น้ำหวาน part
หลังจากที่แยกย้ายกับแม่และป้าดุจดาวแล้ว ฉันกับนายนั่นก็เดินออกมาหน้าร้าน
“เราแยกกันตรงนี้แหละ คุณไม่ต้องไปส่งฉันก็ได้”
“ได้ไงล่ะน้องน้ำหวาน พี่ก็รับปากคุณป้าไว้แล้วว่าต้องไปส่งเราให้ถึงที่น่ะ แล้วอีกอย่างทำไมไม่เรียกพี่ว่าพี่มาร์คแบบเมื่อกี้” นายนั่นยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้
“ไม่จำเป็ต้องเรียกแบบนั้นหรอก แล้วอีกอย่างฉันดูแลตัวเองได้ไม่ต้องให้ใครไปรับไปส่ง”
“ไม่ต้องหาข้ออ้างหรอก กลัวพี่ก็บอกมาเหอะ”
หน๋อยยยยย หมอนี่อย่ามายุให้ของขึ้น คนอย่างน้ำหวานฆ่าได้หยามไม่ได้
“ใครกลัวคุณไม่ทราบ อยากไปส่งก็ตามใจ ยืนยิ้มอยู่นั่นแหละฉันรีบ” พูดจบนายนั่นก็ฉีกยิ้มมาให้ฉัน
ในที่สุดนายมาร์ตินก็ขับรถมาตามทางที่ฉันบอก จนมาถึงร้านกาแฟของยัยน้ำค้าง หลังจากที่รถจอดสนิทนายนั่นก็พุ่งตัวเข้ามาหาฉันจนหน้าแทบจะชนกัน นายนั่นจ้องหน้าฉันแล้วยิ้มมุมปาก ให้ตายเถอะ อย่ายิ้มแบบนั้นให้ฉันอีกนะ ฉันเหมือนตกอยู่ในภวังค์ “ถึงแล้วครับ” แล้วนายนั่นก็ปลดเข็มขัดนิรภัยให้ ฉันถึงดึงสติกลับมาได้ “ขอบคุณที่มาส่ง” พูดจบฉันก็รีบซอยเท้าถี่เข้ามาในร้านทันที ทำไมรู้สึกหน้าเห่อร้อนขึ้นมาก็ไม่รู้
พอเดินเข้ามาในร้านก็เจอเพื่อรักทั้งสองคน นั่งรออยู่แล้ว
“อากาศข้างนอกร้อนเหรอ? หน้าแดงเชียว แกจะเอากาแฟเย็นสักแก้วไหม” ยัยน้ำค้างทักทายด้วยหน้าตาอันเฉยเมยของมัน
“งั้นเอาคาปูชิโนเย็นหวานน้อยละกัน” ยัยน้ำค้างเดินไปสั่งลูกน้องแล้วก็กลับมานั่งทำหน้าเฉยเมยต่อ
“น้ำค้างแกจะฉีกยิ้มให้ฉันบ้างก็ได้ ฉันเพื่อนแกนะเว้ย ยิ้มแค่นี้ตีนกาไม่ขึ้นหรอก”
“ไม่เอาแค่นี้ลูกค้าก็แน่นร้านไปหมดแล้ว ถ้าเกิดฉันยิ้มขึ้นมาร้านฉันคงมีแต่ผู้ชายมา ให้ร้านนี้มีผู้หญิงบ้างปนๆ กันไป ที่ทำไปเนี่ยมีเหตุผลนะ” เออ ต้องมั่นหน้าเบอร์ไหนเนี่ยถึงจะคิดแบบนี้ได้
ยัยแพรไหมยิ้มหวานให้กับมุขอันบันเทิงของน้ำค้างแล้วหันมาถามฉัน “งานการกุศลที่จะจัดมีเมื่อไหร่”
“ต้นเดือนหน้าน่ะ ชุดของนางแบบ นายแบบฉันคงต้องขอความช่วยเหลือแกแล้วล่ะแพรไหม”
“ส่วนแกน้ำค้าง ช่วยติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัยให้ด้วยนะ” ยัยน้ำค้างพยักหน้ารับรู้”
“และที่สำคัญพวกแกต้องไปเป็เพื่อนฉันด้วยนะ” ที่ต้องเน้นย้ำก็เพราะพวกเราไม่ค่อยชอบออกงานแบบนี้สักเท่าไหร่ ถ้าพวกนี้ไม่มางานฉันก็ต้องเหงาคนเดียวนะสิ
หลังจากที่ฉันกำลังเม้ามอยกับเพื่อนรักก็รู้สึกเหมือนมีคนมายืนอยู่ด้านหลัง พอฉันหันกลับไปมองก็เจอมาร์ตินยืนยิ้มทำหน้าหล่อลากดินอยู่ข้างหลัง
“นี่คุณ ทำไมยังไม่กลับไปอีก” ที่จริงก็ถามกึ่งไล่แหละ จะตามมาทำไมก็ไม่รู้
“พี่อุตส่าห์มาส่งน้องน้ำหวานนะ พอมาถึงแล้วจะใจร้ายไล่พี่กลับเลยเหรอ” ดู๊!! ดู หมอนี่ยังแอ๊บทำหน้าตาหน้าสงสารใส่
“ฮึ่ยยย นายนี่มัน” พูดจบชั้นก็สะบัดหน้าไปหาเพื่อนรักเห็นยัยแพรไหมอมยิ้มแบบมีนัยกับยัยน้ำค้างที่ทำหน้าตายเหมือนเดิมแต่แววตามีประกายขบขัน ก็เพราะหมอนี่เป็คนที่ทำให้ฉันหลุดตะบะแตกได้นะสิ
“สวัสดีครับ พี่ชื่อมาร์ตินครับพี่มากับน้ำหวานแต่น้ำหวานจะปล่อยให้พี่นั่งคนเดียว พี่ขอนั่งด้วยคนนะครับ” แล้วนายนั่นก็ถือโอกาสนั้นนั่งเก้าอี้ข้างฉันทันที
“เชิญค่ะ ฉันชื่อแพรไหมค่ะ แล้วคนนี้ชื่อน้ำค้างค่ะ” “ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ยัยน้ำค้างที่ทำหน้าเฉย จู่ๆ มันก็ทำลายความเงียบขึ้น “คุณคือคู่หมั้นเพื่อนฉันเหรอ?” ฟู่!!!!! แค่กกๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เสียงแรกเป็เสียงฉันพ่นกาแฟออกมา ส่วนเสียงที่ตามมาคือเสียงสำลักของฉันเอง ก่อนที่เงยหน้าไปมองยัยน้ำค้างที่ทำตาพราวระยิบระยับ
“ครับ”
“งั้นเราสองคนก็ฝากเพื่อนด้วยนะคะ ยัยน้ำหวานน่ะชอบทำงานหามรุ่งหามค่ำยังกะบ้านติดหนี้ กินข้าวก็ไม่ตรงเวลา ปล่อยให้คนอื่นเป็ห่วง” ไม่ทันไรยัยแพรไหมก็ขายฉันซะแล้ว
“เงียบๆ เหอะแกน่ะ ยังกะแกทำตัวน้อยกว่าฉันนะ” ฉันต้องเบรกยัยนี่ซะก่อน ที่จริงมันก็โลดโผนไม่น้อยกว่าฉัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
หลังจากที่คุยกันจบเราก็แยกย้ายกันโดยที่ฉันมีนายมาร์ตินมาส่ง ด้วยความพยายามของผองเพื่อนที่พร้อมใจกันมีธุระไม่ยอมให้ติดรถกลับ ฉันก็นั่งฟังเพลงมาตลอดทางจนกระทั่งถึงบ้าน ฉันต้องตกลงกับนายนี่ก่อน
“นี่คุณ อันที่จริงเื่ของเรา ถ้าคุณไม่เต็มใจ จะถอนหมั้นก็ได้นะฉันจะช่วยพูดให้” ฉันเริ่มแผนหว่านล้อมนายมาร์ติน
“เื่อะไรคุณ ใครบอกว่าผมไม่เต็มใจ ผมน่ะเต็มใจอยู่แล้วถ้าเป็คุณ ฝันดีนะครับ” แล้วมาร์ตินก็ก้มเข้ามาหอมแก้มด้วยความรวดเร็ว
“คุณนี่มัน....” ฉันก็รีบลงจากรถแล้วขึ้นห้องทันที
