            “คุณชิว!”

            “เสี่ยวชิว ก่อนหน้านี้ฟู่ลี่โทรบอกพ่อว่าอาการป่วยของลูกหายดีแล้วในตอนนั้นพ่อยังรู้สึกสงสัยอยู่เลย แต่เมื่อเห็นลูกเล่นเปียโนได้ทรงพลังขนาดนี้ดูเหมือนว่าลูกจะหายดีแล้วจริงๆ พระเจ้าประทานพรให้กับตระกูลชิวของพวกเราจริงๆฮ่าๆ ! ” ชิวฉู่จีดันแว่นตาขึ้น แล้วยิ้มออกมาอย่างมีความสุข 

            หลังจากที่ลูกชายของเขาป่วยเป็นโรคไวรัสในหัวใจตอนกลางคืนเขาก็นอนหลับไม่สนิทตอนกลางวันก็เร่ไปหาหมอชื่อดังเพื่อมารักษาลูกชายของเขาเส้นสายที่มีอยู่ก็ใช้แทบจะหมดแล้ว 

            แต่อาการป่วยของลูกชายก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย เขาแทบจะสูญเสียความปรารถนาในการใช้ชีวิตแล้วร่างกายทรุดโทรมหนักกว่าเดิม 

            วันนี้หลังจากที่เขาประชุมอย่างเหม่อลอย เขากำลังจะไปขอพบหยวนฮั่นโป๋ เขาอยากจะเชิญปรมาจารย์ด้านแพทย์แผนจีนระดับประเทศมาดูอาการป่วยของลูกชายเขาแต่อีกฝ่ายกลับสร้างเงื่อนไขมากมาย

            แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ขณะที่เขาเดินทางไปได้ครึ่งทางเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากฟู่ลี่บอกว่าอาการป่วยของลูกชายเขาหายดีแล้ว

            ดังนั้นเขาจึงรีบกลับมาเพื่อตรวจสอบด้วยตนเอง 

            ตอนนี้ใบหน้าของชิวเตาอวี๋มีเลือดฝาด สีหน้าก็มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นเขาก็เข้าใจในทันทีว่า อาการป่วยของลูกชายเขานั้นหายขาดแล้ว 

            ชิวเตาอวี๋ลุกจากเก้าอี้เปียโนแล้วพูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า “พ่อ ความจริงแล้วฉันโชคดีมาก ถ้าไม่มียาสมานใจจากคุณซู ร่างกายของฉันคงไม่สามารถหายดีได้อย่างแน่นอน”

            “คุณซู?” ชิวฉู่จีชะงักแล้วถามขึ้นอย่างสงสัย “เขาคือใคร?”

            “คุณชิว เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ… ” ฟู่ลี่ที่อยู่ด้านข้างเล่ารายละเอียดที่เกิดขึ้นในบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นวันนี้อย่างละเอียด

            หลังจากได้ยินดังนั้น ชิวฉู่จีก็มองไปที่ทั้งสองคนด้วยแววตาตกใจ 

            เขารู้ว่าผู้เฒ่าแห่งตระกูลมู่หรงได้รับการรักษาจากชายหนุ่มคนหนึ่งในตอนนั้นเขายังคิดอยู่เลยว่า หมอเทวดาแบบนั้นคงยากที่จะได้พบเขาคิดไม่ถึงเลยว่าลูกชายของตัวเองนั้นจะได้รับการช่วยเหลือจากอีกฝ่าย

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงถามขึ้นมาว่า “เสี่ยวซู่ ซูฮ่าวคนนี้มียารักษาโรคมะเร็งหรือเปล่า?”

            “เรื่องนี้… ผมเองก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าโรคไวรัสในหัวใจของผมเขายังสามารถรักษาให้หายขาดได้ในทันทีดังนั้นที่นั้นอาจจะมียาอะไรบางอย่าง แน่นอนว่าต่อให้ไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้แต่เขาจะต้องหยุดยั้งการเติบโตของมะเร็งได้อย่างแน่นอน” ชิวเตาอวี๋ครุ่นคิดแล้วพูดขึ้น 

            โรคมะเร็งเป็นปัญหาของวงการแพทย์ในปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถรักษามันได้ดังนั้นเขาจึงพูดได้ยาก 

            “พ่อจะเอายาชนิดนั้นไปทำอะไรหรือ?”

            “ตอนนี้ผู้เฒ่าตระกูลเว่ยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ภายในเมืองไห่เป่ยมีคำประกาศจากหัวหน้าตระกูลเว่ยเว่ยเกาหยวนออกมาว่าหากใครสามารถรักษาพ่อของเขาได้ก็จะถือเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลเว่ยทั้งตระกูล” ชิวฉู่จีพูดอธิบายโดยไม่ปิดบัง 

            “เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนกำลังคิดหาหนทางรักษาผู้เฒ่าตระกูลเว่ยขอเพียงสามารถช่วยเหลือได้ หน้าที่การงานของพวกเขาจะต้องก้าวหน้าอย่างแน่นอนอีกทั้งมันไม่ใช่การเลื่อนขั้นระดับเล็ก”

            “อย่างนี้นี่เอง” เมื่อได้ยินดังนั้น ชิวเตาอวี๋ก็ครุ่นคิด 

            พ่อของเขาอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าฉวนโจวมาหลายปีแล้วอีกทั้งยังไม่มีหวังในการเลื่อนขั้น หากสามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งของผู้เฒ่าตระกูลเว่ยได้ในครั้งนี้โอกาสในการเลื่อนขั้นก็สูงมาก 

            “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้พ่อไปที่บ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋นกับฉันสิไปดูว่าคุณซูมียาชนิดนี้หรือเปล่า?”

            “ได้!” ชิวฉู่จีครุ่นคิดแล้วพยักหน้า 

            หากซูฮ่าวมียาชนิดนี้จริงๆ เช่นนั้นเส้นทางในหน้าที่การงานของพวกเขาก็สว่างสดใสแล้ว

            ตำแหน่งรองผู้ว่าเมืองไห่เป่ยก็อาจจะกลายเป็นของเขา

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลมหายใจของเขาก็กระชั้นชิดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ในแววตามีแสงสว่างวาบ…

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน