บนท้องฟ้า ขบวนของอินทรีย์ปีกม่วงสามตัวแห่งหมู่ตึกพฤกษากำลังบินด้วยความเร็วราวกับดาวตก ด้านหน้าสุดบนหลังของเสี่ยวมี่คือกลุ่มศิษย์ใหม่ทั้งห้าและอาจารย์ฟ่าน กลุ่มตัวแทนสี่วิถีนำโดยก้วนฉู่เซิง อยู่บนหลังนกตัวที่สอง ส่วนจางฟู่ถิงและเหล่าอาจารย์อีกสามท่านอยู่บนหลังอินทรีย์ตัวสุดท้าย เวลานี้ฟ่านจูหลิงกำลังเล่าถึงการประลองระหว่างสำนักครั้งก่อนๆให้ศิษย์ทั้งห้าฟัง
“การประลองระหว่างสำนักแต่ไรมาก็นับเป็นการประลองแห่งเกียรติยศของสำนักต่างๆในแคว้นหนาน เหล่าศิษย์สายในจากทั้งสองสำนักหลักห้าสำนักรองทั่วแคว้นต้องมาร่วมงานนี้ สาเหตุหนึ่งเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เหล่าศิษย์ใฝ่รู้และพัฒนาตนเอง สองก็คือเพื่อค้นหาตัวแทนจากกลุ่มผู้เยาว์ในแคว้นต้าหนาน ไปเข้าร่วมการประลองห้าแคว้นต่อไป
“เรียนถามอาจารย์ การประลองของปีก่อนๆ ได้ยินว่าล้วนจัดขึ้นที่ป่าพันอสูร ปีนี้ก็เช่นกันใช่หรือไม่ ?” จ้าวซงเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพเช่นเคย
“ถูกต้อง ป่าพันอสูรนั้นเป็นพรมแดนระหว่างแคว้นหนานและแคว้นลู่ เชื่อมต่อกับเทือกเขาหมื่นอสูรอันเป็นดินแดนในครอบครองของแคว้นลู่ เหตุที่เลือกสถานที่นี้…. พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด ?”
“เกี่ยวกับแคว้นลู่หรือไม่ขอรับ ?”
เสียงทุ้มของฉวนสี่เอ่ยตอบ ในขณะที่ศิษย์น้องอีกสี่คนที่เหลือยังมีสีหน้างุนงง ฟ่านจูหลิงยิ้มแล้วพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ
“อย่างที่พวกเรารู้กันดี แม้แคว้นหนานของเราจะมีทรัพยากรด้านพืชพรรณธัญญาหารเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า วิถีแห่งการเยียวยาและการปรุงโอสถก็ไม่แพ้ผู้ใด ทว่าด้านของกำลังรบและทรัพยากรด้านอื่นๆกลับด้อยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความชำนาญด้านสัตว์อสูรนั้นเป็นรองแคว้นลู่อยู่หลายขุม
ความสามารถนี้มีผลต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้นอย่างมาก แน่นอนว่าหากเกิดศึกสงครามขึ้นมา กองทัพสัตว์อสูรนับหมื่นของแคว้นลู่คงสามารถมีชัยเหนือแคว้นของเราได้อย่างง่ายดาย ที่ผ่านมาต้าหนานของพวกเราจึงถูกกดขี่ให้ขายพืชพรรณธัญญาหารให้กับพวกเขาในราคาถูกแสนถูก เพื่อแลกกับการที่แคว้นลู่จะไม่มารุกรานแคว้นต้าหนานของเรา”
“เพื่อเป็นการพัฒนาเหล่ารุ่นเยาว์ในเรื่องเกี่ยวกับสัตว์อสูร การประลองของแคว้นหนานจึงจัดขึ้นที่ป่าพันอสูรอันเป็นเขตพรมแดนต้าหนาน-ลู่ จุดประสงค์คือให้พวกเจ้าได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับการต่อสู้กับสัตว์อสูรของแคว้นลู่ แต่พวกเจ้าวางใจได้ สัตว์อสูรในป่าพันอสูรนั้นส่วนใหญ่อยู่ในระดับยอดอสูรเท่านั้น สามารถรับมือได้ง่ายกว่าสัตว์อสูรในเขาหมื่นอสูรมาก สำหรับแคว้นลู่แล้วพวกมันเป็นสัตว์อสูรระดับล่างของพวกเขาเท่านั้น”
“ข้าทราบมาว่าป่าพันอสูรอยู่ในการครอบครองของทั้งแคว้นต้าหนานและแคว้นลู่ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงยินยอมให้พวกเราใช้จัดการประลองสำคัญเช่นนี้เล่า ?”
