บทที่ 12มารสังหารฟ้า
“ เม็ดยากลืนโลหิต! ”
“ เจี่ยฮงเอามันมาจากไหน? ”
“ เจี่ยฮงคงเสียสติไปแล้วหากมันกล้ากินยากลืนโลหิต ”
“ ข้าไม่อยู่แล้ว เจี่ยฮงอาจจะคลั่งได้ทุกเมื่อ! ”
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ต่างพูดคุยกันจอแจมีหลายคนที่ถอนตัวและออกจากบริเวณนั้นไปสังเกตการณ์อยู่ไกลลิบทุกคนต่างรู้ดีว่ายากลืนโลหิตนั้นคืออะไรมันคือยาต้องห้าม! มันคือยาที่จะทำให้ผู้ที่กินมันเข้าไปเผาผลาญโลหิตภายในร่างเพื่อเพิ่มพลังปราณระดับสุดยอดหากเจี่ยฮงนั้นกินเข้าไปมันอาจจะก้าวไปถึงระดับสูงสุดของขั้นปฐีก็เป็ได้!
หากแต่ทุกสิ่งไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีๆแต่สิ่งตอบแทนสำหรับการใช้ยากลืนโลหิตนั้นสูงยิ่งนัก พลังที่ถูกกระตุ้นโดยยากลืนโลหิตจะอยู่ได้เพียงครึ่งชั่วยามหลังจากนั้นผู้ใช้จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างเ็ป กระดูกทั่วร่างจะแตกร้าวิัจะเ็ปราวถูกเข็มนับล้านเล่มทิ่มแทงตลอดสามวันโลหิตจะหลั่งไหลออกจากทวารทั้ง 7 หากไม่มีการรักษาคอยบรรเทาอาการเ็ปแน่นอนว่าผู้นั้นจะต้องตกตายเพราะทนความเ็ปไม่ไหวแน่นอน!และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือระหว่างครึ่งชั่วยามที่ยาแสดงผลนั้นผู้ใช้จะอยู่ในอาการคุ้มคลั่งดวงตาแดงฉานราวกับปีศาจ มันจะโจมตีทุกสิ่งที่มันเห็นสูญเสียความเป็มนุษย์ไปกลายเป็ปีศาจที่บ้าคลั่ง!
เมื่อห้าร้อยปีก่อนเคยมีผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มหนึ่งเข้าโจมตีทั้ง 5 อาณาจักรพวกมันล้วนมีพลังสูงส่ง พวกมันทุกคนต่างมีความบ้าคลั่ง มันเข่นฆ่าผู้คนมากมายจนผู้คนล้วนหวาดกลัวประชาชนของ 5 อาณาจักรอยู่กันอย่างขวัญผวา มีผู้คนถูกฆ่าตายทุกวันาครั้งนั้นดำเนินไปกว่า 5 ปี มีผู้คนนับมิถ้วนที่ตกตายอย่างไร้ที่กลบฝัง
5 อาณาจักรผนึกกำลังเข้าต่อสู้จนในที่สุดพวกมันก็ถอนกำลังกลับไป เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็ดังฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนมากว่า100ปีจนกระทั่งบ้านเมืองกลับมาสงบสุขผู้คนรุ่นใหม่ถือกำเนิด เหตุการณ์อันโหดร้ายจึงค่อยๆเลือนลางหายไปจากความทรงจำแต่ปัจจุบันก็ยังคงมีสถานที่บางแห่งที่สืบทอดเื่ราวอันเลวร้ายนี้ต่อๆกันมา
แต่กลับกันสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงหรือกระทั่งเหล่าสำนักใหญ่และราชวงศ์ทั้ง5 เหตุการณ์ครั้งนั้นยังคงเป็สิ่งที่พวกมันหวาดกลัวมาจนกระทั่งปัจจุบันพวกมันรู้ซึ้งดีว่า เมื่อ 500 ปี ก่อนนั้นฝ่าย 5 อาณาจักรมิได้รับชัยชนะแต่อย่างไร!แต่เป็พวกมันถอนกำลังกลับไปเองและทิ้งภาพความทรงจำอันโหดร้ายเอาไว้ดวงตาที่แดงฉานราวกับกับสัตว์ร้าย โลหิตที่หลั่งไหลออกมาจากทวารทั้ง 7 และสุดท้ายพลังอันมากล้นที่มาพร้อมกับความบ้าคลั่งที่ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
หลังจากการผนึกกำลังเข้าต่อสู้ของ 5 อาณาจักรจนสามารถทำให้พวกมันถอนทัพกลับไปได้สิ่งที่ฝังลึกลงในความทรงจำของพวกมันคือภาพฉากสุดท้ายที่ ท้องฟ้าที่เต็มไปเมฆครึ้มสายฟ้าสีแดงฟาดผ่านทุกหย่อมหญ้า หยดโลหิตมากมายจากการต่อสู้ไหลย้อนขึ้นสู่ท้องนภาจนลำธารโลหิตค่อยๆก่อตัวเป็ตำอักษรขนาดมหึมาที่ลอยตระหง่านท่ามกลางสายฟ้าฟาดสีแดง‘ มารสังหารฟ้า ’การประกาศนามอันยิ่งใหญ่ที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของผู้คนที่เห็นภาพนั้นให้หวาดกลัวและฝั่งลึกลงในจิตใจมิลืมเลือน!
หลังจากจบา 5 อาณาจักรตรวจสอบศพของพวกมันที่ตกตายและนั่นคือครั้งแรกที่เม็ดยากลืนโลหิตเป็ที่รู้จักในโลกนี้มันถูกประกาศว่าเป็ยาต้องห้ามผู้ใดปรุงมันขึ้นมาหรือมีในจะถูกจับและลงโทษอย่างหนักแม้าจะจบลงและโลกอยู่ในความสงบสุขมากว่า 500 ปีแต่เหล่าสำนักใหญ่และราชวงศ์ทั้ง 5 ต่างรู้ดีว่ากลุ่มคนผู้อยู่ภายใต้นาม มารสังหารฟ้ายังคงอยู่ตลอดมาและรอคอยอยู่ในเงามืดอย่างเงียบๆ รอวันที่จะเข้าโจมตีอีกครั้ง
เจี่ยฮงตบเม็ดยากลืนโลหิตเข้าปากอย่างไม่ลังเลด้วยโทสะอันมากล้นและสภาพจิตใจที่พังทลายจากการรับรู้ถึงสิ่งที่หยางอี้กระทำกับบุตรชายทั้งสองของมันความ้าของมันมีเพียงอย่างเดียวคือเข่นฆ่าชายหนุ่มและทำลายทุกคนเพื่อเส้นสังเวยให้แก่ความเ็ปของลูกชายสุดที่รักของมัน
หลังจากเม็ดยาเข้าสู่ปากของมันร่างกายมันสั่นเทิ้มอย่างหน้าหวาดหวั่นดวงตาเริ่มกลายเป็สีแดงฉาน บรรยากาศรอบตัวสั่นไหว พลังปราณอันเข้มข้นค่อยๆทะลักออกจากร่างของมันอย่างบ้าคลั่ง
อ้าก !เจี่ยฮงคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ไม่ดีแล้ว เพ่ยเพ่ย เสี่ยวปิงรีบไปหลบให้ไกลจากที่นี่! ” เสี่ยวทันหลางกล่าวออกมาอย่างเคร่งเครียด
“ เ้าค่ะ/เ้าค่ะ ” ทั้งสองรับคำอย่างว่าง่ายแม้จะเป็ห่วงแต่ก็รู้ตัวดีหากตนอยู่ที่นี่รังแต่จะเป็ภาระให้กับคนอื่น
ไม่นานบริเวณนั้นก็เหลือเพียง 4 คน นั่นคือเจี่ยฮง เสี่ยวทันหลาง เฟยหลง และหยางอี้ สภาพของเจี่ยฮงตอนนี้นั้นน่ากลัวอย่างมากหากเด็กเห็นจะต้องร้องผวาไปหลายวันชายวัยกลางคนเสื้อผ้าท่อนบนฉีกขาดมีดวงตาแดงฉานสายโลหิตหลั่งไหลออกมาจาก ตา หูจมูก ปาก ราวกับปีศาจที่มาจากขุมนรก
“ พวกเ้า พวกเ้าทุกคนต้องตาย! ” เจี่ยฮงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งก่อนที่มันพุ่งทะยานเข้าหาทั้งสามคนหนึ่งหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณต่อยเข้าหาเสี่ยวทันหลางเสี่ยวทันหลางรวบรวมปราณทั้งหมดไว้ที่กระบี่ในมือตั้งรับสุดกำลัง
ปัง !ตูม !
เสี่ยวทันหลางกระเด็นไปไกลกว่า 20 เมตรกระแทกเข้ากับกำแพงจวนจนพังทลายเป็แถบๆเสี่ยวทันหลางพยุงตัวขึ้นมาสภาพสะบัดสบอม มันกระอักโลหิตออกมาอึกใหญ่
“เฟยหลง ถ่วงเวลามันไว้ก่อน หยางอี้เ้ารีบหนีไป!เจี่ยฮงตอนนี้แข็งแกร่งเกินไปเพียงหนึ่งหมัดของมันก็เพียงพอแล้วจะสังหารเ้า! ”
“เ้าหนูรีบไป แม้ข้าทั้งสองต้องตายที่นี่แต่เ้าต้องรอดไปให้ได้!ข้าขอฝากเพ่ยเพ่ยด้วย ไป ! เร็วเข้า ! ” เฟยหลงพูดออกมาก่อนจะทะยานเข้าหาเจี่ยฮงที่กำลังพุ่งเข้ามาเช่นกัน
ป้อมัฟ้า!
เฟยหลงใช้ออกด้วยกระบวนท่าตั้งรับเต็มพิกัด เจี่ยฮงนั้นง้างหมัดที่อัดแน่นด้วยพลังปรานต่อยเข้าไปยังเฟยหลง
ปัง! ปัง !
เพียงหนึ่งหมัดป้อมปราการทวนก็พังทลายอย่างง่ายดายอีกหนึ่งหมัดซัดเข้าไปส่งร่างเฟยหลงปลิดไปกว่า 20 เมตร
‘ ข้าจะทิ้งพวกท่านไปได้เช่นไร?ความเร็วของมันตอนนี้คงจะพอๆ กับข้าถ้าหากข้าเคลื่อนไหวก่อนมันเพียงเสี้ยววิมันจะไม่สามารถโจมตีข้าได้จากที่ท่านลุงบอกเวลาของยาจะอยู่เพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นหากถ่วงเวลาได้ก็ไม่มีใครต้องตาย แม้จะเสี่ยงแต่ข้าไม่มีทางเลือกแล้ว! ’
หยางอี้รวบรวมสมาธิทั้งหมดเปิดประสาทรับรู้ทั้งห้าโคจรพลังปราณไปทุกโสตประสาทก่อนจะค่อยๆแผ่พลังปราณอ่อนๆ ออกไปรอบตัวกว่า 3 เมตร
ตึก ตึก ตึก
เจี่ยฮงค่อยๆก้าวเข้าหาเฟยหลงที่นอนหมดสภาพอยู่พลันมันััได้ถึงพลังปราณพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
ฟิ้ว !ปัง !
เจี่ยฮงยกมือปัดปราณดาบที่หยางอี้ปล่อยออกมาจากการฟาดดาบพยัคฆ์เมฆาจนแตกกระจายอย่างง่ายดาย
“เ้าแก่บัดซบข้าจะเล่นกับเ้าเอง!”
“ เ้าหนูเหตุใดเ้าไม่หนีไป! ” เสี่ยวทันหลางร้องะโออกมาอย่างตื่นตระหนก
อ้าก!เจี่ยฮงคำรามอย่างบ้าคลั่งจากนั้นมันพุ่งเข้าใส่หยางอี้ทันที ส่วนทางด้านหยางอี้นั้นเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่พลังปราณที่กระจายอยู่รอบตัวทันทีที่พลังปราณมีการสั่นไหวมันเร่งเคลื่อนตัวหลบทันที ฟิ้ว!หยางอี้หลบพ้นจากเงื้อมมือของเจี่ยฮงได้อย่างฉิวเฉียด แต่เขาก็ถึงกับต้องขมวดคิ้วเมื่อมองไปยังแขนซ้าย
แขนเสื้อของเขาฉีกขาดที่แขนซ้ายมีรอยเขียวช้ำปรากฏให้เห็น ‘ น่ากลัวยิ่งนัก!แม้จะหลบหมัดของมันได้แต่ก็ยังไม่สามารถหลบไอพลังปราณที่แผ่ออกมาได้หมดจะประมาทไม่ได้! ’
หยางอี้แม้จะหลบหมัดของเจี่ยฮงได้ก็ตามแต่ด้วยพลังปราณระดับปฐีขั้นสูงสุดที่เจี่ยฮงปล่อยออกมานั่นมิใช่ของเด็กเล่น!หากพลาดขึ้นมานั่นหมายถึงชีวิตของเขา!
อ้าก ! ตูม! ตูม! ตูม!
เจี่ยฮงยังคงไล่ระดมหมัดใส่หยางอี้อย่างต่อเนื่องตัวมันตอนนี้ไม่เหลือสติอยู่แล้วมีเพียงความบ้าคลั่งและความ้าทำลายเป้าหมายตรงหน้าเท่านั้นแม้มันจะเป็ผู้โจมตีอยู่ฝ่ายเดียวแต่ร่างกายมันกลับถูกชโลมไปด้วยโลหิตที่หลั่งไหลออกมาไม่หยุดหย่อน
ด้านหยางอี้เองก็มิได้ดีไปกว่านักเสื้อผ้าฉีกขาดเป็รอยแหว่งเผยให้เห็นิัสีเขียวช้ำหลายแห่งบนร่างกายแต่ชายหนุ่มยังคงกัดฟันทนต่อไป การเคลื่อนไหวราวกับภูตผีที่วับไปแวบมายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไกลออกไปเหล่าบรรดาผู้ฝึกยุทธ์ที่ถอยออกมาลอบสังเกตการณ์ต่างตกอยู่ในความเงียบความตกตะลึงที่พวกมันแสดงออกมาบ่อยเสียจนหน้าขำ ทุกคนตกอยู่ในความเงียบมีหลายคนที่ลุ้นเสียจนหัวใจแทบวาย
ฉากอันหน้าหวาดเสียวที่เด็กหนุ่มอายุ 15 ปีระดับก่อกำเนิดคอยเคลื่อนร่างหลบหลีกการโจมตีที่เต็มไปด้วยพลังอันมหาศาลได้มากกว่า20 นาทีแล้ว จะไม่ให้พวกมันหวาดเสียวได้อย่างไร?ทุกครั้งที่หลบการโจมตีนั้นเป็ไปอย่างเฉียดฉิวยิ่งเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงที่มีระดับต่ำยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งสองต่างเฝ้าดูอย่างน้ำตาคลอด้วยระดับที่ต่ำของพวกนางฉากเบื้องหน้ากลายเป็เห็นเพียงเจี่ยฮงพุ่งเข้าทำลายภาพติดตาของหยางอี้มากว่า100 ครั้งแล้วนางทั้งสองได้แต่ภาวนาในใจเพราะรู้ดีว่าแม้หยางอี้จะหลบมาได้นานเท่าไหร่ไม่ว่าจะกี่ร้อยกี่พันครั้ง แต่หากเพียงครั้งหนึ่งที่พลาดโดนการโจมตีนั้นขึ้นมาทุกอย่างที่พยายามมานั้นล้วนสูญเปล่า!ทุกครั้งที่เห็นการโจมตีของเจี่ยฮงนางทั้งสองได้แต่ภาวนาให้ร่างของหยางอี้จางหายไปดั่งเช่นครั้งก่อนๆ
“ นับเป็ผู้เยาว์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ” ผู้ฝึกยุทธ์บางคนกล่าวออกมา
“แน่นอนนั้นคือคุณชายหยางอี้! สามีของคุณหนูในอนาคต! ”คนตระกูลเสี่ยวที่ยืนดูการต่อสู้ข้างๆพูดออกมาด้วยความภูมิใจในตัวชายหนุ่ม
“ เช่นนั้นเด็กหนุ่มผู้นี้นามว่าหยางอี้ ? ข้าจะจดจำไว้! ” ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนมากจะเครารพนับถือผู้ที่แข็งแกร่งเป็เื่ธรรมดาที่ชายผู้นี้จะชื่นชมหยางอี้ การต่อสู้ดำเนินมากว่าสองก้านธูปแล้วภาพการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วและงดงามดั่งภาพมายายังคงติดตรึงอยู่ในความประทับใจของผู้เฝ้าดูการต่อสู้ทุกคนแต่กับตัวหยางอี้เองนั้นเขาแทบจะหมดแรงอยู่แล้ว ทุกการหลบหลีกเป็ไปอย่างเฉียดฉิวพลังปราณในร่างเหลือน้อยเต็มที
‘ บัดซบ ข้าจะไม่ไหวอยู่แล้ว! ’
ปัง ! ตูม !
