บทที่ 14
งานเลี้ยงในวัง
รถม้าหลายคันวิ่งผ่านประตูวังเข้าไปจอดบริเวณกำแพงชั้นนอก ซึ่งรองรับสำหรับรถม้าของบรรดาขุนนางที่มาร่วมงาน ทุกคนต่างต้องเดินเข้าไปยังลานจัดงานด้วยขาตัวเองไม่ว่าขุนนางตำแหน่งสูงต่ำล้วนไม่แตกต่างเพื่อถือเป็การให้เกียรติเ้าเหนือหัวของแคว้น
รถม้าตระกูลหลี่สามคันหยุดข้างกำแพงตามลำดับคันของหลี่หว่านเอ๋อร์อยู่ลำดับสอง ตามด้วยหลานชายทั้งสองของนาง หลี่เมิ่งหรานกับหลี่เจิ้งซูนั่งมาด้วยกันส่วนหลี่เหวินกวงเขามาถึงก่อนหน้านั้นแล้ว เวลานี้น่าจะอยู่ในงาน
หลี่ซวนลงมายืนรออยู่นอกรถม้าและด้านข้างเขาเป็ฟางฮูหยินกำลังยิ้มมองน้องสาวสามี
หลี่หว่านเอ๋อร์เองก็ยิ้มตอบเดินไปสมทบกับสองสามีภรรยาโดยมีพี่ชายคนรองหลี่เฉิงเดินตามหลังต้อย ๆ ส่วนหลานชายก็เดินตามมาอีกที
"น้องรองเ้าทำไมไปกวนหว่านเอ๋อร์"
หลี่ซวนเอ่ยดุน้องชายเสียงเข้มเมื่อเห็นหลี่เฉิงเดินลงมาจากรถม้าคันเดียวกันกับน้องสาวคนเล็กคราวก่อนท่านพ่อโกรธแทบตาย ที่เขาบุกเข้าห้องลักพาตัวหลี่หว่านเอ๋อร์ตอนกลางดึก
จนทำให้นางจับไข้ป่วยถึงสามวันดังนั้นจึงสั่งลงโทษหลี่เฉิงด้วยการไล่ไปทำงานยุ่งยากนอกเมืองและเพิ่งกลับมาเมื่อวานซืนนี้
"รบกวนอันใดกันนางคือน้องสาวแสนดีของข้า"
หลี่เฉิงตอบหน้าระรื่นมือยื่นไปหยิกแก้มน้องสาวที่เขากล่าวว่าน่ารักส่วนหญิงสาวก็มองการกระทำของพี่ชายด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย นางยอมถูกหยิกแก้มเล่นก่อนจะหันส่งสายตาน่าสงสารมองพี่สะใภ้ใหญ่ฟางฮูหยินเห็นพลันถลึงตาจ้องหลี่เฉิงอย่างดุดัน แตกต่างจากท่าทางอ่อนโยนของนาง
"พี่ใหญ่ช่วยด้วยภรรยาท่านกำลังใช้สายตาฆ่าข้า"
หลี่เฉิงแสร้งใ วิ่งไปหลบด้านหลังหลี่ซวนหวังหลบภัยทว่ากลับโดนศอกกระแทกเข้าที่ท้องทำเอาจุกจนต้องงอตัว ปากบ่นพึมพำเสียงเบา
"ท่านมันหลงสตรีจนลืมน้อง"
หลี่ซวนไม่สนใจน้องชายอีกมองฟางฮูหยินกับหลี่หว่านเอ๋อร์เอ่ยอย่างอ่อนโยน
"ฮูหยินข้าฝากหว่านเอ๋อร์ด้วยนะ"
"ท่านพี่วางใจข้าจะดูแลหว่านเอ๋อร์ให้ดี"
กล่าวจบหลี่ซวนก็เดินมุ่งหน้าไปยังที่นั่งฝั่งขุนนางรวมตัวสนทนากันอยู่ส่วนหลี่เฉิงก็ถูกหลานชายทั้งสองลากไปยังโต๊ะด้านที่มีคุณชายไม่ได้รับราชการอีกฝั่งหนึ่งก่อนไปหลี่เจิ้งซูไม่ลืมโบกมือลาหลี่หว่านเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มสดใส
"เดี๋ยวเจอกันนะพี่สาว"
หลี่หว่านเอ๋อร์เดินตามฟางฮูหยินอย่างเงียบๆจนถึงฝั่งของสตรีที่นั่งถูกจัดเตรียมไว้ถือว่าไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกลพระพักตร์ฮ่องเต้กับฮองเฮาเนื่องจากตำแหน่งของหลี่ซวนเป็ขุนนางขั้นสามหากเป็ฮูหยินผู้เฒ่ามารดาของหลี่หว่านเอ๋อร์ยังมีชีวิตตำแหน่งที่นั่งของนางคือด้านหน้าสุดของที่นั่งฝั่งสตรี