หยางอี้ปินเอ่ยข้อสงสัยของตนออกมา เขาไม่คิดว่าแคว้นลู่จะไม่ทราบจุดประสงค์ของต้าหนาน
“ที่จริงพวกเขาก็ได้ประโยชน์เช่นกัน ทุกปีพวกเขาจะส่งตัวแทนมาสังเกตการณ์งานประลอง เรียกว่าเป็นการศึกษาคู่ต่อสู้ในอนาคตก็ว่าได้ มีหลายครั้งพวกเขายังขอซื้อตัวอัจฉริยะจากงานประลองไปด้วยผลประโยชน์แกมบีบบังคับอีกต่างหาก”
ฟ่านจูหลิงคิดถึงการเชื้อเชิญที่เต็มไปด้วยความบีบคั้นเหล่านั้นแล้วก็ทอดถอนใจ
“ส่วนพวกเรานอกจากให้ศิษย์ได้ทดลองต่อสู้กับสัตว์อสูรแปลกๆแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากไปกว่านั้น แม้แต่ทรัพยากรที่ผู้ประลองได้มาจากในป่ายังต้องแบ่งครึ่งหนึ่งคืนให้แคว้นลู่ไปเสียด้วยซ้ำ”
‘นี่มันอันธพาลเจ้าถิ่นชัดๆ’
มู่เชียนขมวดคิ้วลอบนินทาแคว้นลู่อยู่ในใจ นึกถึงชาวแคว้นต้าเยว่ที่ใครๆต่างกล่าวว่าพวกเขาจิตใจดำมืดโหดร้าย พวกเขาเคยพยายามซื้อตัวนางด้วยผลประโยชน์เช่นกัน ทว่าพวกเขาก็เคยยัดเยียดหน่อภูติให้นาง เคยช่วยเหลือนาง แม้ภายหลังจะลักพาตัวนางแต่ก็ปล่อยนางกลับมา ในสายตาของมู่เชียนแล้วพวกเขายังเปิดเผยและบริสุทธิ์ใจกว่าชาวแคว้นลู่อยู่หลายเท่า
หลังจากบินอยุ่บนฟ้ากว่าสามชั่วยามในที่สุดก็มาถึงป่าพันอสูร เหล่าอินทรีย์ปีกม่วงค่อยๆลดระดับลงช้าๆ มู่เชียนมองไปเบื้องหน้าก็เห็นผืนป่าสีส้มอมแดงกว้างใหญ่ ไกลออกไปในป่าลึกนั้นดูลึกลับน่ากลัว สีแดงนั้นเข้มขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็กลายเป็นสีดำไป ป่าทึบสีดำสนิทนั้นเชื่อมต่อกับแนวเขาสลับซับซ้อนที่นางคาดว่าคงเป็นเขาหมื่นอสูรที่อาจารย์ฟ่านเอ่ยถึง เทือกเขาขนาดมหึมาสีดำอมแดงดูมืดทะมึนจนน่ากลัว ท่ามกลางแนวป่าอันกว้างใหญ่สุดสายตานางกลับไม่เห็นสีเขียวแทรกอยู่เลยแม้แต่น้อย
ลานกว้างแห่งหนึ่งใกล้กับชายป่า ถูกตกแต่งในสภาพที่ดูออกว่าเป็นเพียงเพื่อการใช้งานชั่วคราว กระโจมขนาดใหญ่เล็กหลายสิบกระโจมถูกวางเรียงรายอยู่ทั่วบริเวณ กลางพื้นที่โล่งมีลานประลองยกพื้นขนาดใหญ่ตั้งอยู่ กลุ่มคนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคนในเครื่องแบบที่แตกต่างกันเดินไปมาแสดงให้รู้ว่าพวกของนางคงเป็นกลุ่มท้ายๆที่มาถีงที่นี่
ทันทีที่อินทรีย์ปีกม่วงเหยียบลงพื้น คนกว่าร้อยคนก็หยุดกิจกรรมทุกอย่างและจับจ้องมายังกลุ่มของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายชราร่างใหญ่ผู้หนึ่ง เขาถึงกับเดินตรงมาทางพวกเขาด้วยท่าทีดุดัน
“จางฟู่ถิง เหตุใดช้านัก ?” เสียงดังราวกับฟ้าผ่าที่เอ่ยถาม ทำให้พวกเขาที่เพิ่งมาใหม่ยิ่งเป็นจุดสนใจมากขึ้น ทว่าเจ้าสำนักจางไม่มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย เขายังคงมีทีท่าเรียบเรื่อยอารมณ์ดีเช่นเคย
“จ้าวตำหนักหวัง ไม่พบกันหนึ่งปี ท่านสบายดี. ?”
ที่แท้ชายชราร่างใหญ่ผู้นี้คือหวังอู่จวิน เจ้าตำหนักเซียนอัคคี หนึ่งในสองจ้าวยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นต้าหนาน ท่าทางของเขาดูดุดัน ดวงตาใหญ่คู่นั้นกำลังสอดส่ายอยู่ทั่วกลุ่มของหมู่ตึกพฤกษาราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
“ข้าย่อมสบายดี เพียงรอเจ้าจนเหนื่อยเท่านั้น เด็กแซ่มู่อีกคนนั่นอยู่ไหนล่ะ ใช่อายุ 16 จริงหรือไม่?”
สำหรับตำหนักเซียนอัคคีที่มีชื่อเสียงคู่คี่กับหมู่ตึกพฤกษามาโดยตลอด หวังอู่จวินรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ผู้ใดเป็นอันดับหนึ่ง ผู้ใดเป็นอันดับสองก็ควรกล่าวให้ชัดเจน ยังจะเรียกสองสำนักหลัก ห้าสำนักรองเพื่ออะไรกัน
ที่ผ่านมาหวังอู่จวินพยายามเลือกเฟ้นศิษย์ที่มีพรสวรรค์ มอบทั้งทรัพยากรและเคล็ดวิชาที่ดีที่สุด ทุกอย่างเพียงเพื่อให้ศิษย์ของตนสร้างชื่อเสียงให้สำนักเท่านั้น อีกนิดเดียวตำหนักเซียนอัคคีของเขา เกือบจะได้มีชื่อว่ามีศิษย์อัจฉริยะที่สำเร็จยอดยุทธ์ได้ในวัยที่น้อยที่สุดแล้ว หากไม่ใช่เพราะเด็กแซ่มู่อีกคนนั้น ตำหนักเซียนอัคคีของเขาจะเป็นสำนักอันดับหนึ่งของต้าหนานก็คงใช้เวลาอีกไม่นานแล้ว การที่ถูกแซงหน้าไปเพียงเพราะเด็กคนเดียวในใจเขาถือสายิ่งนัก
จางฟู่ถิงเห็นท่าทีร้อนรนของหวังฟู่จวินแล้วก็รู้สึกขบขันอย่างมาก ดูท่าหากไม่เห็นกับตาเขาคงไม่ยอมเชื่อว่าตำหนักเซียนอัคคีของเขาพลาดชื่อเสียงของยอดยุทธ์อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไปแล้วจริงๆ
“มู่เชียน มาทางนี้หน่อย มาพบเจ้าตำหนักหวังเสียสิ”
มู่เชียนได้ยินเจ้าสำนักเอ่ยชื่อ จึงก้าวออกมายืนอยู่ด้านข้างจางฟู่ถิง แล้วย่อตัวลงคารวะหวังอู่จวินอย่างสุภาพเรียบร้อย
“มู่เชียนคารวะเจ้าตำหนักหวัง”
“ยอดยุทธ์ชั้นกลาง…. ชิ !”
หวังอู่จวินมองปราดเดียวก็เห็นได้ชัด อายุ 16 จริงเสียด้วย ฮึ่มมม …. เดิมคิดว่าทุ่มเทอีกหน่อยเฉิงหลินคงไล่ทัน ไหนจะคิดว่าอีกฝ่ายนำหน้าไปอีกแล้ว
“สาวน้อยเจ้าสบายดีหรือ ?” อาจารย์หม่าเหยียนที่เคยพบกับมู่เชียนที่ตระกูลมู่เอ่ยทักอย่างคุ้นเคย เด็กคนนี้เขาเคยยื้อแย่งกับฟ่านจูหลิง แม้ไม่ได้มาแต่ก็ยังรู้สึกยินดีที่ตนมิได้มองคนผิดไป นางคืออัจฉริยะจริงๆ
“สบายดีเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านอาจารย์หม่าที่จดจำ” มู่เชียนยิ้มแย้มให้อาจารย์หม่าอย่างยินดี ทำให้หวังอู่จวินหงุดหงิดขึ้นมา เขาเขม้นมองหม่าเหยียนด้วยสายตาอาฆาตจนอีกฝ่ายรู้สึกได้
‘แสดงความสนิทสนมกันตอนนี้มีประโยชน์อะไร ….. เหตุใดตอนนั้นเอาตัวนางมาไม่ได้เล่า ?’