ร่างหยางอี้ปลิวกระเด็นไปกว่า 50 เมตรร่างกายกลิ้งไปตามพื้นก่อนจะหยุดลง อึก !หยางอี้พยุงตัวลุกขึ้นมาอย่างลำบากก่อนจะกระอักเืออกมาคำโต
“ รุนแรงยิ่งนัก ขนาดการโจมตีนี้ข้าหลบได้เกือบจะพ้นและโดนเข้าไปเพียง 5ส่วน”
ด้วยความเหนื่อยล้าที่วิ่งวนเคลื่อนไหวร่างกายอย่างหนักมาเป็เวลานานติดต่อกันรวมกับพลังปราณในร่างใช้ออกจนแทบจะเหือดแห้งมันทำให้จังหวะสุดท้ายก่อนจะเคลื่อนตัวหลบเจี่ยฮงสามารถส่งหมัดเข้ามาโดนแบบถากๆแต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เด็กน้อยปราณก่อกำเนิดาเ็สาหัส
หยางอี้มองไปที่แขนขวาที่เอี้ยวหลบไม่พ้นแม้จะเกร็งลมปราณตั้งรับแต่ก็ไม่เพียงพอ สภาพของเขาตอนนี้มีแต่รอยบอบช้ำรวมกับแขนขวาที่หักอีกเมื่อครู่
“ แฮ่กๆ ข้ามาได้แค่นี้งั้นหรือ? ”
หยางอี้นั่งหอบหายใจพลางมองไปยังเจี่ยฮงที่กำลังพุ่งเข้ามาแม้จะสู้ต่อไม่ได้และความตายกำลังเข้ามาเยือนแต่ชายหนุ่มมิได้หวาดกลัวแต่อย่างใดสายตาอันคมกล้ายังคงจับจ้องไปยังศัตรูเบื้องหน้าเจี่ยฮงพุ่งเข้ามารวดเร็วมันง้างหมัดต่อยเข้าไปที่หยางอี้อย่างเต็มแรง ฉับ ! ฟู่ !ทั้งสองต่างมึนงง เจี่ยฮงค่อยๆหันไปมองยังแขนขวาของมัน ปรากฏว่าบัดนี้เหลือเพียงหยาดโลหิตที่พุ่งออกมาส่วนแขนขวามันนั้นกระเด็นออกไปกว่า 10 เมตรด้วยแรงเหวี่ยงของมัน
ด้วยความมึนงงแขนมันขาดได้อย่างไร กระทั่งความรู้สึกเ็ปยังไม่มีต้องใช้ความเร็วเท่าใดกันถึงจะทำให้ร่างกายของมนุษย์แยกออกจากกันโดยไร้ความรู้สึกมันค่อยๆหันหน้ากลับมา จนเห็นว่าเบื้องหน้าปรากฏชายชราชุดขาวทั้งหนวดเคราและผมต่างเป็สีขาวโพลนมองดูคล้ายบัณฑิตชรายืนอยู่เจี่ยฮงที่ไร้สติอยู่พยายามจะขยับร่างกายของมันเข้าโจมตีผู้มาใหม่ที่ยืนขวางทางมันอยู่แต่ปรากฏว่าร่างกายมันมิยอมขยับแม้แต่น้อยพลันชายชราเบื้องหน้าของหยางอี้และเจี่ยฮง ยกมือขวาขึ้นมาทำอะไรบางอย่างหยางอี้มองมือของชายชราที่เป็ดั่งภาพพร่ามัวไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนอย่าว่าแต่มือของชายชราที่กระทำการบางอย่างอยู่ตอนนี้
กระทั่งชายชรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรมันยังมิรู้ด้วยซ้ำ!หลังจากหยุดมือลง ชายชราหยิบเม็ดยาบางอย่างออกมาจากแหวนมิติแล้วดีดมันเข้าปากของเจี่ยฮงหลังจากนั้นเจี่ยฮงก็ล้มลงหมดสติไป ชายชราหันกลับมามองยังหยางอี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอันอบอุ่นก่อนจะกล่าวออกมาด้วยความชื่นชม
“สู้ได้ดีเ้าหนู! ” หยางอี้มองไปยังชายชราเบื้องหน้าอย่างงุนงงก่อนจะตอบรับคำ
“ ขอบคุณท่านผู้าุโ ท่านคือ? ”
“ ฮ่าๆ ชายแก่คนนี้คือเหล่ยโหลวที่เ้าหนูทันหลางเชิญให้มาที่เมืองแห่งนี้เอ้านี่ กินซะ” เหล่ยโหลวขณะพูดก็หยิบยาเม็ดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ มันมีสีขาวนวลส่องประกายระยิบระยิบหยางอี้รับมาอย่างไม่เกรงใจก่อนจะตบอย่าเข้าปากอย่างรวดเร็ว
“ ขอบคุณขอรับท่านผู้าุโเหล่ยโหลว ”
“ฮ่าๆ ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณเ้า ระหว่างทางนั้นข้าพบเหตุการณ์บางอย่างทำให้มาถึงช้ากว่ากำหนดหากไม่มีเ้าคอยถ่วงเวลาจนข้ามาถึงเื่ก็คงจะร้ายแรงยิ่งกว่านี้” เหล่ยโหยวกล่าวออกมาด้วยใบหน้าอันอบอุ่น
“เอาล่ะข้าขอไปดูอาการเ้าหนูทันหลางก่อน เ้านั่งพักครู่หนึ่งคงจะเพียงพอแล้ว“ พูดจบเหล่ยโหลวก็เดินไปหาเสี่ยวทันหลางที่นอนาเ็ห่างออกไป 100 เมตร
เมื่อเห็นชายชราเดินเข้ามาทั้งสองก็ได้ทำความเคารพอย่างนอบน้อมแม้จะาเ็อยู่ก็ตามเหล่ยโหลวหยิบเอายาแบบเดียวกับที่ให้หยางอี้ออกมาแล้วส่งให้แก่ทั้งสองระหว่าง่ที่รอให้ยาออกผลชายชราเหล่ยโหลวได้ถามเสี่ยวทันหลางเกี่ยวกับหยางอี้หลายอย่างซึ่งเสี่ยวทันหลางเองก็แปลกใจมิน้อยแต่ด้วยความโดดเด่นของหยางอี้เป็ไปได้ว่าเหล่ยโหลวอาจจะสนใจในตัวเขาก็ได้กระมัง
หลังจากได้ฟังเื่ราวภูมิลำเนาของหยางอี้เหล่ยโหลวยิ่งใเข้าไปอีกเมืองธารา์แม้ว่าจะมิใช่เมืองชนบทแต่ก็เป็เมืองที่อยู่ห่างไกลพอสมควรอีกทั้งเมืองนี้ไม่เคยปรากฏอัจฉริยะเช่นนี้มาหลายปีเสี่ยวทันหลางและเฟยหลงมองดูเหล่ยโหล่วทำท่าครุ่นคิดพวกเขาพึงเข้าใจได้เหล่ยโหลวอาจ้ารับหยางอี้เป็ศิษย์
เหล่ยโหลวนั้นความจริงแล้วตัวเขามาถึงที่นี่ได้สักพักหนึ่งแล้วเพียงแต่เมื่อเขามาถึงและได้เห็นฉากการไล่ล่าหยางอี้ของเจี่ยฮงอีกทั้งเมื่อตรวจสอบระดับปราณแล้วเขายิ่งตกตะลึงเข้าไปอีกเขาจึงมองดูอยู่ก่อนแล้วรอจังหวะที่จะเข้ามาช่วยยามที่หยางอี้พลาดท่าซึ่งเป็เพราะชายชรามั่นใจในฝีมือตนเองเป็ที่สุดผู้คนนั้นจะเติบโตขึ้นอย่างมากเมื่อมีประสบการณ์เสี่ยงตาย! เขาจึงรั้งรอเพื่อดูว่าเด็กหนุ่มจะทำได้ขนาดไหน
แม้จะอยากออกมาช่วยเสี่ยวทันหลางและเฟยหลงแต่เื่น่าสนุกสำหรับชายแก่จะเสียโอกาสรับชมได้อย่างไร?ในมุมมองของเหล่ยโหลวนั้นระดับพลังปราณและอายุของหยางอี้นั้นจัดว่าอยู่ลำดับต้นๆของเมืองหลวงได้แล้วแต่ที่สำคัญคือไหวพริบความกล้าหารและเด็ดเดี่ยวของเขารวมถึงยังสามารถต่อกรกับชนชั้นระดับสูงได้เหล่ยโหลวมั่นใจว่าหากหยางอี้้าหนีมันทำได้ทุกเมื่อแต่เพราะมันยืนหยัดต่อสู่เพื่อผู้อื่นโดยไม่ทอดทิ้งเหล่าสหายนี่ถือเป็ความประทับใจสูงสุดที่เหล่ยโหลวมีต่อหยางอี้
เหล่าอัจฉริยะนั้นล้วนแล้วแต่หยิ่งยโสและเห็นแก่ตัวมีน้อยคนที่จะเป็เช่นหยางอี้หลังจากครุ่นคิดเหล่ยโหลวก็กล่าวออกมา
“ หลานสาวทั้งสองของข้าอยู่ที่ใด? แล้วนางทั้งสองพร้อมหรือไม่ในอีก6 เดือนข้างหน้า?”
“ ท่านผู้าุโท่านสบายใจได้นางทั้งสองจะพร้อมแน่นอนในอีก 6 เดือนส่วนตอนนี้ข้าให้พวกนางไปหลบอยู่ไกลออกไป ”เสี่ยวทันหลางกล่าวออกมาพร้อมลุกขึ้นยืน ยานี้ช่างให้ผลดียิ่งนัก
“เช่นนั้นไม่เป็ไร ข้าอาจจะต้องรีบกลับทันทีฝากความคิดถึงให้พวกนางด้วย”พูดจบเหล่ยโหลวหยิบกล่องสีแดง 2 กล่องออกมาแล้วส่งให้กับเสี่ยวทันหลางระหว่างพูดคุยทั้งสามก็เดินมาถึงจุดที่หยางอี้นั่งอยู่
หยางอี้นั้นตกตะลึงกับผลของยาเป็อย่างมาก ในใจได้แต่คิดว่านี่คือยาระดับใดกันที่สามารถรักษาอาการาเ็หนักให้หายได้เพียงชั่วครู่เมื่อเห็นหน้าของหยางอี้ทั้งสามได้แต่หัวเราะกันลั่นชายชราจ้องมองไปยังหยางอี้ด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ เ้าหนู ความสามารถของเ้านั้นยอดเยี่ยมจริงๆเ้าสนใจจะมาเป็ศิษย์ข้าหรือไม่? ”หยางอี้งุนงง ผู้าุโเบื้องหน้านับเป็ตัวตนอันใดกันมันสามารถจัดการขั้นสูงสุดระดับปฐีได้เพียงกระดิกนิ้วมือนี่นับเป็โอกาสอันดีแค่ไหน?อีกทั้งผู้าุโท่านนี้มาจากเมืองหลวงด้วยตัวตนระดับนี้ย่อมอยู่ในขุมกำลังที่ไม่ธรรมดาเป็แน่
หยางอี้อ้าปากจะตอบรับคำแต่ก็ต้องกลืนน้ำลายแทบไม่ทันเมื่อได้ยินเหล่ยโหลวกล่าวออกมา“ ฮ่าๆหากได้เ้ามาเป็ศิษย์เพิ่มอีกคนปิงเอ๋อร์และเพ่ยเอ๋อร์จะต้องยินดีและรักท่านปู่คนนี้เพิ่มขึ้นอีกมากแน่นอนฮ่าๆ ”
‘อะไรนะ? นางทั้งสองจะไปเป็ศิษย์าุโด้วย บัดซบ!หากข้าต้องอยู่ท่ามกลางนางทั้งสองทุกวันข้าไม่บ้าตายหรอกหรือ?อีกทั้งด้วยรูปลักษณ์พวกนางและกิริยาที่มีต่อข้ามิพ้นเมื่อเหยียบเมืองหลวงข้าคงมีศัตรูเพิ่มอีกเป็พันคน ’
“ เรียนผู้าุโข้าน้อยขอขอบคุณในความหวังดีของท่านจากใจจริงหากแต่ข้ายังมีสถานที่ที่ต้องไปอยู่หลังจากนั้นข้าจึงจะไปยังเมืองหลวงหากเวลานั้นท่านยัง้า...ข้าหยางอี้ยินดีที่จะรับคำชี้แนะจากท่าน!”หยางอี้ตอบออกไปอย่างสุภาพ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่ยโหลวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะมองไปยังหยางอี้
“อืม....หากเ้ายังมีสิ่งอื่นต้องทำก็จงไปทำเสียก่อน หลังจากนั้นค่อยมาหาข้ายังมิสายเพียงแต่สำนักของข้านั้นจะเปิดรับศิษย์ใหม่ในอีก 6 เดือนข้างหน้าหากเ้ามามิทันต้องรอไปอีกหนึ่งปีและข้าจะรอเ้าเพียงอีก6 เดือนเท่านั้นเข้าใจหรือไม่?“
“ ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณผู้าุโ “
“ ฮ่าๆ เื่เล็กน้อย สำหรับข้าการจะได้มีศิษย์มากความสามารถนั้นถือเป็เื่ดีเอาล่ะข้าคงต้องรีบไป...เื่นี้มิใช่ง่ายๆแล้ว เ้าทั้งสองจงระวังให้ดีเื่นี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับมารสังหารฟ้าข้าต้องรีบกลับไปตรวจสอบอย่างละเอียด!"เหล่ยโหลวหันมาพูดกับเสี่ยวทันหลางและเฟยหลงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อได้ยินทั้งก็สองเข้าใจได้ทันทีเหตุใดเหล่ยโหลวจึงให้ยายื้อชีวิตเจี่ยฮงไว้ใบหน้าของทั้งสองกลายเป็เคร่งเครียดขึ้นมาเช่นกัน มารสังหารฟ้า!ตำนานนี้มิใช่เื่ล้อเล่น ส่วนหยางอี้นั้นเมื่อได้ยินก็ไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาคุยกันเด็กหนุ่มที่พึ่งออกจากเมืองบ้านเกิดอันห่างไกลมาไม่นานจะไปรู้จักนามนี้ได้อย่างไร?
เมื่อกล่าวลากันเสร็จเหล่วโหลวก็หิ้วเจี่ยฮงด้วยมือข้างหนึ่งและก่อนจะจากไปชายชราได้โยนหยกชิ้นหนึ่งมาให้หยางอี้และบอกว่าให้ใช้มันเมื่อไปถึงเมืองหลวงจากนั้นเขาก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปอย่างรวดเร็ว
ฉากนี้ทำให้ทั้งหยางอี้และเหล่าผู้ที่สังเกตการณ์ตกตะลึงอย่างมากชายชราผู้นี้แน่นอนต้องมีลมปราณระดับ์เป็อย่างน้อย!ตัวตนนี้มีเพียงระดับผู้าุโของสำนักใหญ่เท่านั้น!
“ ฮี่ๆ เ้าหนูเ้านี่โชคดียิ่งนักที่ท่านาุโจะรับเ้าเป็ศิษย์โอกาสนี้มิได้หาได้ง่ายๆ เ้าอย่าไปคิดเื่สาวน้อยทั้งสองให้มากนักเลย ”เฟยหลงกล่าวออกมาอย่างยิ้มแย้ม
ได้ยินดังนั้นหยางอี้ได้แต่ยิ้มเขินเมื่อถูกมองออกก่อนจะถามออกไป
“ท่านลุงผู้าุโเหล่ยโหลวนั้นคือ ? ”
“อ่า...ท่านคือ 1 ใน 3 ผู้าุโสูงสุดของสำนักวิหาร์ 1 ใน 4 สำนักใหญ่ของอาณาจักรเมฆาหวนเราส่วนระดับพลังนั้นข้ามิมั่นใจแต่เมื่อสิบปีก่อนคือ ขั้นสูงสุดระดับ์! ”เสี่ยวทันหลางกล่าวออกมาอย่างช้าๆ
เมื่อได้ยินหยางอี้กลายเป็สั่นไปทั้งตัวและหัวใจที่เต้นระรัวทันทีตัวตนของเหล่ยโหลวนั้นสูงส่งเกินกว่าที่เขาคิดไว้มากหลังจากสงบอารมณ์ลงมันอยากจะถามออกไปเหลือเกินว่าเสี่ยวทันหลางมีสัมพันธ์อันใดกับเหล่ยโหลว
เ้าเมืองพยัคฆ์เมฆาแห่งนี้นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ!หยางอี้ตัดสินใจแล้วว่าหลังออกจากป่าดับดาราเขาจะเข้าร่วมการทดสอบของสำนักวิหาร์! หนึ่งเป็เพราะโชคของเขาที่ได้รับความชื่นชมจากเหล่ยโหลวและสองเพื่อสืบหาความจริงของตระกูลเจียง
หลังจากพูดคุยกันไม่นานเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงก็วิ่งเข้ามาทั้งสองต่างเข้าไปกอดบิดาของตนด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นว่าปลอดภัยก็กลับกลายมาเป็ปลิงติดหนึบที่แขนทั้งสองข้างของหยางอี้แทน
หลังจากนั้นหยางอี้ได้ทำการบ่มเพาะพลังปราณในมิติพิเศษซึ่งใช้เวลา 10วันเพื่อยกระดับเข้าไปสู่ลมปราณก่อกำเนิดระดับสูงและด้วยประสบการณ์การต่อสู้กับเจี่ยฮงการใช้พลังปราณอย่างเต็มที่ ทำให้เขามีความเข้าใจในปราณธรรมชาติมากขึ้นรวมกับความสามารถของมุกมิติราชันย์ตอนนี้
เมื่อหยางอี้มาถึงระดับ 8 ของลมปราณก่อกำเนิดแล้วหลังออกจากการบ่มเพาะพลังปราณเขาก็ตัดสินใจล่ำลาทุกคนเพื่อออกเดินทางสู่ป่าดับดาราทันที
ทางด้านเพ่ยเพ่ยกับเสี่ยวปิงเมื่อรู้ว่าหยางอี้จะเข้าร่วมสำนักวิหาร์ก็ดีใจกันอย่างมากทุกคนใช้เวลายามค่ำคืนเลี้ยงส่งหยางอี้กันอย่างมีความสุขและเมื่อถึงรุ่งเช้าวันต่อมาเด็กหนุ่มอายุ15 ปีก็ก้าวออกจากเมืองพยัคฆ์เมฆาเพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไป