อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 60 ป่าพันอสูร

            บนท้องฟ้า    ขบวนของอินทรีย์ปีกม่วงสามตัวแห่งหมู่ตึกพฤกษากำลังบินด้วยความเร็วราวกับดาวตก ด้านหน้าสุดบนหลังของเสี่ยวมี่คือกลุ่มศิษย์ใหม่ทั้งห้าและอาจารย์ฟ่าน      กลุ่มตัวแทนสี่วิถีนำโดยก้วนฉู่เซิง อยู่บนหลังนกตัวที่สอง  ส่วนจางฟู่ถิงและเหล่าอาจารย์อีกสามท่านอยู่บนหลังอินทรีย์ตัวสุดท้าย   เวลานี้ฟ่านจูหลิงกำลังเล่าถึงการประลองระหว่างสำนักครั้งก่อนๆให้ศิษย์ทั้งห้าฟัง

            
     

            
     

            
     

            “การประลองระหว่างสำนักแต่ไรมาก็นับเป็นการประลองแห่งเกียรติยศของสำนักต่างๆในแคว้นหนาน  เหล่าศิษย์สายในจากทั้งสองสำนักหลักห้าสำนักรองทั่วแคว้นต้องมาร่วมงานนี้ สาเหตุหนึ่งเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เหล่าศิษย์ใฝ่รู้และพัฒนาตนเอง   สองก็คือเพื่อค้นหาตัวแทนจากกลุ่มผู้เยาว์ในแคว้นต้าหนาน ไปเข้าร่วมการประลองห้าแคว้นต่อไป

            
     

            
     

            “เรียนถามอาจารย์ การประลองของปีก่อนๆ ได้ยินว่าล้วนจัดขึ้นที่ป่าพันอสูร ปีนี้ก็เช่นกันใช่หรือไม่ ?”  จ้าวซงเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพเช่นเคย

            
     

            
     

            “ถูกต้อง ป่าพันอสูรนั้นเป็นพรมแดนระหว่างแคว้นหนานและแคว้นลู่ เชื่อมต่อกับเทือกเขาหมื่นอสูรอันเป็นดินแดนในครอบครองของแคว้นลู่  เหตุที่เลือกสถานที่นี้…. พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด ?”

            
     

            
     

            “เกี่ยวกับแคว้นลู่หรือไม่ขอรับ ?”

            
     

            
     

            เสียงทุ้มของฉวนสี่เอ่ยตอบ ในขณะที่ศิษย์น้องอีกสี่คนที่เหลือยังมีสีหน้างุนงง    ฟ่านจูหลิงยิ้มแล้วพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ 

            
     

            
     

            “อย่างที่พวกเรารู้กันดี แม้แคว้นหนานของเราจะมีทรัพยากรด้านพืชพรรณธัญญาหารเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า  วิถีแห่งการเยียวยาและการปรุงโอสถก็ไม่แพ้ผู้ใด ทว่าด้านของกำลังรบและทรัพยากรด้านอื่นๆกลับด้อยอย่างยิ่ง    โดยเฉพาะความชำนาญด้านสัตว์อสูรนั้นเป็นรองแคว้นลู่อยู่หลายขุม  

            
     

            
     

            ความสามารถนี้มีผลต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้นอย่างมาก   แน่นอนว่าหากเกิดศึกสงครามขึ้นมา กองทัพสัตว์อสูรนับหมื่นของแคว้นลู่คงสามารถมีชัยเหนือแคว้นของเราได้อย่างง่ายดาย  ที่ผ่านมาต้าหนานของพวกเราจึงถูกกดขี่ให้ขายพืชพรรณธัญญาหารให้กับพวกเขาในราคาถูกแสนถูก เพื่อแลกกับการที่แคว้นลู่จะไม่มารุกรานแคว้นต้าหนานของเรา”  

            
     

            “เพื่อเป็นการพัฒนาเหล่ารุ่นเยาว์ในเรื่องเกี่ยวกับสัตว์อสูร การประลองของแคว้นหนานจึงจัดขึ้นที่ป่าพันอสูรอันเป็นเขตพรมแดนต้าหนาน-ลู่  จุดประสงค์คือให้พวกเจ้าได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับการต่อสู้กับสัตว์อสูรของแคว้นลู่   แต่พวกเจ้าวางใจได้    สัตว์อสูรในป่าพันอสูรนั้นส่วนใหญ่อยู่ในระดับยอดอสูรเท่านั้น  สามารถรับมือได้ง่ายกว่าสัตว์อสูรในเขาหมื่นอสูรมาก   สำหรับแคว้นลู่แล้วพวกมันเป็นสัตว์อสูรระดับล่างของพวกเขาเท่านั้น” 

            
     

            
     

            
     

            “ข้าทราบมาว่าป่าพันอสูรอยู่ในการครอบครองของทั้งแคว้นต้าหนานและแคว้นลู่  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงยินยอมให้พวกเราใช้จัดการประลองสำคัญเช่นนี้เล่า ?”   

            
     

            หยางอี้ปินเอ่ยข้อสงสัยของตนออกมา  เขาไม่คิดว่าแคว้นลู่จะไม่ทราบจุดประสงค์ของต้าหนาน

            
     

            
     

            “ที่จริงพวกเขาก็ได้ประโยชน์เช่นกัน  ทุกปีพวกเขาจะส่งตัวแทนมาสังเกตการณ์งานประลอง เรียกว่าเป็นการศึกษาคู่ต่อสู้ในอนาคตก็ว่าได้  มีหลายครั้งพวกเขายังขอซื้อตัวอัจฉริยะจากงานประลองไปด้วยผลประโยชน์แกมบีบบังคับอีกต่างหาก”

            
     

            
     

            ฟ่านจูหลิงคิดถึงการเชื้อเชิญที่เต็มไปด้วยความบีบคั้นเหล่านั้นแล้วก็ทอดถอนใจ  

            
     

            
     

            
     

            “ส่วนพวกเรานอกจากให้ศิษย์ได้ทดลองต่อสู้กับสัตว์อสูรแปลกๆแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากไปกว่านั้น    แม้แต่ทรัพยากรที่ผู้ประลองได้มาจากในป่ายังต้องแบ่งครึ่งหนึ่งคืนให้แคว้นลู่ไปเสียด้วยซ้ำ”

            
     

            
     

            ‘นี่มันอันธพาลเจ้าถิ่นชัดๆ’  

            
     

            
     

            มู่เชียนขมวดคิ้วลอบนินทาแคว้นลู่อยู่ในใจ  นึกถึงชาวแคว้นต้าเยว่ที่ใครๆต่างกล่าวว่าพวกเขาจิตใจดำมืดโหดร้าย พวกเขาเคยพยายามซื้อตัวนางด้วยผลประโยชน์เช่นกัน   ทว่าพวกเขาก็เคยยัดเยียดหน่อภูติให้นาง  เคยช่วยเหลือนาง แม้ภายหลังจะลักพาตัวนางแต่ก็ปล่อยนางกลับมา ในสายตาของมู่เชียนแล้วพวกเขายังเปิดเผยและบริสุทธิ์ใจกว่าชาวแคว้นลู่อยู่หลายเท่า

            
     

            
     

            
     

            หลังจากบินอยุ่บนฟ้ากว่าสามชั่วยามในที่สุดก็มาถึงป่าพันอสูร  เหล่าอินทรีย์ปีกม่วงค่อยๆลดระดับลงช้าๆ  มู่เชียนมองไปเบื้องหน้าก็เห็นผืนป่าสีส้มอมแดงกว้างใหญ่  ไกลออกไปในป่าลึกนั้นดูลึกลับน่ากลัว  สีแดงนั้นเข้มขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็กลายเป็นสีดำไป    ป่าทึบสีดำสนิทนั้นเชื่อมต่อกับแนวเขาสลับซับซ้อนที่นางคาดว่าคงเป็นเขาหมื่นอสูรที่อาจารย์ฟ่านเอ่ยถึง    เทือกเขาขนาดมหึมาสีดำอมแดงดูมืดทะมึนจนน่ากลัว   ท่ามกลางแนวป่าอันกว้างใหญ่สุดสายตานางกลับไม่เห็นสีเขียวแทรกอยู่เลยแม้แต่น้อย   

            
     

            
     

            
     

            ลานกว้างแห่งหนึ่งใกล้กับชายป่า ถูกตกแต่งในสภาพที่ดูออกว่าเป็นเพียงเพื่อการใช้งานชั่วคราว   กระโจมขนาดใหญ่เล็กหลายสิบกระโจมถูกวางเรียงรายอยู่ทั่วบริเวณ   กลางพื้นที่โล่งมีลานประลองยกพื้นขนาดใหญ่ตั้งอยู่     กลุ่มคนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคนในเครื่องแบบที่แตกต่างกันเดินไปมาแสดงให้รู้ว่าพวกของนางคงเป็นกลุ่มท้ายๆที่มาถีงที่นี่

            
     

            
     

            ทันทีที่อินทรีย์ปีกม่วงเหยียบลงพื้น  คนกว่าร้อยคนก็หยุดกิจกรรมทุกอย่างและจับจ้องมายังกลุ่มของพวกเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายชราร่างใหญ่ผู้หนึ่ง เขาถึงกับเดินตรงมาทางพวกเขาด้วยท่าทีดุดัน

            
     

            
     

            “จางฟู่ถิง  เหตุใดช้านัก ?”  เสียงดังราวกับฟ้าผ่าที่เอ่ยถาม  ทำให้พวกเขาที่เพิ่งมาใหม่ยิ่งเป็นจุดสนใจมากขึ้น  ทว่าเจ้าสำนักจางไม่มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย เขายังคงมีทีท่าเรียบเรื่อยอารมณ์ดีเช่นเคย 

            
     

            
     

            “จ้าวตำหนักหวัง   ไม่พบกันหนึ่งปี ท่านสบายดี. ?” 

            
     

            
     

            
     

            ที่แท้ชายชราร่างใหญ่ผู้นี้คือหวังอู่จวิน เจ้าตำหนักเซียนอัคคี หนึ่งในสองจ้าวยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นต้าหนาน  ท่าทางของเขาดูดุดัน ดวงตาใหญ่คู่นั้นกำลังสอดส่ายอยู่ทั่วกลุ่มของหมู่ตึกพฤกษาราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง

            
     

            
     

            “ข้าย่อมสบายดี  เพียงรอเจ้าจนเหนื่อยเท่านั้น    เด็กแซ่มู่อีกคนนั่นอยู่ไหนล่ะ ใช่อายุ 16 จริงหรือไม่?”  

            
     

            
     

            สำหรับตำหนักเซียนอัคคีที่มีชื่อเสียงคู่คี่กับหมู่ตึกพฤกษามาโดยตลอด   หวังอู่จวินรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง  ผู้ใดเป็นอันดับหนึ่ง ผู้ใดเป็นอันดับสองก็ควรกล่าวให้ชัดเจน  ยังจะเรียกสองสำนักหลัก ห้าสำนักรองเพื่ออะไรกัน  

            
     

            
     

            ที่ผ่านมาหวังอู่จวินพยายามเลือกเฟ้นศิษย์ที่มีพรสวรรค์ มอบทั้งทรัพยากรและเคล็ดวิชาที่ดีที่สุด   ทุกอย่างเพียงเพื่อให้ศิษย์ของตนสร้างชื่อเสียงให้สำนักเท่านั้น    อีกนิดเดียวตำหนักเซียนอัคคีของเขา เกือบจะได้มีชื่อว่ามีศิษย์อัจฉริยะที่สำเร็จยอดยุทธ์ได้ในวัยที่น้อยที่สุดแล้ว  หากไม่ใช่เพราะเด็กแซ่มู่อีกคนนั้น  ตำหนักเซียนอัคคีของเขาจะเป็นสำนักอันดับหนึ่งของต้าหนานก็คงใช้เวลาอีกไม่นานแล้ว การที่ถูกแซงหน้าไปเพียงเพราะเด็กคนเดียวในใจเขาถือสายิ่งนัก  