นางแอบโล่งใจอยู่นิดหน่อยเพราะที่นั่งตำแหน่งนี้ไม่เด่นจนเกินไปน่าจะสามารถนั่งสงบ ๆ จนกระทั่งจบงาน
"ฟางฮูหยินคนดังมาแล้วหรือเพิ่งเดินทางกลับมาเป็อย่างไรบ้าง"
"กลับมาครั้งนี้ สามีท่านต้องได้เลื่อนตำแหน่งอีกแน่ น่าอิจฉาจริง"
"เอ๊ะแล้วผู้อยู่ด้านข้างนี่ผู้ใดกัน หน้าตาหมดจดยิ่ง"
"อย่าบอกนะว่าเป็บุตรลับๆ ของสามีท่าน"
พอเดินมาถึงเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากที่นั่งด้านซ้ายเอ่ยถามระนาวฮูหยินสองสามคนดูให้ความสนอกสนใจอย่างมาก ขณะที่ฟางฮูหยินทำเพียงยิ้มน้อย ๆบอกหลี่หว่านเอ๋อร์นั่งลงอย่างใจเย็นพลางยิ้มทักทายฮูหยินด้านขวาที่นั่งสงบไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด ก่อนเอ่ยแนะนำ
"นี่เป็น้องสาวของสามีข้า"
ได้ยินดังนั้นบรรดาฮูหยินที่เอ่ยถามต่างร้องด้วยความใจ้องมองสำรวจหลี่หว่านเอ๋อร์ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความใคร่รู้ นี่ก็ไม่ใช่เื่แปลกเพราะหลี่หว่านเอ๋อร์ไม่เคยไปงานเลี้ยงที่จวนใด
นอกจากงานจะจัดที่จวนตระกูลหลี่นางยังพอจะปรากฏตัวอยู่บ้างเป็บางครา หากไม่ได้ป่วยหนักหรือไม่นางก็จะปรากฎตัวในงานเลี้ยงเล็กๆ ที่ซย่าเหมยจิงจัดขึ้นก็ไปอยู่สองครั้ง
"ได้ยินว่าป่วยหนักอาการดีขึ้นแล้วหรือ"
"หน้าตางดงามไม่น้อยเลยทีเดียวไม่ทราบว่าท่านพ่อสามีท่านได้หมั้นหมายกับผู้ใดหรือยัง"
"นางมาเปิดตัวในวันนี้เ้ายังจะถามอะไรอีก"
ฮูหยินคนที่หนึ่งกับฮูหยินคนที่สองพวกนางต่างแย่งกันถามส่วนฮูหยินคนที่สามซึ่งนั่งอยู่ถัดออกไปเป็ผู้เอ่ยตอบประโยคสุดท้ายพูดจบต่างพากันกระซิบกระซาบ หัวเราะดูสนุกสนาน
หลี่หว่านเอ๋อร์เกือบหลุดกลอกตามองบนทว่าควบคุมตัวทันจึงนั่งนิ่งเรียบร้อยเผยยิ้มน้อย ๆ แต่ใจรู้สึกเบื่อหน่ายนางเลิกสนใจพวกฮูหยินพวกนั้น แล้วมองไปยังที่นั่งด้านขวาใกล้ฮองเฮา
ซย่าเหมยจิงนั่งสงบเสงี่ยมข้างจินฮูหยินเว่ยเจียวจูเองก็นั่งไม่ไกลกับสหายนางหันมาสบตากับหลี่หว่านเอ๋อร์เข้าพอดีแถมมองตาขวางแสยะยิ้มให้หลี่หว่านเอ๋อร์แล้วสะบัดหน้าหนี
หลี่หว่านเอ๋อร์ถึงกับงงไม่รู้ว่าตนทำอันใดผิด
ถึงแม้หญิงสาวจะพยายามไม่ให้ความสนใจทว่าบทสนทนาของเหล่าฮูหยินก็ลอยมาเข้าหูอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ท่านพ่อได้หมั้นหมายหว่านเอ๋อร์กับบุตรชายสหายเก่าแล้ว"ฟางฮูหยินตอบยิ้ม ๆ
"สหายเก่าท่านอัครมหาเสนาบดีตระกูลไหนกัน..."
"หรือข่าวนั่นจะเป็เื่จริง..."
ฮ่องเต้ ฮองเฮาเสด็จ----!
เสียงขันทีเอ่ยขานการมาของเ้าของวังขัดคำถามของฮูหยินด้านซ้ายจนต้องเงียบปากเมื่อผู้สูงศักดิ์กำลังเดินมา ทุกคนในลานต่างลุกขึ้นก้มศีรษะแสดงความเคารพบรรยากาศโดยรอบพลันเงียบกริบ ความน่าเกรงขามถูกแผ่ออกจากร่างชายวัยกลางคนชุดัสีดำทมิฬพระเนตรมองผ่านที่ใดที่นั่นราวกับจะจับตัวเป็น้ำแข็ง
"ทุกท่านนั่งลงเถอะ"เสียงสั่งทรงอำนาจดังก้องทั่วลานก่อนทุกคนจะนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมฮูหยินที่มักเอ่ยพูดเจี๊ยวจ๊าวยังต้องสงบปากดูเรียบร้อยผิดแปลกไปจนหลี่หว่านเอ๋อร์ต้องเหลือบมองอยู่หลายครั้งว่าใช่ฮูหยินคนก่อนหน้าหรือไม่
ดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงบรรยากาศกลับมาครึกครื้นอีกครั้งเหล่าคนที่เพิ่งเดินทางกลับจากชายแดนถือเป็ตัวเด่นในงานนี้ขันทีอ่านรายชื่อผู้มีผลงานให้ยืนต่อพระพักตร์เพื่อฮ่องเต้ตกรางวัลให้ตามผลงานที่สร้างไว้
หลี่ซวนเองก็เป็หนึ่งในนั้นรางวัลที่ได้เป็ทรัพย์สินเงินทอง ในการเลื่อนตำแหน่งยังต้องรอให้ถึงวันประชุม ส่วนจะได้เลื่อนหรือไม่ยังต้องรอดูอีกทีเพราะตอนนี้ตำแหน่งเขาในดีเวลานี้นับว่าสูงมากแล้ว ทั้งที่เพิ่งจะอายุสามสิบแปดปีมันสูงเกินหน้าผู้อื่นในวัยเดียวกัน อีกทั้งตำแหน่งที่สูงกว่าก็ยังไม่ว่างอาจต้องรอให้ใครโดนปลดหรือเกษียณซึ่งอย่างแรกน่าจะรวดเร็วที่สุด
ผู้ที่สร้างผลงานใหญ่ในศึกนี้เห็นจะเป็แม่ทัพหยางอี้ซึ่งเป็ผู้นำทัพใหญ่เข้าประชิดตีศัตรูจนแตกพ่ายเป็ตระกูลหยางปกป้องเขตชายแดนหนานซีมาช้านาน พวกเขาแทบไม่เคยย่างกรายเข้าเมืองหลวงพอเยี่ยนิ่ขึ้นครองราชย์ก็มักจะเรียกใช้หยางอี้โดยตลอดจนแม่ทัพหยางสร้างผลงานใหญ่เป็ที่กล่าวขาน ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปของตระกูลคงมีอนาคตสดใสด้วยสิ่งที่หยางอี้สร้าง
เสียดายอย่างเดียวแม่ทัพผู้นี้มีแต่บุตรชายไม่มีบุตรสาว ไม่เช่นนั้นหากมีรับรองได้เลยว่านางต้องเป็ตัวเต็งในศึกชิงตำแหน่งชายารัชทายาทเป็แน่แท้
ผ่านไปหนึ่งก้านธูปหลังจากการตกรางวัลเสร็จสิ้นก็ถึงคราวเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์และผู้ชนะในงานชุมนุมบุปผาต้องออกมาแสดงตัวให้ผู้คนได้ยลโฉม
ภาพวาดและภาพอักษรที่ชนะถูกนำไปวางต่อพระพักตร์ฮ่องเต้และฮองเฮาได้ทอดพระเนตรคุณหนูทั้งสองต่างได้รับคำชมจากฮองเฮาสตรีหนึ่งในสองใจกล้าลอบชำเลืององค์รัชทายาทที่อยู่ไม่ไกลจากฮองเฮาส่วนชายหนุ่มสบตาหญิงสาวแล้วยิ้มตอบ
พวกเขาเคยเจอกันแล้วครั้งหนึ่งที่วัดสุยเสวียน มู่หรงเหลียนอวี้เคยช่วยชีวิตเขาไว้ คนนั้นคือรัชทายาทเยี่ยนเฟยหรง
ครอบครัวหญิงสาวทั้งสองต่างพากันได้หน้าได้ตาไม่น้อยหนึ่งในนั้นคือฮูหยินที่นั่งทางด้านซ้ายมือของฟางฮูหยินดูจะภูมิอกภูมิใจจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา
หลี่หว่านเอ๋อร์นั่งไปก็แอบหาวอย่างเกียจคร้านเอียงศีรษะไปมา ปิ่นที่ปักผมมาวันนี้เอียงตามแรงกระทบกันจนเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งฟังแล้วไพเราะมันคือปิ่นเงินลวดลายเรียบ ๆ แต่มีการร้อยนกตัวน้อยฝูงหนึ่งดวงตาพวกมันฝังอัญมณีสีฟ้าสีเดียวกับน้ำทะเลเมืองหนานไห่ปิ่นนี้เป็หนึ่งในหีบเครื่องประดับที่หลี่เฉิงมอบให้นาง
นางชอบมันมากเพราะในสถานการณ์น่าเบื่อก็มีอะไรให้เล่นฆ่าเวลา
ละครประเภทนี้หากอาเฉียวอยู่คงชอบใจยิ่งเสียดายที่วังหลวงมีคนกฎห้ามนำสาวใช้เข้ามานอกจากคนในตระกูล
"เรียนเสด็จพ่อต่อไปลูกขอประลองหมากกับคุณหนูผู้ชนะได้หรือไม่ขอรับลูกไร้ความสามารถแต่การเดินหมากคือสิ่งที่หลงใหลมากที่สุด"
"ตามใจเ้าเถอะ"ฮ่องเต้ตอบส่ง ๆ
องค์ชายหกเยี่ยนเฟยิก้าวออกมาเอ่ยสร้างความฮือฮาให้คนทั้งงานหันไปมอง หลี่หว่านเอ๋อร์เองก็เช่นกันจ้องหน้ามองเหตุการณ์ตาไม่กะพริบพลางหยิบองุ่นขึ้นมากิน
อยากรู้นักว่าเยี่ยนเฟยิ เ้าหมาป่าในคาบลูกแกะนี่จะเล่นอันใด
ต่อมาคุณหนูผู้ชนะก็เดินมากลางลานโต๊ะ เก้าอี้ ทั้งกระดานหมากถูกยกมาวางไว้ ชายหญิงทั้งสองนั่งเผชิญหน้ากัน
"ออมมือให้ด้วยคุณหนูเกา"
"เช่นกันเพคะองค์ชายหก"
เกาชุนเอ๋อร์เอ่ยอย่างเอียงอายขณะสบตาชายหนุ่มหล่อเหลาสบตาพลางส่งยิ้มอ่อนหวานมาจนทำให้ใจนางดูไม่อยู่กับตัว ท่าทางการวางหมากดูเงอะงะไม่ต่างจากคนที่เพิ่งหัดเล่น
ผ่านไปหนึ่งจิบชานางเดินทีหนึ่งถูกดักเดินอีกทีถูกล้อม สุดท้ายก็ถูกกิน กว่าเกาชุนเอ๋อร์จะรู้ตัวได้สติว่าตนถูกป้ายยาเสน่ห์ทำให้หลงในมนต์สะกดของหมาป่าเ้าเล่ห์นางก็แพ้ราบคาบในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ
นี่มันใช้แผนชายงามชัด ๆเลย
ไม่แปลกที่เกาชุนเอ๋อร์จะมีอาการเช่นนั้นเพราะเยี่ยนเฟยิเป็หนุ่มรูปงามที่สุดในบรรดาองค์ชาย หากคิดจะโปรยเสน่ห์ผู้ใดแล้วยากจะรอดไปได้
"ขอบคุณแม่นางเกาที่ออมมือ"
"ขอบคุณองค์ชายหกเช่นกันเพคะ..."
หลี่หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าไว้อาลัยให้กับครอบครัวคุณหนูเกาชุนเอ๋อร์บุตรสาวท่านตกหลุมที่หมาป่าขุดไว้แล้ว
"หว่านเอ๋อร์ต่อไปเหมยจิงจะขึ้นแสดงแล้ว"ฟางฮูหยินโน้มตัวกระซิบ นางจึงหันไปมองสหายของตนก็พบนางได้ขึ้นไปบนลานกลางแจ้งพร้อมกับเวลาเดียวกันที่ฉินถูกนำมา
ท่าทางแต่ละย่างก้าวของซย่าเหมยจิงดูสง่างามสายตาแน่วแน่ไม่ล่อกแล่ก ยิ่งนางสวมชุดสีแดงเพลิงแต่งองค์ทรงเครื่องยิ่งทำให้นางมีเสน่ห์เย้ายวนน่าหลงใหลทั้งยังดูเย่อหยิ่งยากเอื้อมถึง ทุกสายตาต้องจับจ้องไปที่นางราวต้องมนต์
หลี่หว่านเอ๋อร์ส่งเสียงกรีดร้องและโบกมือให้ซย่าเหมยจิงในใจภายนอกนางก็นั่งยิ้มแก้มแทบฉีก วันนี้คงจะเป็วันที่นางยิ้มมากที่สุดแล้วกระมัง
สหายข้าทำไมถึงได้งดงามเช่นนี้นะ
สายตามองซย่าเหมยจิงเป็ประกายมือข้างหนึ่งล้วงแขนเสื้อหยิบขนมดอกกุ้ยที่เตรียมมาจากจวน กัดลงเบา ๆเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย