ทันทีที่เดินเข้าไปเย่เฉินก็มองเห็นฉู่ซวนเอ๋อร์นั่งอยู่ด้านในที่ด้านข้างของสวีฝู
“ทำไมถึงเป็นนาง...”เย่เฉินสะดุ้ง เขาจึงหันหลังกลับเตรียมจะวิ่งหนีด้วยความเคยชิน
เพียงแต่ขณะที่วิ่งออกไปได้เพียงสองก้าวเขาก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงซึ่งไม่อาจต้านทานได้มาจากทางด้านหลังปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกายของเขา จากนั้นก็ดึงเขากลับไป
คนลงมือคือฉู่ซวนเอ๋อร์
เมื่อดึงตัวเย่เฉินกลับมาแล้วฉู่ซวนเอ๋อร์ก็มองเขาด้วยรอยยิ้ม “เจ้าหนุ่ม ข้าน่ากลัวนักหรืออย่างไร?”
“ไม่...ไม่น่ากลัว”เย่เฉินแสยะยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นทำไมเมื่อพบข้าเจ้าถึงต้องวิ่งหนีด้วยครั้งก่อนก็เช่นกัน ครั้งนี้ก็เช่นกัน”ดวงตาที่คมชัดงดงามของฉู่ซวนเอ๋อร์เปล่งประกายแวววาวในใจเต็มไปด้วยความสงสัยเรื่องที่เย่เฉินจะต้องวิ่งหนีทุกครั้งที่ได้พบนาง
“อะไรกันศิษย์น้องหญิงเคยพบเขาหรือ?” สวีฝูที่อยู่อีกด้านหนึ่งประหลาดใจเล็กน้อย
“เคยเจอกันครั้งหนึ่งที่ภูเขาด้านหลังเมื่อเจอข้าเขาก็วิ่งหนีเช่นนี้”
ได้ยินดังนั้นสวีฝูก็เลิกคิ้วขึ้น มองไปยังเย่เฉิน “เย่เฉิน เจ้าไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า”
“เปล่า”ศีรษะของเย่เฉินสั่นเหมือนกำลังตีกลอง
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าวิ่งหนีอะไร”
“เจ้าคือเย่เฉินหรือ?” เย่เฉินยังไม่ทันจะตอบกลับ ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็พูดขึ้นมาเห็นได้ชัดว่านางไม่รู้ว่าคนตรงหน้านั้นคือเย่เฉิน
“ศิษย์น้องหญิงรู้จักเขาด้วยหรือ?” สวีฝูแปลกใจอีกครั้ง
“มันก็ยากที่จะไม่รู้จัก!” ฉู่ซวนเอ๋อร์ยืดตัวขึ้น“เรื่องการต่อสู้จนทำให้ศิษย์แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางและยอดเขาตี้หยางต้องพิการนั้นเรื่องนี้ได้แพร่มาถึงในสำนักแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนี้เย่เฉินก็ไอแห้งๆ และอดไม่ได้ที่จะลูบปลายจมูก เขารู้สึกได้ว่าศิษย์ฝึกหัดอย่างเขาได้กลายเป็นคนดังคนหนึ่งในสำนักเหิงเยว่ไปแล้วตั้งแต่เขามาอยู่ที่สำนักเหิงเยว่ แต่ละสิ่งที่ทำลงไปมันก็ยากมากที่จะไม่มีชื่อเสียง!
“เจ้าหนุ่มสนใจจะมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่” ฉู่ซวนเอ๋อร์มองไปยังเย่เฉินพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยน
เย่เฉินสะดุ้งคำพูดแบบนี้ของฉู่ซวนเอ๋อร์เกินความคาดหมายของเขาไปมาก
จะเป็นหรือไม่เป็น? นี่คือคำถาม
แม้ว่าเขาจะแน่ใจว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ากับหญิงสาวที่อยู่ในผืนป่าอสูรตอนนั้นจะไม่ใช่คนเดียวกันแต่หากเขากลายมาเป็นศิษย์ของนาง เขาก็จะมีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นอยู่เสมอนั่นก็คือเวลาหลับในตอนกลางคืนจะเหมือนถูกคนแทงสองครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ
“ยังจะต้องคิดอีกหรือ?” เมื่อเห็นว่าเย่เฉินไม่พูดจาอะไร สวีฝูจึงนั่งไม่ติดจึงเดินออกมาและเตะไปยังเย่เฉิน
“พิจารณาได้หรือยัง”ฉู่ซวนเอ๋อร์มองไปยังเย่เฉินด้วยความสนใจ
“ผู้อาวุโสตอนนี้ข้าก็ต้องตามท่านไปสำนักด้วยเลยหรือเปล่า?” เมื่อมองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์เย่เฉินก็ถามอย่างไม่แน่ใจ
“แน่นอนว่าต้องมีการทดสอบหากเจ้าสามารถจะเข้าไปยังประตูชั้นในได้ จึงจะนับว่าผ่าน”
“เข้าใจแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนี้”ฉู่ซวนเอ๋อร์ลุกขึ้น ก้าวเท้าเดินไปด้านนอกอย่างสง่าในขณะที่ก้าวเดินออกไปจากหอโอสถวิญญาณ นางก็หันมายิ้มให้“หากเจ้าสามารถเข้าไปยังประตูด้านในได้ ข้าจะพิจารณาถ่ายทอดวิชาลับให้กับเจ้า!”
ด้วยรอยยิ้มนี้ทำให้เย่เฉินหลงใหลไปชั่วขณะ
ตั้งแต่คืนนั้นเงาร่างของฉู่หลิงเอ๋อร์ก็ยังอยู่ในความทรงจำของเขาในค่ำคืนนั้นช่วงเวลาของวสันตฤดู เขาก็ได้สลักเงาร่างนั้นเข้าไปในใจนางสวยงามขนาดนั้น ราวกับนางฟ้านางสวรรค์ งดงามไร้ที่ติ
ในตอนนี้หญิงสาวผู้นี้ที่เหมือนกันกับนางทุกประการได้ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั่นทำให้ยิ่งรู้สึกราวกับอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
บางทีก็หลงใหลมากจนเกินไป โดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้อยู่ที่นั่นแล้ว
“คนก็ไปแล้วยังจะยืนดูอยู่อีก” สวีฝูก้าวออกไปข้างหน้าและเตะเขาเพื่อเรียกสติเย่เฉินให้กลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เย่เฉินไอแห้งและลูบจมูกของเขาอย่างอดไม่ได้
“ทำงานได้แล้ว”สวีฝูลากตัวเย่เฉินไปยังห้องโถงด้านใน
ทันทีที่เข้าไปในห้องโถงเย่เฉินก็มองเห็นเตาปรุงยาที่มีขนาดสูงถึงสามจ้างเตาปรุงยานั้นรอบด้านมีรูปสลักไว้คือ มังกรครามหงส์ เสือขาวและคู่มิตรเต่างู นอกจากสิ่งเหล่านี้ ก็ยังมีรูปแบบซับซ้อนอื่นๆอีกมากมาย
เขาเคยเห็นเตาปรุงยามาก่อนแล้วแต่กลับไม่เคยเห็นขนาดที่ใหญ่เช่นนี้ เพียงแค่มองดูก็รับรู้ได้ถึงความกดดันที่ยิ่งใหญ่
นอกจากสิ่งเหล่านี้เขายังรู้สึกถึง คลื่นความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินไม่ต้องบอกก็รู้ว่านั่นคือเพลิงธรณี
เวิง!
ในขณะนี้อัคคีเที่ยงแท้ในร่างกายของเขาก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงเพลิงธรณีที่อยู่ใต้ดินมันจึงได้สั่นสะท้านขึ้นมา
การสั่นสะท้านนี้ยังไม่สำคัญจึงทำให้เพลิงธรณีที่พวยพุ่งขึ้นมานั้นกลับลงไป
“ดูแลอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้าให้ดีอย่าปล่อยให้มันกลืนเพลิงธรณีเข้าไป” สวีฝูเหลือบมองเย่เฉินด้วยสายตาไม่พอใจ
“อัคคีเที่ยงแท้สามารถดึงดูดเพลิงธรณีได้ด้วยหรือ?” เย่เฉินประหลาดใจเล็กน้อย
“พวกมันล้วนแต่เป็นเปลวไฟจึงเป็นประเภทเดียวกัน ดังนั้นจึงดูดกลืนกันได้”
“นี่เป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินเรื่องนี้”เย่เฉินพึมพำเบาๆ ในใจได้คิดเตือนไปยังอัคคีเที่ยงแท้ของทะเลลมปราณไม่เช่นนั้นมันก็จะกลืนกินเพลิงธรณีเข้าไป อย่างนั้นสวีฝูก็คงจะบีบคอเขาแน่นอน
“วางมือลงบนเตาปรุงยาข้าจะลองดูหน่อยว่าพลังจิตวิญญาณของเจ้าอยู่ในระดับใด” สวีฝูกล่าว
“ระดับของพลังจิตวิญญาณหรือ?” เย่เฉินตกตะลึงนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินว่าพลังจิตวิญญาณมีการแบ่งระดับได้ด้วย
แม้ว่าเขาจะสงสัยเล็กน้อยอยู่ในใจแต่เขาก็ยังคงวางมืออยู่บนเตาปรุงยา ดูเหมือนว่าเตาปรุงยานี้ไม่ได้ใช้เพียงปรุงยาแต่ยังวัดระดับพลังจิตวิญญาณของคนได้อีกด้วย
เวิง!
ทันทีที่เขาวางมือลงไปเตาปรุงยาก็ส่งเสียงเวิงวังออกมา
ทันใดนั้นก็มีแสงวูบวาบพุ่งออกมาจากด้านบนของเตาปรุงยาและบรรจบกันกลางอากาศกลายเป็นตัวอักษรคำว่า “วิญญาณ” ของวิชาลึกลับ
“พลังจิตวิญญาณมีการแบ่งระดับ”เมื่อเห็นคำว่า “วิญญาณ” สวีฝูก็ลูบเคราของเขาด้วยความประหลาดใจ
เย่เฉินเก็บฝ่ามือกลับมองดูสวีฝูด้วยความอยากรู้อยากเห็น และถามออกไป “ผู้อาวุโสระดับของพลังจิตวิญญาณมีอะไรบ้าง”
“พลังจิตวิญญาณแบ่งออกเป็นห้าระดับคือ ขั้นมนุษย์ ขั้นวิญญาณ ขั้นลึกลับ ขั้นปฐพี และขั้นสรวงสวรรค์”เมื่อรู้ว่าเย่เฉินไม่เข้าใจสวีฝูจึงอธิบายให้ฟังอย่างไม่เร่งรีบ “พลังจิตวิญญาณห้าระดับสอดคล้องกับระดับขั้นของผู้ฝึกตน ขั้นมนุษย์สอดคล้องกับขั้นรวมพลังขั้นวิญญาณสอดคล้องกับขั้นพลังธาตุ ขั้นลึกลับสอดคล้องกับขั้นพลังหยางขั้นปฐพีสอดคล้องกับขั้นฝึกวิญญาณ และขั้นสรวงสวรรค์จะสอดคล้องกับขั้นสมานญาณโดยทั่วไปแล้ว ระดับของพลังจิตวิญญาณจะสอดคล้องกันไปพร้อมกับระดับของการฝึกตนแต่พลังจิตวิญญาณของเจ้า นึกไม่ถึงว่าจะสูงกว่าระดับการฝึกตนของเจ้าถึงหนึ่งระดับ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้สวีฝูก็ไม่ลืมที่จะมองไปยังเย่เฉิน และถามขึ้น“เจ้าเคยกินยาบำรุงจิตวิญญาณบ้างหรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็ส่ายหน้าเบาๆ
“ถ้าอย่างนั้นมันก็แปลกมาก”สวีฝูลูบเคราของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“มันมีความแตกต่างอย่างไร?”
“มีข้อแตกต่างแน่นอนจิตวิญญาณที่มีความลึกซึ้ง จะไม่สามารถเติมเต็มเข้าไปได้มาก ผู้ที่มีพลังจิตวิญญาณสูงความเข้าใจก็จะมากกว่าคนธรรมดาเมื่อเกิดการรวมตัวกันของจิตวิญญาณดั้งเดิมที่ผ่านการบ่มเพาะก็ย่อมมีเงื่อนไขที่ดีเป็นพิเศษ”
“จิตวิญญาณดั้งเดิมคืออะไร”เย่เฉินมองไปยังสวีฝูด้วยดวงตาอันสดใส
เมื่อได้ยินดังนั้นสวีฝูก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ในดวงตามีความกลัวเกรง และก็มีความปรารถนา“สิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณดั้งเดิม จะมีระดับสูงกว่าจิตวิญญาณอยู่หนึ่งระดับก็เช่นเดียวกันกับที่พลังวิญญาณอยู่ระดับสูงกว่าพลังปราณอยู่หนึ่งขั้นโดยทั่วไปแล้ว จะมีแต่เพียงผู้ฝึกตนในขั้นผสานฟ้าเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติของการควบรวมจิตวิญญาณดั้งเดิมหากมีจิตวิญญาณดั้งเดิม จึงจะสามารถนำจิตวิญญาณเดิมแท้ออกจากกายเนื้อได้จิตวิญญาณเดิมแท้เป็นอมตะ ร่างกายมนุษย์นั้นก็เป็นอมตะ นี่คือเหตุผลอย่างหนึ่ง”
เย่เฉินลูบคางของเขา“ถ้าเป็นแบบนี้ ผู้ฝึกตนตั้งแต่ขั้นผสานฟ้าลงมาก็ไม่สามารถทำการควบรวมจิตวิญญาณดั้งเดิมได้?”
“ไม่มีสิ่งใดแน่นอน”สวีฝูเอ่ยปาก “โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์มากมายและคนที่จะสามารถควบรวมจิตวิญญาณดั้งเดิมได้นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีแต่จำนวนที่มีนั้นก็แทบจะเป็นศูนย์”
เมื่อพูดถึงตรงนี้สวีฝูก็หยุดไปชั่วขณะ จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ดังนั้นในระหว่างฟ้าดินนี้ก็ย่อมมีความแตกต่าง ข้าเคยเห็นความลับในคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่งกล่าวว่ามีชนเผ่าโบราณที่มีความลึกลับอยู่เผ่าหนึ่งพวกเขามีจิตวิญญาณดั้งเดิมติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด”
“ถ้าอย่างนั้นเขาคือเผ่าอะไรเหตุใดจึงยอดเยี่ยมเช่นนี้”
“เผ่าวิญญาณ”
“เผ่า…เผ่าวิญญาณ” เย่เฉินตกตะลึงนี่เป็นหนึ่งในเผ่าโบราณทั้งเก้าที่มีความยอดเยี่ยมอีกแล้วในวันนี้เขาได้รับความรู้มากมาย และประสบการณ์จากสวีฝูนั้นก็เกินความคาดหมายของเขาไปมาก
“พลังจิตวิญญาณของเจ้าสูงกว่าระดับฐานการฝึกตนของเจ้าไปหนึ่งระดับบางทีเจ้าอาจจะสามารถทำการควบรวมจิตวิญญาณดั้งเดิมได้ก่อนถึงขั้นผสานฟ้า”สวีฝูลูบเคราของเขา มองไปยังเย่เฉินอย่างมีความหมาย
“อย่างนั้นก็ดีน่ะสิ”เย่เฉินยิ้ม