            
     

            
     

            จางฟู่ถิงเห็นท่าทีร้อนรนของหวังฟู่จวินแล้วก็รู้สึกขบขันอย่างมาก ดูท่าหากไม่เห็นกับตาเขาคงไม่ยอมเชื่อว่าตำหนักเซียนอัคคีของเขาพลาดชื่อเสียงของยอดยุทธ์อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไปแล้วจริงๆ

            
     

            
     

            “มู่เชียน มาทางนี้หน่อย  มาพบเจ้าตำหนักหวังเสียสิ”

            
     

               

            
     

            มู่เชียนได้ยินเจ้าสำนักเอ่ยชื่อ จึงก้าวออกมายืนอยู่ด้านข้างจางฟู่ถิง  แล้วย่อตัวลงคารวะหวังอู่จวินอย่างสุภาพเรียบร้อย

            
     

            
     

            “มู่เชียนคารวะเจ้าตำหนักหวัง”  

            
     

            
     

            “ยอดยุทธ์ชั้นกลาง….  ชิ !”

            
     

            
     

            หวังอู่จวินมองปราดเดียวก็เห็นได้ชัด  อายุ 16 จริงเสียด้วย ฮึ่มมม …. เดิมคิดว่าทุ่มเทอีกหน่อยเฉิงหลินคงไล่ทัน  ไหนจะคิดว่าอีกฝ่ายนำหน้าไปอีกแล้ว

            
     

            
     

            “สาวน้อยเจ้าสบายดีหรือ ?”  อาจารย์หม่าเหยียนที่เคยพบกับมู่เชียนที่ตระกูลมู่เอ่ยทักอย่างคุ้นเคย  เด็กคนนี้เขาเคยยื้อแย่งกับฟ่านจูหลิง  แม้ไม่ได้มาแต่ก็ยังรู้สึกยินดีที่ตนมิได้มองคนผิดไป  นางคืออัจฉริยะจริงๆ

            
     

            
     

            “สบายดีเจ้าค่ะ  ขอบคุณท่านอาจารย์หม่าที่จดจำ”  มู่เชียนยิ้มแย้มให้อาจารย์หม่าอย่างยินดี  ทำให้หวังอู่จวินหงุดหงิดขึ้นมา เขาเขม้นมองหม่าเหยียนด้วยสายตาอาฆาตจนอีกฝ่ายรู้สึกได้

            
     

            
     

            ‘แสดงความสนิทสนมกันตอนนี้มีประโยชน์อะไร   …..  เหตุใดตอนนั้นเอาตัวนางมาไม่ได้เล่า ?’

            
     

            
     

            “นางเข้าร่วมวิถีใดหรือไม่?”  หวังอู่จวินเอ่ยถามหลังจากมองหม่าเหยียนด้วยสายตาคาดโทษ

            
     

            
     

            “เรียนเจ้าสำนักหวัง นางเป็นตัวแทนวิถีปรุงโอสถ”   

            
     

            
     

            ครั้งนี้อาจารย์เยี่ยเป็นฝ่ายเอ่ยตอบ   ดวงตาเขาจับจ้องไปที่ชายร่างสูงด้านหลังของหวังอู่จวิน  นั่นคือม่อจื้อ คู่ปรับคนสำคัญตลอดกาลของเขา  แต่ไรมาเขาไม่เคยเอาชนะม่อจื้อได้สักครั้ง  ทว่าม่อจื้อที่ได้ยินเยี่ยกวนเอ่ยกลับยังคงก้มหน้าอยู่ด้านหลัง ไม่คิดสนใจเงยหน้าขึ้นมามองเขาและมู่เชียนเลยสักครั้ง  ราวกับสิ่งที่เขาพูดไม่มีความหมายใดๆเลย   นั่นยิ่งทำให้เยี่ยกวนโมโหหนักกว่าเดิม  

            
     

            
     

            “ศิษย์คนนี้ของข้ายังใหม่นัก  เพียงศึกษาได้ห้าหกเดือนเท่านั้น แม้มีฝีมือเหนือผู้ใด แต่ประสบการณ์ยังน้อยจึงไม่ค่อยมั่นใจในตนเองนัก  คิดว่าการประลองครั้งนี้คงสร้างความมั่นใจนางได้มากทีเดียว”

            
     

            
     

            คำกล่าวของเยี่ยกวนทั้งโอ้อวดและดูถูกผู้อื่นอย่างร้ายกาจแล้วหันมองมู่เชียนด้วยสายตาชื่นชม ทำให้มู่เชียนถูกสายตาคนรอบด้านเพ่งมองประเมินไปด้วย 

            
     

            
     

            “ท่านอาจารย์กล่าวเกินไปแล้ว ข้ายังต้องฝึกฝนอีกมาก”  นางปลาบปลื้มจนร่างแทบระเบิดแล้ว  ท่านอาจารย์โปรดละเว้นนางเถิด

            
     

            
     

            “ใช่ๆ  เป็นเพียงการฝึกฝนของเจ้าเท่านั้น  อย่าได้จริงจังเกินไปเป็นอันขาด  อาจตัดอนาคตผู้อื่นได้”

            
     

            
     

            
     

            หลังจบประโยคนี้มู่เชียนก็เรียนรู้ที่จะปิดปากแน่นไม่กล้าเอ่ยคำใดอีกแล้ว

            
     

            
     

            
     

            เมื่อการทักทายเบื้องต้นจบลง เพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท  กลุ่มผู้เยาว์จึงกล่าวลาแล้วขอตัวเดินจากมาก่อน ทิ้งให้เหล่าอาจารย์ทั้งหลายเจรจากันต่อ   มู่เชียนและศิษย์ใหม่ทั้งห้าเดินอยู่ด้วยกันโดยมีอิงอู่หลานเข้ามาขอร่วมกลุ่มด้วย 

            
     

            
     

            “พวกเจ้าควรเตรียมตัวไว้ให้พร้อม   โดยปกติประลองกลุ่มของศิษย์รุ่นเยาว์จะถูกจัดไว้เป็นอันดับแรก  หลังจากนั้นจึงเป็นการประลองเดี่ยวสี่วิถี”  

            
     

            
     

            อิงอู่หลานที่มีประสบการณ์จากศึกครั้งก่อนแนะนำขึ้น  ทำให้ทั้งห้ามีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที  

            
     

            
     

            “ศิษย์พี่อิง  ท่านพอทราบหรือไม่ว่าปีนี้จะเป็นการประลองเช่นไร ?”  มู่เชียนเอ่ยถาม

            
     

            
     

            “ได้ยินว่าเปลี่ยนไปทุกปี   มีทั้งไล่ล่าลูกแก้วสัตว์อสูร  ตามหาสมุนไพร  ตามหาสัตว์อสูร  เก็บป้ายศิลา   การทดสอบมีหลากหลายรูปแบบมาก อย่างปีที่ข้าเป็นตัวแทน  พวกเขายังเอายาอสูรพล่านมาทาตัวพวกเรา แล้วปล่อยให้พวกเราอยู่ในป่า ถูกสัตว​์อสูรไล่ล่า  กลุ่มที่ชนะก็คือกลุ่มที่อยู่ในป่าได้นานที่สุด    เฮ้อ… ข้าวิ่งหนีอยู่เต็มๆเกือบสองวันแน่ะ”   

            
     

            
     

            “จะอย่างไรก็ตามสัตว์อสูรที่ร้ายกาจล้วนอาศัยอยู่ในเทือกเขาหมื่นอสูรเท่านั้น   บริเวณชายขอบอย่างป่าพันอสูรกลับปลอดภัยมาก  อย่างเลวร้ายที่สุดพวกเจ้าก็คงพบปราชญ์อสูร   ได้ยินว่ามีอยู่ราวสองสามตัว  ต่อให้เจอเข้าก็น่าจะพอเอาตัวรอดได้ไม่ยาก”  อิงอู่หลานแนะนำจบแล้วก็ขอแยกตัวไปพักผ่อนทิ้งให้พวกมู่เชียนทั้งห้าปรึกษากันต่อ

            
     

            
     

            “เหตุใดสัตว์อสูรในแคว้นลู่จึงชุกชุมนัก ?” มู่เชียนนึกสงสัยมาตลอด  หยางอี้ปินผู้รอบรู้ประวัติศาสตร์ของแคว้นต่างๆจึงเล่าให้นางฟังว่า

            
     

            
     

            “ในอดีตบริเวณที่แคว้นลู่ตั้งอยู่นั้นเคยเป็นรังของเทพอสูรตนหนึ่ง   เทพอสูรตนนั้นเป็นผู้นำของเหล่าสัตว์อสูร ดินแดนเขาหมื่นอสูรนั้นกลายเป็นชุมนุมของเหล่าสัตว์อสูรจำนวนมาก  ส่วนแคว้นลู่ยามนั้นเป็นเพียงเผ่าๆหนึ่งที่ใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์อสูรเท่านั้น  จนกระทั่งเกิดเรื่องเมื่อหลายร้อยปีก่อนเทพอสูรตนนั่นหายสาบสูญไป ไม่รู้ด้วยวิธีใดเผ่าลู่จึงเข้าควบคุมเทือกเขาหมื่นอสูรแทน  พวกเขาใช้เหล่าสัตว์อสูรแทนกำลังรบ  สามารถตั้งแคว้นลู่ขึ้นเป็นแคว้นที่ห้าของทวีปกลางได้สำเร็จ” 

             

            
     

            ‘ที่นี่เคยเป็นที่อยู่ของเทพอสูรจริงหรือ  เหตุใดไม่เคยเห็นเจ้าเอ่ยถึง ?’  มู่เชียนเอ่ยถามเสี่ยวจิ้งในใจ    

            
     

            
     

            ‘อืมม… พี่รองของข้าเคยอยู่ที่นี่   เขาชื่นชอบปราณธาตุมืดในเทือกเขาหมื่นอสูรเป็นที่สุด    หากมีโอกาสเข้าไปด้านในถ้ำไร้ตะวันของเขาอาจจะได้พบกับสมบัติหลายอย่างที่เขาทิ้งไว้   นั่นจะมีประโยชน์มากต่อการพัฒนาปราณธาตุมืดของเจ้า’  

            
     

            
     

            เทือกเขาหมื่นอสูรแม้จะเชื่อมกับป่าพันอสูรแต่ระยะทางนั้นไกลมาก ท่ามกลางสายตาจับจ้องของอาจารย์และเหล่าศิษย์สำนักมู่เชียนไม่อาจหายตัวไปหลายๆวันได้  คงต้องรอไว้โอกาสหน้าแล้ว 

            
     

            
     

            
     

            “ป่าพันอสูร… ด้านในมีสัตว์อสูรร้ายกาจมากมายใช่หรือไม่เจ้าคะ”   เสียงเสี่ยวจือจือเอ่ยอย่างตื่นเต้น   นับแต่นางเกิดมาจนถึงวันที่กลายเป็นสัตว์อสูร เสี่ยวจือจือก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้พบสัตว์อสูรตัวอื่นมากนัก พอได้ยินว่าถ้าหากคุณหนูอนุญาตนางอยากเข้าไปเดินเล่นด้านในป่าเดี๋ยวนี้เลยเสียด้วยซ้ำ

            
     

            
     

            
     

            “เชียน…”  เสียงตะโกนเรียกดังขึ้น   มู่เชียนหันไปมองก็พบมู่เฉิงหลินในชุดสีขาวกำลังวิ่งเหยาะๆเข้ามาหา  เขาตัวสูงขึ้นอีกแล้ว  ใบหน้าหล่อเหลาของชายนุ่มตรงหน้าประดับรอยยิ้มสดใสจนคนรอบข้างหันมามองอย่างชื่นชม  มู่เชียนและมู่เฉิงหลินจับมือกันแน่น ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความยินดี ความคิดคำนึงและความสนิทสนมอย่างมาก   ทำให้โม่เจี้ยนอยู่ด้านข้างได้แต่จ้องมองความสนิทสนมครั้งนี้ด้วยสองตาที่เบิกโพลง