“อุ๊บ— แค่ก!”
เรย์ไอออกเป็นลิ่มเลือดใช้มือซ้ายกุมศีรษะที่ยังคงรู้สึกเบลอ ขณะดันร่างที่เอนพิงเสาขึ้นมามองภาพไคโดรับช่วงต่อดวลเดือดกับศัตรู แยกเขี้ยวเล็บอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่พุ่งเข้าตะครุบอย่างดุดัน
เพียงชั่วเวลากะพริบตา ทั้งสองประมือกันแล้วหลายกระบวนท่าจังหวะเร็วมาก แม้ใช้สัญชาตญาณนำร่างกาย แต่การพลิกแพลงมีแต่จะเร็วขึ้นประมือกันซึ่งหน้า ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ
เรย์ยังคงตระหนักดีว่าฝีมือของคุราเบะนั้นเหนือกว่าพวกเขาทั้งคู่ไม่เปลี่ยนแปลง
ที่เห็นยังสู้กับอีกฝ่ายได้อย่างสูสีเช่นนี้เป็นเพราะจังหวะการต่อสู้ของทั้งเขาและไคโดยังมีเข้ามีออกผิดกับคุราเบะซึ่งไม่มีโอกาสได้ผ่อนจังหวะเว้นพักทำให้ความห่างชั้นถูกร่นระยะลงมาจนใกล้กันอย่างมีนัยสำคัญ
นี่ไม่ใช่การต่อสู้ตัวต่อตัวแต่เป็นการต่อสู้ที่ต้องเฝ้าหาจังหวะฉวยโอกาสเล่นงานศัตรูและไม่อาจเผยช่องว่างบนแผ่นหลังได้
เพราะเข้าใจถึงเรื่องนั้นคุราเบะจึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบไม่เปิดช่องว่าง
กรงเล็บของไคโดฝากรอยไว้ทุกที่เมื่อเคลื่อนผ่านเช่นเดียวกับกระแสลมพัดกระพือยามเมื่อคุราเบะออกหมัด เงาร่างทั้งสองเปลี่ยนแปลงฉวัดเฉวียนไม่หยุดนิ่งสารพัดมือหมัดเท้าแลกกันไปมา ในชั่วขณะหนึ่งดูไม่ออกว่าใครได้เปรียบใคร
จู่ ๆ คุราเบะกลับทำผิดพลาดด้วยการเหวี่ยงหมัดยาวจนปล่อยให้จุดกึ่งกลางลำตัวเปิดโล่งสายตาของหมาป่าเล็งเห็นและไม่ปล่อยให้มันเสียเปล่า ใช้กระทุ้งศอกยันอกคุราเบะไว้ตามด้วยฟาดกรงเล็บลงมาเสื้อผ้าฉีกขาดฝากรอยแผลไว้เป็นแนวยาวตั้งแต่ช่วงบริเวณหน้าอกลงถึงท้องน้อยต่อด้วยการยื่นหน้าเพื่อฝังคมเขี้ยวลงบนซอกคอ
ไคโดใจหล่นวูบเมื่อมองเห็นอีกฝ่ายแย้มยิ้มมุมปากอย่างนายพราน
คุราเบะนั้นยังคงเยือกเย็นมากซัดฝ่ามือสวนเข้าใต้คางยาวจนหน้าไคโดยกหงายไปด้านหลัง
“อึก—”
สบโอกาสคว้าข้อมือซึ่งปกคลุมไปด้วยขนหนาไว้อย่างแม่นยำดึงอีกฝ่ายเข้าหา ย่อตัวใช้ไหล่กระแทกขึ้นจากด้านล่างพร้อมกันนั้นสองมือของคุราเบะตั้งท่าหงิกงอดั่งฝ่ามือพยัคฆ์ กระแทกช่วงอกของไคโดเป็นการใช้คลื่นกระแทกโจมตีจากภายในจนร่างกายใหญ่โตชะงักงัน
ต่อเนื่องเข้าประกบเล่นมวยเร็วมีความเกาะติดสูง หมัดเท้าเข่าศอกเต็มกระบวนเพลงประเคนใส่ร่างหมาป่าสีดำ
ปิดฉากด้วยการกระชากหัวสัตว์ร้ายลงและกระแทกเข่าใส่หน้าเป็นการทิ้งท้ายอย่างสวยงาม
ไคโดเลือดกบปากถูกการโจมตีชุดใหญ่จนทิ้งตัวหงายหลังล้มตึง กลับคืนร่างมนุษย์
ครั้งนี้คุราเบะจงใจเปิดช่องให้ไคโดโจมตีจนถลำลึกแล้วโหมบุกในยามที่อีกฝ่ายเสียหลัก เพื่อเข้าครองจังหวะที่เอื้ออำนวยกว่า
ยอมเสียเรือเพื่อแลกขุน
มีทั้งความเจ้าเล่ห์ แยบคายและประสบการณ์เต็มเปี่ยมแฝงอยู่ในนั้น
เรย์กลับเข้าสู่การต่อสู้อย่างรวดเร็วปลายดาบเหวี่ยงเฉียดแก้มคุราเบะ ซึ่งเอียงตัวโยกหลบพ้นแต่จากนั้นคุราเบะไม่สวนกลับคู่ต่อสู้ทันทีเหมือนเช่นเดิมการโหมสวนกลับเช่นนั้นจะเข้าสู่การติดพันอย่างรวดเร็ว
เดิมทีคุราเบะหมายจะถ่างระยะห่างออกแต่ที่ไหนได้คราวนี้อีกฝ่ายไม่ยอมเลิกรา เด็กหนุ่มเลือกที่จะพุ่งเข้าใส่อีกครั้งเกาะหนึบอีกฝ่ายไม่ปล่อย เหมือนรู้ว่าศัตรูกำลังคิดเช่นไร
นี่คือการเร่งจังหวะขึ้นสู่ความเร็วสูงสุดเกาะติดคู่ต่อสู้ไม่ปล่อยไปจนตาย จังหวะอันรวดเร็วเช่นนี้ย่อมควบคุมได้ยากทำผิดพลาดง่ายขึ้น พิษสงแรงกล้า สำหรับศัตรู และสำหรับตนเองด้วย
เรย์จ้องมองทุกอิริยาบถและการเคลื่อนไหวทุก ๆ ท่วงท่าของศัตรูหนีไม่พ้นสายตาของเขาในช่วงเวลาความเป็นตายนี้ เขาควบคุมสมาธิได้ดีมาก ไม่เกิดความผิดพลาดใด ๆ สักนิดทุกกระบวนท่า รับมืออย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่โดนฝ่ามือใดและไม่บุ่มบ่ามก้าวเข้าช่องโหว่ใดที่คุราเบะจงใจเปิดล่อ
ช่องโหว่ที่อีกฝ่ายนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ย่อมไม่นับเป็นช่องโหว่
มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์แบบต่อให้เป็นเรย์ในขณะนี้ก็ไม่มีทางเก็บรายละเอียดทุกอย่างได้ไร้ที่ติปิดช่องโหว่ในกระบวนท่าได้หมดจด แต่ว่าเขารู้จักเลือกจังหวะได้แม่นยำเฉพาะเจาะจงเพราะในบางครั้ง แม้บางระรายละเอียดจะไม่สมบูรณ์แบบ ก็ยังได้ไคโดคอยถมในส่วนนั้น
ฉึกฉึก!
เลือดสองสายพุ่งออกจากตัวคุราเบะดาบนี้ไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายจึงไม่หลบ ฝืนแบกขึ้นมาคุราเบะก้าวเท้าขึ้นหน้าปล่อยมันตรง เขาต้องโจมตีบ้างเพื่อกดจังหวะของเด็กหนุ่มไว้
ออกหมัด แต่ว่างเปล่า
เรย์ดูเหมือนถอยเพียงก้าวเดียวก็หลบพ้นสุดท้ายหมัดนี้กลับห่างไปเล็กน้อย ช้าไปครึ่งจังหวะ
‘…อีกนิดเดียว...อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น’
เนตรมารของเรย์มองเห็นถึงสิ่งที่เรียกว่าเต๋าในตัวของศัตรูกำลังสั่นไหวยากที่จะคงความแน่นอนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการออกหมัดเมื่อครู่หากเป็นช่วงเริ่มต้นของการต่อสู้คงไม่มีทางพลาดเป้า
ความได้เปรียบที่คุราเบะมีถูกพวกเขาทั้งสองสลับกันพร่ากำลังช่วงชิงมาเริ่มแสดงผล นี่คือโอกาสที่เรย์เฝ้ารอดึงอีกฝ่ายเข้าสู่จังหวะการต่อสู้ติดพันอีกครั้งเขาต้องรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปกับการบุกมิเช่นนั้นหากเผลอเปิดจุดอ่อนให้คู่ต่อสู้ทะลวงเข้ามาแล้วละก็ สถานการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง
คุราเบะรีบปรับท่วงท่าเตรียมชิงจู่โจมอีกฝ่ายก่อนเพื่อแก้สถานการณ์
“คิดว่าจะยอมให้ทำเหมือนเดิมหรือไงกันไอ้หนู!”
หมัดสายลมพุ่งตรงแหวกอากาศแต่เมื่อเรย์สกัดมัน กลับยืมแรงเหวี่ยงของคุราเบะ ผลักตัวเองลอยหวือออกไปเพราะการลอยหวือนี้ทำให้เรย์หลบพ้นการโจมตีต่อเนื่องชุดใหญ่ที่อีกฝ่ายหมายซัดมาเต็มกระบวนท่า ดั่งเช่นที่ไคโดได้โดนไป
แม้ทุลักทุเลแต่ยังหลบพ้นเมื่อยืนขึ้นก็ตวัดดาบฟันสามจังหวะตอบโต้คุราเบะที่พุ่งเข้ามาหมายซ้ำ
ใบดาบเปล่งแสงสีเงินเรืองรองหนึ่งฟันขวาง หนึ่งฟันสับ หนึ่งฟันเสย รอยต่อระหว่างกระบวนท่าเชื่อมกันเร็วมาก
เกิดช่องโหว่ขึ้นแล้วถูกคู่ต่อสู้คว้าได้ทันที ดูท่าแม้แต่คุราเบะก็ตอบสนองไม่ทัน
เรย์เริ่มจากหลบจนถึงตอบโต้บีบให้คุราเบะต้องเป็นฝ่ายถอยคุราเบะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเร่งความเร็วขึ้นได้ขนาดนี้ในชั่วพริบตารีบกระโดดถอยหลังสองครั้ง หลบการฟันสองจังหวะแรกพ้นแต่ฟันเสยในครั้งที่สามดูท่าจะจนปัญญาหลบไม่ทันจริง ๆ
‘ไม่สิ...เด็กนั่นไม่ได้เร็วขึ้น แต่เป็นฉันเองต่างหากที่ช้าลง’
ดาบฟันเสยตวัดขึ้นด้วยความเร็วสูงแขนข้างซ้ายของคุราเบะปลิวหวือออก เลือดสาดกระเซ็นดั่งดอกไม้ไฟผลิบานในหน้าร้อน
คุราเบะไม่สนใจแขนข้างที่เพิ่งเสียไปสายตายังคงแน่วแน่ ย่อตัวลงเอียงศีรษะหลบพ้นคมดาบได้อย่างคาบเกี่ยวความตายมือขวากำหมัดแน่นจนเกิดเป็นกระแสลมห่อหุ้ม คุราเบะทุ่มกำลังทั้งหมดหมายเผด็จศึก
ส่วนทางฝั่งเรย์นั้น หลังจากจบท่าฟันเสยดาบจึงยังลอยค้างอยู่เหนือศีรษะ เขาพลิกคมดาบลงกลับมาอยู่ในท่าง้างฟันหมายจะสังหารสุดกำลังเช่นกัน
ชั่วพริบตาในห้วงความคิดอันยาวนานนั้นเรย์ตระหนักชัดว่าศัตรูเร็วกว่า แม้เขาจะออกท่าก่อนก็ตามอย่างเก่งคงได้แค่โจมตีพร้อม ๆ กัน
ถึงรู้ดังนั้นเขายังคงกระชับดาบในมือแน่น ตัดสินใจฟันลงมาอย่างแน่วแน่
‘ในบางสถานการณ์ลูกต้องเลิกใช้หัว แล้วพึ่งเพียงสัญชาตญาณดูบ้าง’
คำพูดนั้นเข้าจำได้ จึงไม่ลังเลไม่ไขว้เขว ดาบนี้ยังห่อหุ้มความไม่ยอมจำนนจำนวนมากอยู่ในนั้น
หมัดตรงปล่อยออกอาภรณ์เสียดสีอากาศดังพรึ่บ ๆ
สุดท้ายยังคงตัดสินด้วยการเข้าแลก
เสี้ยววินาทีนั้นเองไคโดแผดเสียงคำรามดังกระหึ่มเค้นพละกำลังทั้งหมดมวลปล่อยหมัดพุ่งแทรกตัวสอดเข้ามาใต้วงแขนของเรย์ด้วยความเร็วเหนือบรรยายชกสวนสกัดกั้นการโจมตี
หมัดปะทะหมัด
พลั่ก พลั่กเสียงเสียดสีของเนื้อและกระดูกดังก้องแรงกระแทกวิ่งไปทั่วร่างของทั้งคู่จนอากาศรอบตัวระเบิดออก เกิดลมกระโชกกระจกอาคารทุกบานบริเวณรอบระยะรัศมี แตกกระจายออกดังเพล้งพร้อมเพรียงกัน
ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตาผลของการปะทะนี้ทำเอาแขนของไคโดบิดเบี้ยวผิดรูป แต่กระนั้นคุราเบะเองก็ไม่เหลือแขนอีกข้างให้ป้องกันได้อีกแล้ว
“ฮะฮ้า ยอดเยี่ยม!”
คุราเบะผุดรอยยิ้มมองเห็นดาบในมือเรย์ซึ่งเงื้อมอยู่เหนือศีรษะกำลังฟันสับลงมาดั่งภาพสโลว์โมชั่น
สึบ!
เรย์ปักดาบลงบนพื้นทรุดเข่าลงหอบหายใจหนักอย่างเหนื่อยอ่อน
ส่วนไคโดในร่างมนุษย์ยืนจ้องมองวาระสุดท้ายของศัตรูอย่างสมเพช
“เข้าใจแล้ว—ขอแค่ได้กำจัดศัตรู ชีวิตตัวเองก็ไม่เสียดาย นั่นน่ะรึตัวตนของพวกนายใช้ชีวิตเหมือนกับดาบที่คมกริบจนส่องประกายเลยนะ หลังฟาดฟันศัตรูจนสูญสิ้นถึงจะหักเป็นเสี่ยง ๆ ก็ไม่เป็นไรงั้นสิ”
“แกแพ้แล้วไอ้สารเลว”
“ฮะฮ้าไม่ว่ากับใคร ความตายเป็นสิ่งเท่าเทียมและคาดเดาไม่ได้เสมอ ผู้ชนะอยู่ต่อผู้แพ้สาบสูญ นั่นคือกฎ ฉันไม่มีข้อโต้แย้ง—"
นั่นคือสัจธรรมอันเที่ยงแท้ของโลก
เพราะอย่างนั้นเขาจึงต่อสู้เรื่อยมาโอบกอดเพียงความภาคภูมิใจว่าอย่างน้อยก็ขอตายโดยไม่นึกเสียใจในวินาทีนั้นขอมีชีวิตอยู่ด้วยความคิดแบบนั้น —สิ่งล่อใจใด ๆในโลกล้วนไม่เพียงพอจะล้มล้างความตั้งใจ ไม่ได้ต้องการสิ่งใดเลยสักอย่างเดียว
เขาเป็นสิ่งมีชีวิตแบบนั้นแหละ
คุราเบะทรุดเข่าสองข้างลงกับพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรงลูกตากลายเป็นสีแดงสดเพราะเลือดคั่ง
บาดแผลลึกลากยาวตั้งแต่บริเวณกระดูกสะบักจนถึงช่วงสะโพกทำให้เขาไม่สามารถขยับเขยี้อนร่างกายได้อีกแล้ว แค่คงสติไว้ยังเต็มกลืน
คุราเบะหลับตาพริ้มระบายยิ้มกระจ่างบนใบหน้า จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าชั่วขณะนี้สบายอยู่บ้างก่อนหน้านี้คงเหน็ดเหนื่อยเกินไปจริง ๆ
เสียงฝีเท้าที่กำลังดังใกล้เข้ามานั้นราวกับเพลงกล่อมเด็กคารุเบะรู้สึกว่าตนเองง่วงขึ้นมาบ้างแล้ว
“—อึก...แค่ก ๆ ...สนุกชะมัดเลยแฮะ”
คุราเบะพูดอย่างนั้นโดยที่ยังหายใจติดขัดเขาก้มหน้ายืดคอในท่วงท่าอันเหมาะสมสำหรับวาระสุดท้าย
สายลมโบกสะบัดดั่งระฆังลั่นสัญญาณ
สำหรับเรย์นั้นคำพูดเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ย
สึบ!
ประกายดาบไม่มีชะลอ ศีรษะขาดกระเด็นหลุดจากบ่าเลือดไหลซึมลงไปบนพื้นเหมือนดอกไม้สีแดงที่เบ่งบาน สิ่งที่คงเหลือให้เห็นมีเพียงรอยยิ้มสลักค้างบนใบหน้าที่ไม่จางหาย
ในวาระสุดท้ายตัวตนของคุราเบะนั้นไม่มีทั้งความปรารถนาหรือนึกเสียใจ จึงสามารถจากไปทั้งรอยยิ้ม ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ให้อยู่บนโลกนี้สามารถไปได้ทุกหนแห่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีที่ไหนต้องไป ลาลับเลือนหายไปอย่างเงียบงัน
เป็นตัวตนซึ่งไม่ได้ดิ้นรนไปที่แห่งไหนเพียงแต่หยุดยืนอยู่ลำพังกลางทุ่งรกชัฏไร้ผู้คน แม้ล้มลงเน่าเปื่อยก็ไร้ผู้คนสนใจจะมีหรือไม่ล้วนแล้วไม่ต่างกัน