“นางเข้าร่วมวิถีใดหรือไม่?” หวังอู่จวินเอ่ยถามหลังจากมองหม่าเหยียนด้วยสายตาคาดโทษ
“เรียนเจ้าสำนักหวัง นางเป็นตัวแทนวิถีปรุงโอสถ”
ครั้งนี้อาจารย์เยี่ยเป็นฝ่ายเอ่ยตอบ ดวงตาเขาจับจ้องไปที่ชายร่างสูงด้านหลังของหวังอู่จวิน นั่นคือม่อจื้อ คู่ปรับคนสำคัญตลอดกาลของเขา แต่ไรมาเขาไม่เคยเอาชนะม่อจื้อได้สักครั้ง ทว่าม่อจื้อที่ได้ยินเยี่ยกวนเอ่ยกลับยังคงก้มหน้าอยู่ด้านหลัง ไม่คิดสนใจเงยหน้าขึ้นมามองเขาและมู่เชียนเลยสักครั้ง ราวกับสิ่งที่เขาพูดไม่มีความหมายใดๆเลย นั่นยิ่งทำให้เยี่ยกวนโมโหหนักกว่าเดิม
“ศิษย์คนนี้ของข้ายังใหม่นัก เพียงศึกษาได้ห้าหกเดือนเท่านั้น แม้มีฝีมือเหนือผู้ใด แต่ประสบการณ์ยังน้อยจึงไม่ค่อยมั่นใจในตนเองนัก คิดว่าการประลองครั้งนี้คงสร้างความมั่นใจนางได้มากทีเดียว”
คำกล่าวของเยี่ยกวนทั้งโอ้อวดและดูถูกผู้อื่นอย่างร้ายกาจแล้วหันมองมู่เชียนด้วยสายตาชื่นชม ทำให้มู่เชียนถูกสายตาคนรอบด้านเพ่งมองประเมินไปด้วย
“ท่านอาจารย์กล่าวเกินไปแล้ว ข้ายังต้องฝึกฝนอีกมาก” นางปลาบปลื้มจนร่างแทบระเบิดแล้ว ท่านอาจารย์โปรดละเว้นนางเถิด
“ใช่ๆ เป็นเพียงการฝึกฝนของเจ้าเท่านั้น อย่าได้จริงจังเกินไปเป็นอันขาด อาจตัดอนาคตผู้อื่นได้”
หลังจบประโยคนี้มู่เชียนก็เรียนรู้ที่จะปิดปากแน่นไม่กล้าเอ่ยคำใดอีกแล้ว
เมื่อการทักทายเบื้องต้นจบลง เพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท กลุ่มผู้เยาว์จึงกล่าวลาแล้วขอตัวเดินจากมาก่อน ทิ้งให้เหล่าอาจารย์ทั้งหลายเจรจากันต่อ มู่เชียนและศิษย์ใหม่ทั้งห้าเดินอยู่ด้วยกันโดยมีอิงอู่หลานเข้ามาขอร่วมกลุ่มด้วย
“พวกเจ้าควรเตรียมตัวไว้ให้พร้อม โดยปกติประลองกลุ่มของศิษย์รุ่นเยาว์จะถูกจัดไว้เป็นอันดับแรก หลังจากนั้นจึงเป็นการประลองเดี่ยวสี่วิถี”
อิงอู่หลานที่มีประสบการณ์จากศึกครั้งก่อนแนะนำขึ้น ทำให้ทั้งห้ามีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“ศิษย์พี่อิง ท่านพอทราบหรือไม่ว่าปีนี้จะเป็นการประลองเช่นไร ?” มู่เชียนเอ่ยถาม
“ได้ยินว่าเปลี่ยนไปทุกปี มีทั้งไล่ล่าลูกแก้วสัตว์อสูร ตามหาสมุนไพร ตามหาสัตว์อสูร เก็บป้ายศิลา การทดสอบมีหลากหลายรูปแบบมาก อย่างปีที่ข้าเป็นตัวแทน พวกเขายังเอายาอสูรพล่านมาทาตัวพวกเรา แล้วปล่อยให้พวกเราอยู่ในป่า ถูกสัตว์อสูรไล่ล่า กลุ่มที่ชนะก็คือกลุ่มที่อยู่ในป่าได้นานที่สุด เฮ้อ… ข้าวิ่งหนีอยู่เต็มๆเกือบสองวันแน่ะ”
“จะอย่างไรก็ตามสัตว์อสูรที่ร้ายกาจล้วนอาศัยอยู่ในเทือกเขาหมื่นอสูรเท่านั้น บริเวณชายขอบอย่างป่าพันอสูรกลับปลอดภัยมาก อย่างเลวร้ายที่สุดพวกเจ้าก็คงพบปราชญ์อสูร ได้ยินว่ามีอยู่ราวสองสามตัว ต่อให้เจอเข้าก็น่าจะพอเอาตัวรอดได้ไม่ยาก” อิงอู่หลานแนะนำจบแล้วก็ขอแยกตัวไปพักผ่อนทิ้งให้พวกมู่เชียนทั้งห้าปรึกษากันต่อ
“เหตุใดสัตว์อสูรในแคว้นลู่จึงชุกชุมนัก ?” มู่เชียนนึกสงสัยมาตลอด หยางอี้ปินผู้รอบรู้ประวัติศาสตร์ของแคว้นต่างๆจึงเล่าให้นางฟังว่า
“ในอดีตบริเวณที่แคว้นลู่ตั้งอยู่นั้นเคยเป็นรังของเทพอสูรตนหนึ่ง เทพอสูรตนนั้นเป็นผู้นำของเหล่าสัตว์อสูร ดินแดนเขาหมื่นอสูรนั้นกลายเป็นชุมนุมของเหล่าสัตว์อสูรจำนวนมาก ส่วนแคว้นลู่ยามนั้นเป็นเพียงเผ่าๆหนึ่งที่ใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์อสูรเท่านั้น จนกระทั่งเกิดเรื่องเมื่อหลายร้อยปีก่อนเทพอสูรตนนั่นหายสาบสูญไป ไม่รู้ด้วยวิธีใดเผ่าลู่จึงเข้าควบคุมเทือกเขาหมื่นอสูรแทน พวกเขาใช้เหล่าสัตว์อสูรแทนกำลังรบ สามารถตั้งแคว้นลู่ขึ้นเป็นแคว้นที่ห้าของทวีปกลางได้สำเร็จ”
‘ที่นี่เคยเป็นที่อยู่ของเทพอสูรจริงหรือ เหตุใดไม่เคยเห็นเจ้าเอ่ยถึง ?’ มู่เชียนเอ่ยถามเสี่ยวจิ้งในใจ
‘อืมม… พี่รองของข้าเคยอยู่ที่นี่ เขาชื่นชอบปราณธาตุมืดในเทือกเขาหมื่นอสูรเป็นที่สุด หากมีโอกาสเข้าไปด้านในถ้ำไร้ตะวันของเขาอาจจะได้พบกับสมบัติหลายอย่างที่เขาทิ้งไว้ นั่นจะมีประโยชน์มากต่อการพัฒนาปราณธาตุมืดของเจ้า’
เทือกเขาหมื่นอสูรแม้จะเชื่อมกับป่าพันอสูรแต่ระยะทางนั้นไกลมาก ท่ามกลางสายตาจับจ้องของอาจารย์และเหล่าศิษย์สำนักมู่เชียนไม่อาจหายตัวไปหลายๆวันได้ คงต้องรอไว้โอกาสหน้าแล้ว
“ป่าพันอสูร… ด้านในมีสัตว์อสูรร้ายกาจมากมายใช่หรือไม่เจ้าคะ” เสียงเสี่ยวจือจือเอ่ยอย่างตื่นเต้น นับแต่นางเกิดมาจนถึงวันที่กลายเป็นสัตว์อสูร เสี่ยวจือจือก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้พบสัตว์อสูรตัวอื่นมากนัก พอได้ยินว่าถ้าหากคุณหนูอนุญาตนางอยากเข้าไปเดินเล่นด้านในป่าเดี๋ยวนี้เลยเสียด้วยซ้ำ
“เชียน…” เสียงตะโกนเรียกดังขึ้น มู่เชียนหันไปมองก็พบมู่เฉิงหลินในชุดสีขาวกำลังวิ่งเหยาะๆเข้ามาหา เขาตัวสูงขึ้นอีกแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาของชายนุ่มตรงหน้าประดับรอยยิ้มสดใสจนคนรอบข้างหันมามองอย่างชื่นชม มู่เชียนและมู่เฉิงหลินจับมือกันแน่น ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความยินดี ความคิดคำนึงและความสนิทสนมอย่างมาก ทำให้โม่เจี้ยนอยู่ด้านข้างได้แต่จ้องมองความสนิทสนมครั้งนี้ด้วยสองตาที่เบิกโพลง
