วันเวลาผ่านไปเด็กสาวตัวน้อยผู้เป็ดวงใจของจ้าวหยางหลงและฮูหยินจ้าวโม่ลี่แห่งพรรคัทมิฬเติบโตเบ่งบานเป็สตรีหน้าตางดงามถอดแบบมาจากผู้เป็มารดาไม่ผิดเพี้ยนทั้งความอ่อนหวานไม่ถือตนและมีเมตตาเผื่อแผ่ให้กับผู้อื่นที่ด้อยโอกาสและยากจนทั้งความรู้ความสามารถไม่ว่าจะเป็ศาสตร์ศิลป์ต่างๆรวมถึงวรยุทธ์ล้วนเก่งกาจเหมือนผู้เป็บิดาและพี่ชาย
แม้ว่านางจะอ่อนหวานมีเมตตาเพียงใดแต่กระนั้นหากคราใดที่มีคนกล้าลองดีกับนางเมื่อนั้นนิสัยที่ได้รับจากผู้เป็บิดาหรืออาจมากกว่าจะเผยออกมาทำให้คนผู้นั้นประจักษ์ว่าอย่าคิดที่จะลองดีกับนางอีกเพราะนางจะไม่ใจดีเป็ครั้งที่สองอย่างแน่นอน ซึ่งการตักเตือนคราแรกมักจะทำให้คนผู้นั้นขยาดไปจนวันตายและไม่คิดที่จะหวนกลับมาซ้ำสองอีกเช่นกัน
“ท่านแม่กำลังทำอันใดอยู่รึเ้าคะ” เสียงใสกังวานเอ่ยถามผู้เป็มารดาจากด้านหลัง
“เซียนเอ๋อร์เ้ามาั้แ่เมื่อใดกัน”
“ลูกเพิ่งเดินเข้ามาเมื่อครู่นี้เองเ้าค่ะว่าแต่ท่านแม่ทำอะไรรึเ้าคะ หอมจนลูกต้องเดินตามกลิ่นมาถึงที่นี่”
“ปากหวานจริงนะเราแม่เพิ่งจะทำเป็ดย่างให้พวกเ้าทานเป็มื้อเย็น นี่ก็เสร็จพอดี”จ้าวโม่ลี่ตอบบุตรี
“แล้วนี่เ้ามาจากที่ใดรึเซียนเอ๋อร์”
“ลูกเพิ่งออกมาจากห้องตำราเ้าค่ะท่านแม่”
“แล้วพี่ชายเ้าทั้งสองอยู่ที่ใดวันนี้แม่ไม่เห็นเลย”
“ท่านพี่คงจะออกไปข้างนอกประเดี๋ยวก็คงกลับมาเ้าค่ะ”
“อืม นี่ก็ยามเซิน (15.00-16.59น.) แล้วเ้าไปอาบน้ำเสียหน่อยจะได้มาทานมื้อเย็นกัน”
“เ้าค่ะ”
หลังจากนั้นสตรีรูปโฉมงดงามไม่แพ้กันก็เดินออกมาจากห้องครัวแยกย้ายกันไปชำระร่างกายเพื่อรอพบหน้าคนในครอบครัวที่จะมาร่วมสำรับเย็นทุกครั้งไม่ว่าจะติดงานสำคัญอะไรก็ตามเมื่อถึงเวลาทุกคนก็พร้อมจะปลีกตัวจากธุระนั้นและมาร่วมมื้อเย็นเสมอ
“หลงเอ๋อร์หยางเอ๋อร์เ้าทั้งสองไปซนที่ใดมารึ แม่ไม่เห็นเ้าสองคนทั้งวัน”จ้าวฮูหยินเอ่ยถามบุตรชายที่เพิ่งกลับจากด้านนอก
“ท่านแม่ลูกมิใช่เด็กแล้วนะขอรับที่จะวิ่งซนไปทั่วเช่นกาลก่อน”จ้าวเฟยหยางตอบผู้เป็มารดา
“ในสายตาแม่ลูกยังเด็กสำหรับแม่เสมอแล้วพวกเ้าไปที่ใดมารึ”
“่นี้มีคนมารายงานว่าพบเห็นคนแปลกหน้าป้วนเปี้ยนอยู่ที่ตีนเขาด้านล่างลูกและน้องรองจึงลงไปวางค่ายกลที่ตีนเขามาขอรับ ลูกกลัวว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นจึงวางค่ายกลเพิ่มป้องกันคนภายนอกบุกรุกเข้ามาขอรับ”จ้าวเฟยหลงตอบ
“อืมเช่นนั้นลูกก็ต้องระวังตัวด้วยนะ แม่เป็ห่วง”
“ขอรับท่านแม่”ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“ทานข้าวกันเถิด”จ้าวหยางหลงมองภรรยาที่รักและลูกๆ ที่รักก่อนจะเอ่ยให้ทานข้าวพร้อมกัน
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยจ้าวลี่เซียนก็เอ่ยกับบิดาและมารดาว่ามีเื่อยากจะขออนุญาตซึ่งจ้าวหยางหลงก็พาภรรยารักและบุตรีเข้าไปคุยกันในห้องทำงานแทน ส่วนพี่ชายทั้งสองที่ได้ยินก็สบตากันอย่างเข้าใจก่อนจะลบตัวตนและแอบฟังว่าเซียนเอ๋อร์ของพวกเขามีธุระปรึกษาอันใดกับท่านพ่อและท่านแม่
“มีอะไรรึเซียนเอ๋อร์”หลังจากที่เข้ามานั่งในห้องทำงานเรียบร้อยจ้าวหยางหลงก็เอ่ยถามบุตรีทันที
“ท่านพ่อท่านแม่เื่ที่ลูกจะขออนุญาตก็คือลูกอยากออกไปท่องยุทธภพเ้าค่ะ”
“ไม่ได้!!/ไม่ได้!!”เสียงของบุรุษทั้งสามเอ่ยขึ้นพร้อมกันกับบานประตูที่พังเพราะเ้าสองแฝดต่างพรวดพราดเข้ามา
“ท่านพี่เหตุใดจึงแอบฟังผู้อื่นคุยกันเช่นนี้พวกท่านไม่รู้รึว่าเสียมารยาท” จ้าวลี่เซียนหันไปตำหนิพี่ชายทั้งสอง
“พี่ไม่ให้เ้าไปเ้าเป็สตรีจะออกไปท่องยุทธภพได้เช่นไรเซียนเอ๋อร์” จ้าวเฟยหลงเอ่ยโดยไม่สนใจสิ่งที่น้องสาวตำหนิเพราะความห่วงและหวงน้องสาวมากกว่าที่จะใส่ใจกับเื่เล็กน้อยเช่นนั้น
“พ่อก็เห็นด้วยเช่นเดียวกับพี่ชายเ้า”
“ท่านพ่อลูกแค่อยากออกไปท่องยุทธภพแค่หนึ่งปีเท่านั้นั้แ่เด็กจนโตลูกมิเคยขออันใดจากท่านพ่อท่านแม่เลย แต่ครั้งนี้ลูกอยากออกไปหาประสบการณ์ชีวิตเรียนรู้ว่าโลกภายนอกเป็เช่นไรจึงขออนุญาตเท่านั้นและที่สำคัญลูกโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว” จ้าวลี่เซียนเอ่ย
“เซียนเอ๋อร์เ้าอยากออกไปหาประสบการณ์ชีวิตจริงๆรึ” จ้าวฮูหยินถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลูกสาวคนนี้ของนางเป็เด็กดีว่านอนสอนง่ายทั้งยังเก่งกาจในทุกๆ ด้านแม้จะไม่เห็นด้วยกับเื่นี้นัก แต่นางก็ไม่อาจบังคับจิตใจลูกได้
“เ้าค่ะท่านแม่”จ้าวลี่เซียนเอ่ยอยากหนักแน่น
“แม่อนุญาต”
“ลี่เอ๋อร์!!/ท่านแม่!!” เสียงของบุรุษทั้งสามเอ่ยพร้อมเพรียงกันไม่คิดว่าภรรยาและมารดาที่รักจะเห็นด้วยกับเื่นี้
“ท่านแม่อนุญาตจริงๆ รึเ้าคะ”จ้าวลี่เซียนเอ่ยอย่างดีใจ
“จริงสิ”จ้าวฮูหยินเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“ข้ารักท่านแม่ที่สุด”พูดจบพลางคลานไปกอดมารดาและหอมแก้มนวลข้างละที
“ท่านพี่ เราเลี้ยงลูกได้แต่ตัวเราไม่สามารถบังคับจิตใจนางได้ และวันหนึ่งนางต้องมีครอบครัวเป็ของตัวเองน้องคิดว่าควรให้นางไปหาประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเองรู้จักเท่าทันอันตรายและรู้จักป้องกันตนเองและน้องเชื่อว่าบุตรีของเราแข็งแกร่งพอที่จะไปเผชิญโลกภายนอกแล้วด้วยเช่นกัน”
จ้าวหยางหลงนั่งกอดอกมองบุตรีที่เป็แก้วตาดวงใจและภรรยาสุดที่รักพลางคบคิดตามที่ภรรยาได้บอกกล่าวอย่างหนักใจแม้จะรู้ดีว่าบุตรีคนนี้นิสัยใจคอเป็เช่นไรแต่กระนั้นก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี
“พ่ออนุญาตแต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้อันใดหรือเ้าคะ”
“พี่ชายเ้าท่านสองต้องติดตามเ้าไปด้วยมิฉะนั้นพ่อจะมิยอมให้เ้าออกไปเผชิญโลกภายนอกเด็ดขาด”จ้าวหยางหลงแม้ใจจะไม่ยินยอมแต่กระนั้นก็จำใจอนุญาตโดยยื่นข้อแม้ที่นางไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งเขาก็เห็นด้วยกับภรรยาว่าเราเลี้ยงลูกๆได้แต่ตัวเท่านั้น บุตรีคนนี้เป็เช่นไรเขาย่อมรู้ดีที่สุด
“ลูกยินดีเ้าค่ะขอบคุณท่านพ่อและท่านแม่เ้าค่ะ”
“แล้วเ้าจะออกเดินเมื่อใดรึ”จ้าวฮูหยินเอ่ยถาม
“อีกสองวันข้างหน้าเ้าค่ะ”
“อืม เซียนเอ๋อร์ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็เช่นไรขอให้ลูกจำไว้ว่าต้องมีสติจะทำสิ่งใดควรคิดและไตร่ตรองพิจารณาให้ถี่ถ้วนเข้าใจหรือไม่เ้ามีพ่อและแม่ที่คอยเป็ห่วงอยู่เสมออย่านำพาตนเองไปเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด”
“เ้าค่ะลูกจะจำไว้จนขึ้นใจ”
“ไปพักเถิด” จ้าวฮูหยินเอ่ยกับลูกๆหลังจากที่ทุกคนออกไปแล้วจ้าวหยางหลงก็ทำตาเ้าเล่ห์กรุ้มกริ่มทันทีโดยที่ภรรยาคนงามไม่เห็นถึงสายตานั้นแม้แต่น้อย
“ลี่เอ๋อร์”
“เ้าคะ” จ้าวฮูหยินให้ไปมองผู้เป็สามีก็อ้าปากค้างกับสายตาที่ส่งมา
“ทะ...อื้ออ...”จ้าวหยางหลงไม่ปล่อยโอกาสก้มประทับริมฝีปากบางกวาดชิมความหวานทันทีก่อนจะผละออก
“เ้าต้องโดนลงโทษ”
“ว้าย!!”จ้าวโม่ลี่ร้องอย่างใเมื่อสามีช้อนนางขึ้นอุ้มเดินตรงไปยังเรือนนอนทันทีโดยไม่สนว่าจะมีคนมองหรือไม่
จ้าวลี่เซียนหลังจากที่บิดามารดาอนุญาตก็ออกมาเดินเล่นภายในศาลาด้วยรู้สึกตื่นเต้นโดยไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ออกจากพรรคัทมิฬได้เพียงไม่กี่วันนางจะได้พบกับบุรุษผู้หนึ่งและจะทำให้ชีวิตนางเปลี่ยนไปตลอดกาล