เมื่อฟางเฉินและฟางเหิงทั้งคู่ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาแรงกดดดันรอบๆของทั้งคู่ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน“รีบถอยไปเร็ว!!!!!!!!” หนึ่งในศิษย์ที่เป็นคนของตระกูลฟางคำรามออกมาด้วยเสียงตื่นกลัวสำหรับจิตวิญญาณสายเลือดของตระกูลฟางยิ่งระดับจิตวิยญาณสูงเท่าไหร่มันยิ่งมีผลในการข่มจิตวิญญาณที่มีระดับอ่อนแอกว่าอย่างมากซึ่งตอนนี้ฟางเหิงปลดปล่อยจิตวิญญาณเนตรศักดิ์สิทธิ์ออกมา ดวงตาสีน้ำเงินราวกับมหาสมุทรจดจ้องลงมาจากท้องฟ้าซึ้งให้ความน่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์“นี่คือเนตรศักดิ์สิทธิ์ สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะของตระกูลฟาง” ผู้อาวุโสบางคนอดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมแต่ในในตอนนั้นเองจิตวิญญาณของฟางเฉินก็ปรากฎดวงเนตรสีทองที่แผ่กลิ่นอายทำให้ผู้คนหวาดกลัวและใจสั่นจนไม่กล้าสบตานั้นตรง ๆเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรดวงเนตรที่ไม่เพียงแผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์แต่ยังแผ่แรงกดดันที่เหนือยิ่งกว่าเนตรศักดิ์สิทธิ์ของฟางเหิงเสียอีก“นี่คือ!!!!!!!!!! เนตรเทวะงั้นเหรอ” ผู้อาวุโสบางคนยังไม่เคยเห็นจิตวิญญาณของฟางเฉินก็แสดงสีหน้าตื่นตระหนกออกมา“แรงกดดันนี่!!!!!!!!!” พวกผู้อาวุโสแม้แต่ประมุขนิกายก็ยังขมวดคิ้วและพบว่าจิตวิญญาณของตัวเองกำลังได้รับแรงกดดันอยู่ซึ่งการปลดปล่อยจิตวิญญาณในครั้งนี้ของฟางเฉินนั้นทรงพลังกว่าครั้งก่อนๆมากเป็นเพราะในตลอดเวลาสามเดือนฟางเฉินได้ฝึกในทักษะเนตรสวรรค์เร้นตลอดเวลาโดยไม่หยุดพักทำให้ฟางเฉินรับรู้ได้ถึงกลังอำนาจและความใกล้ชิดกับเนตรบรรพชนมากขึ้น“เนตรเทวะงั้นเหรอ เป็นไปได้ยังไงทำไมมันถึงมีเนตรเทวะในตำนานได้” ฟางเหิงกล่าวด้วยความอิจฉา“ตาย!!!!!!!!” ฟางเหิงระเบิดพลังและปลดปล่อยปราณกระบี่นับสืบสายโจมตีใส่ฟางเฉินอย่างบ้าคลั่ง“เมื่อรู้ว่าจิตวิญญาณของตัวเองด้อยกว่าก็คิดจะลอบกัดงั้นเหรอ” ฟางเฉินใช้เคลื่อนอสนีหลบปราณกระบีได้อย่างชำนาญ“ยังไม่หมด เนตรศักดิ์สิทธิ์ทำลายล้าง!!!!!!!!” ฟางเหิงคำรามดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์ปลดปล่อยลำแสงมำลายล้างออกมา“นี่คือสิ่งที่เจ้าเล็งไว้สินะ” ฟางเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างที่รู้ว่าฟางเฉินนั้นมีทักษะเนตรสวรรค์เร้นอยู่เพียงทักษะเดียวที่เกี่ยวกับทักษะดวงตา แต่ตระกูลฟางนั้นมีทักษะเกี่ยวกับดวงตาอยู่เป็นจำนวนมากและทักษะโจมตีก็ยังมีหลายแบบอีกด้วยเปลวเพลิงระเบิดออกมาจากร่างของฟางเฉินจากนั้นเปลวเพลิงก็ก่อร่างเป็นเด็กผู้ชายซึ่งหน้าตานั่นก็คือความโลภนั่นอง ความโลภชี้นิ้วไปที่ลำแสงทำลายล้างที่กำลังตรงมา“ดัชนีเพลิงทำลายล้าง” เสียงของฟางเฉินและเสียงของความโลภดังประสานกัน“ตูม!!!!!!!!!!!!!!”เปลวเพลิงทำลายล้างและลำแสงทำลายล้างเข้าปะทะกันอย่างรุนแรงทำให้สนามประลองระเบิดกลายเป็นเศษหิน“น้องชายฟางเฉินถ้าเจ้าเอาแต่ต่อสู้แบบนี้เก้าอี้จะถูกยึดหมดก่อนนะแล้วเวลาเองก็เหลือไม่มากแล้ว” อู่เย่หลานกล่าวฟางเฉินและฟางเหิงหยุดการต่อสู้กันทันทีทั้งสองรับรู้ได้ว่าตอนนี้เก้าอี้ได้ถูกจองจนเกือบเต็มแล้ว ดังนั้นทั้งสองจึงกัดฟันและพุ่งตัวหาผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทันที“ใสหัวลงมาให้ข้า” ฟางเหิงคำรามออกมาและจ้องมองศิษย์ตำหนักยุทธพันธ์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้“บัดซบ” ชายคนนั้นตื่นตระหนกที่ฟางเหิงเล็งมาที่ตนแต่ยังไม่ทันที่ชายคนนั้นจะทำอะไรดวงเนตรสีน้ำเงินก็จ้องลงมาทำให้ชายคนนั้นเกิดความหวาดกลัวและรีบลงจากเก้าอี้ทันที ฟางเหิงนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเย็นชาและมองไปที่ฟางเฉินฟางเฉินไม่ได้ตรงไปเก้าอี้ทันทีแต่ตรงไปทางเย่เซียนที่กำลังต่อสู้กับหลี่เฉิง การต่อสู้ของทั้งสองนั้นเน้นด้านความเร็วในการออกกระบวนท่า ทั้งเคียวสายลมและปราณกระบี่เข้าปะทะกันด้วยความเร็วจนแทบมองไม่เห็นแต่เมื่อฟางเฉินปรากฎตัวออกมาเปลวเพลิงก็ระเบิดและเผาผลาญเคียวสายลมทิ้งจนหมดทันที“อะไรกันเจ้ามาได้ยังไง” หลี่เฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกและหันไปเห็นฟางเหิงนั่งลงบนเก้าอี้แล้ว“ชิ!!! เวลาเหลือไม่มากแล้วเหรอ” หลี่เฉิงกล่าวพร้อมกับถอยออกไป“พวกเราเองก็รีบเถอะ” ฟางเฉินกล่าวฟางเฉินและเย่เซียนทำการใช้พลังที่เหนือกว่าแย่งชิงเก้าอี้มาจนได้ ซึ่งไม่นานเก้าอี้ก็ถูกจองจนหมดและทุกคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เองก็เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งทั้งนั้น“นั่นใครกันที่แย่งชิงเก้าอี้มาได้ทำไมข้าไม่เคยพบเขามาก่อน” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว“เขาคือคนของหอตำรา ซึ่งปกติหอตำราจะมีคนไม่มากและไม่ค่อยเข้าร่วมการแย่งชิงอำนาจและทรัพยากร แต่เมื่อหลายปีก่อนผู้นำหอตำราได้นำตัวเด็กคนหนึ่งกลับมาและฝึกฝนเด็กคนนั้นด้วยตัวเอง และชายคนนั้นก็คือเด็กคนนั้นนั่นแหละ” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าว“ปีนี้มีอัจฉริยะระดับสวรรค์มากมายจริง ๆ จิตวิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์เองก็มีมากถึง 4 คนเช่นกัน” ผู้อาวุโสตำหนักคุมกฎกล่าว“ท่านประมุข เด็กน้อยแซ่ฟางทั้งสองคนนั้นต่างก็เป็นคนที่สำคัญของนิกายเรา พวกเราควรจะจัดการปัญหาของพวกเขาอย่างไรดี” ผู้อาวุโสอีกคนหันไปถามประมุขนิกาย“ส่งข้อความไปบอกให้ตระกูลฟางหยุดสอดมือมายุ่งกับฟางเฉินซะ เรื่องนี้เราจะให้รุ่นเยาว์เป็นคนสะสางกันเอง ส่วนทั้งสองตำหนักพวกเจ้าคงรู้นะว่าควรทำยังไง” ประมุขนิกายกล่าว“แน่นอน” ผู้อาวุโสตำหนักปรุงยาและภารกิจกล่าวด้วยรอยยิ้มแต่ภายในใจของพวกเขากลับแสดงความเย็นชาออกมา ตอนนี้พวกเขาต้องยอมฟังคำสั่งของประมุขนิกายไปก่อนเพราะอีกฝ่ายเป็นคนที่พวกเขาไม่อาจต่อกรได้ และในนิกายเองก็มีเพียงบรรพชนนิกายเท่านั้นที่มีพลังระดับเดียวกับประมุขนิกายซึ่งก็คือระดับ มหาเซียน“การประลองสิ้นสุดลงแล้ว รายชื่อต่อไปนี้คือคนที่จะได้เข้าสู่เส้นทางวิญญาณ 1. เสี่ยวหลาง 2.กู่ไห่ 3.เฟิงอวิ้น 4.ฟางเหิง 5.หลี่เฉิง 6.อู่เย่หลาน 7.ฟางเฉิน 8.เย่เซียน 9.เหวินไค 10.เจี่ยหนิง ” ผู้อาวุโสประกาศชื่อออกมาทันทีสองคนสุดท้ายนั้นเป็นอัจฉริยะของอีกสองตระกูลที่เหลือและทั้งสองคนเองก็แข็งแกร่งไม่แพ้ฟางเหิงอย่างแน่นอนแต่พวกเขาเลือกที่จะงำความแข็งแกร่งเอาไว้แต่ฟางเฉินนั้นสามารถมองเห็นความแข็งแกร่งของทั้งสองได้อย่างชัดเจนและฟางเฉินก็ระวังตัวจากทั้งสองอีกด้วย-------------------------------------------------------------------------------------