“นี่..เป็อะไร ฉันเห็นมองดูตาไม่กระพริบั้แ่เมื่อกี้แล้ว” แต้วเอ่ยถามชวนคุยขึ้นต่อ
“ผมก็แค้อยากจะดูว่านักผจญภัยเก่งๆเขาสู้กันยังไง มันไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่จะได้มาเห็นกับตาตัวเองแบบนี้” เต้ตอบ
“ใช่หรอ..ฉันว่าคุณก็เก่งนะ ในอนาคตคนต้องเก่งกว่าพวกเขาแน่ๆ” แต้วเอ่ย
เต้หัวเราะ “ถ้าอยากจะปลอบใจผม ให้เงินผมจะดีกว่านะ” เต้หัวเราะตอบ
“อะไรก็เงินๆๆ เงินอีกแล้ว” แต้วเอ่ยโวย
“ก็ผมจน” เต้หัวเราะตอบแบบเดิม
ทางด้านนัดที่แอบสังเกตอยู่ห่างๆก็ได้แต่นึกคิดสงสัยใจกับตัวเองว่าระหว่างหลายอาทิตย์ที่ผ่านมานี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ยังมีการพูดคุยที่ดูจะสนิทสนมระหว่างเต้และแต้วนั่นอีก
“ดูเหมือนว่าจะจบแล้ว” เต้เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่านักผจญภัยทั้งสามคนสามารถที่จะจัดการกับก็อบลินร่างใหญ่จนล้มตึงลงได้แล้ว ในใจก็เฝ้าคิดถามตัวเอง.."ถ้าเราสู้เสี่ยงตายกับมันจริงๆแบบไม่สนอะไรเลย…เราจะล้มมันได้หรือเปล่า?"
เหมือนกับว่าแต้วที่เฝ้ามองดูท่าทีของเต้อยู่จะรู้ว่าในใจลึกๆของเต้กำลังคิดอะไร “ฉันว่าคุณก็ทำได้ ถ้าไม่ต้องคอยห่วงพวงเกี่ยวกับฉันน่ะนะ ก่อนที่จะหนีมา คุณยังเสียบหอกใส่มันจนเืมันไหลออกมาตั้งเยอะเลยไม่ใช่หรอ?…ไม่อย่างนั้นมันคงไม่โกรธขนาดนั้นหรอก” แต้วเอ่ย
“สู้ได้กับผีน่ะสิ กล้ามมันแข็งยังกับหิน รอดมาได้นี่ก็บุญโขแล้ว อีกอย่างตอนนี้มีคนมารับ่ต่อดูแลคุณแล้ว ผมจะได้สบายสักที” เต้รีบเอ่ยกลบเกลื่อน
“เป็ภาระมากเลยสิ..ฉันน่ะ” แต้วเอ่ย
“ก็..ไม่น้อยนะ เลือกกินทั้งที่หาอาหารกินเองก็ไม่เป็ ขี้ใก็ไม่มีใครเกิน แต่ก็เอาเถอะ สุดท้ายพวกเราก็ผ่านมันมาได้” เต้เอ่ยทีเล่นทีจริง
ส่งสายตามองค้อนใส่เต้อยู่นาน แต้วก็เปิดปากเอ่ยขึ้น “แล้วที่ฉันช่วยจุดไฟ ช่วยต้มน้ำล่ะ ไม่มีดีเลยหรอไง”
ส่งเสียงร้อง "อ้อ" เหมือนกับว่าพึ่งจะนึกได้ออกมาครั้งหนึ่ง จากนั้นเต้ก็เอ่ยต่อ “ก็มีประโยชน์ตรงเป็ไฟแช็คนี่ล่ะ”
ยังไม่ทันที่แต้วจะได้เอ่ยโวยอะไรออกมาต่อ เสียงบ่นของกลุ่มนักผจญภัยระดับ A ซึ่งพึ่งจะจัดการกับก็อบลินร่างั์เสร็จก็ดังแว่วเข้ามา
“แบบนี้มือใหม่รับมือได้ก็แปลกเกินไปแล้ว ขนาดพวกเราสามคนช่วยกันยังใช้เวลาตั้งนานกว่าที่จะเอาลง” คิดเอ่ยขึ้น
“ก็นั่นสินะ ร่างกายมันก็แข็งอย่างกับเหล็กมีชีวิต…แรงแมร่งก็เยอะ ต่อให้เป็นักผจญภัยระดับ B ทั้งทีมก็คงต้องเกิดความสูญเสียแหละ” นพพูดแสดงความเห็นออกมา
“กูว่าต่อให้เป็พวกเราก็เถอะ ถ้าต้องสู้กับมันแบบหนึ่งต่อหนึ่งก็คงมีเจ็บกันบ้างแหละ” บอลบอก
พอทั้งสามเดินกลับมาถึงจุดที่แต้วยืนมองค้อนใส่เต้อยู่…ทั้งสามก็หยุดชะงักไปพักหนึ่ง จากนั้นคิดก็เป็ตัวแทนเอ่ยขึ้น “สวัสดีครับคุณแต้ว….พวกผมไม่ได้มาสายเกินไปใช่ไหมครับ”
ได้ยินอย่างนั้นแต้วก็หันมามองยังนักผจญภัยระดับ A ทั้งสามด้วยสายตาที่ยังขุ่นมัว หากแต่เพียงพริบตาเดียว ดวงตาคู่งามของแต้วก็กลับมาเป็ปกติ ในใจก็นึกคิด “ถ้านี่ไม่เรียกว่าสาย แล้วแบบไหนจะเรียกว่าสายกัน?” ถึงแม้ในใจจะคิดอย่างนั้นหากแต่บนใบหน้ากลับปั้นรอยยิ้มขึ้น “มาได้จังหวะพอดีเลยค่ะ”
ทั้งสามได้ยินอย่างนั้นก็ต่างพากันส่งเสียงหัวเราะอย่างเป็กันเองออกมา “คุณแต้ว..ถ้าครั้งหน้าอยากจะเข้ามาผจญภัยในเกทอีก เรียกใช้บริการพวกผมได้เลยนะครับ..รับรองว่าปลอดภัย”
แอบแค่นเสียงออกมาอยู่กับตัวเองในใจครั้งหนึ่ง แต้วก็ตอบกลับไป “ค่ะ” หากแต่ภายในใจกลับครุ่นคิด “ก่อนที่จะเข้ามาในเกทครั้งนี้ ฉันก็ยื่นเื่เสนอคำร้องให้กับสำนักงานนักผจญภัยแล้วไม่ใช่หรือยังไง? ตอนนั้นก็ไม่เห็นจะมีใครรับงานเลยนี่ ทีนี้ล่ะทำมาเป็พูด ไอ้พวกหน้าไหว้หลังหลอก” คิดกับตัวเองได้อย่างนั้น แต้วอดที่จะหันกลับไปมองยังเต้ไม่ได้ ใน่เวลาหลายอาทิตย์ที่อยู่ด้วยกัน ทำให้แต้วนั้นได้เรียนรู้แล้วเข้าใจถึงนิสัยใจคอของเต้ขึ้นมาไม่น้อยเลย และสิ่งหนึ่งที่แต้วมั่นใจก็คือเต้นั้นเป็คนที่รักษาคำพูด
เดินตามติดขบวนคาราวานของนักผจญภัยมือดีที่ห้อมล้อมคุ้มครองแต้วเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่เกทอยู่นานหลายชั่วโมง สุดท้ายแล้วเมื่อสามารถมองเห็นเกทซึ่งเป็ประตูมิติที่จะนำพาทั้งหมดกลับสู่โลกภายนอกอยู่ที่สุดท้ายตา แต้วก็หันกลับมามองยังเต้ซึ่งไม่ได้ถูกให้ความสนใจเท่าไรนัก
เห็นว่าแต้วดูเหมือนอยากจะพูดอะไรกับตน เต้ก็เปิดปากเอ่ยขึ้นมาก่อน “อย่าลืมเงินของผม”
ได้ยินอย่างนั้นแต้วก็หมดอารมณ์ในทันที พ่นลมหายใจออกมาครั้งหนึ่งจากนั้นแต้วจึงสะบัดหน้ากลับไปอย่างไม่สบอารมณ์
หลังจากเดินทางอยู่ครึ่งค่อนวัน ทั้งหมดก็สามารถที่จะเข้าสู่เกทเพื่อเดินทางกลับออกสู่โลกภายนอกได้สำเร็จ เมื่อออกมาสู่โลกภายนอก เต้ก็สังเกตเห็นว่าที่ด้านนอกของเกทนั้นดูวุ่นวาย จากที่มีเพียงเ้าหน้าที่ไม่กี่คนคอยดูแล ตอนนี้ก็กลับคับคั่งไปด้วยผู้คน “นักข่าว?”
ถอนหายใจออกมากับตัวเองครั้งหนึ่ง เมื่อหันมองไปยังแต้วที่ถูกห้อมล้อมไว้ทั้งซ้ายขวา เต้ที่ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างก็เก็บคำพูดของตัวเองไว้ “ดูแล้วยัยนั่นก็ไม่เหมือนกับคนที่ไม่รักษาคำพูด..แต่ก็เอาเถอะ ยังไงเงินสองล้านที่ตกลงกันก็เป็แค่ผลพลอยได้..ถึงไม่มีข้อตกลงพวกนั้นเราก็จะยังตัดสินใจช่วยอยู่ดี..” สรุปกับตัวเองได้อย่างนั้นเต้ก็หันหลังเพื่อเตรียมจะเดินทางไปเอาข้าวของซึ่งตนฝากเ้าหน้าที่เอาไว้ก่อนจะเข้าสู่เกท
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่หลังจากที่แต้วถูกรุมล้อมสอบถามโดยกลุ่มนักข่าวมากมาย กลุ่มบอดี้การ์ดที่ถูกเ้าสัวพิสิทธิ์จ้างวานมาก็รีบเข้ามากันตัวของแต้วออกไป “ถามพอเป็พิธีกันนะครับ คุณแต้วพึ่งจะออกมาจากเกท ตอนนี้คงอยู่ในอาการเหนื่อยอ่อน..หวังว่าพี่ๆนักข่าวจะเข้าใจ” หนึ่งในบอดี้การ์ดร่างใหญ่ะโร้องบอก
พาแต้วแหวกฝูงชนออกมาหาเ้าสัวพิสิทธิ์ที่มารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อพบว่าผู้เป็ลูกสาวสุดที่รักสามารถมีชีวิตรอดออกมาจากเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นได้ เ้าสัวพิสิทธิ์ก็เกิดความรู้สึกเสมือนกับว่าได้ของสุดรักที่คิดว่าสูญเสียไปแล้วกลับคืนมาอย่างไงอย่างงั้น “แต้ว..โอย ขวัญเอ้ยขวัญมานะลูก..เป็อะไรหรือเปล่าลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เ้าสัวพิสิทธิ์เอ่ยขณะที่โผเข้ามาโอบกอดผู้เป็ลูกสาวอย่างรู้สึกรักใคร่
“แต้วไม่ได้เป็อะไร ป๊า” แต้วเอ่ยตอบ
“ไม่เอาแล้วนะลูก พอแล้ว ไอ้การเป็นักผจญภัยอะไรนั่น ป๊าไม่ให้แต้วเป็แล้ว มันเสี่ยง พวกเรามีเงิน มีทุกอย่าง แต้วอยากจะได้อะไร ป๊าจะหามาให้หมดเลย แต่ไม่เอาแบบนี้แล้วนะ” เ้าสัวพิสิทธิ์เอ่ย
“แต้วไม่ได้เป็อะไรสักหน่อย…ป๊าปล่อยก่อน เสื้อผ้าแต้วก็ใส่ชุดเดิมมาตั้งหลายอาทิตย์ เหม็นออก…ตอนนี้แต้วต้องไปจัดการธุระอะไรบางอย่างก่อน” แต้วเอ่ย
“ธุระอะไรอีกล่ะลูก?” เ้าสัวพิสิทธิ์เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
เดี๋ยวแต้วจะกลับเข้าไปเอาของที่ฝากไว้กับเ้าหน้าที่เขาก่อน
“นี่ไงลูก ของแต้วอยู่นี่ ป๊าเอามาแล้ว” เ้าสัวพิสิทธิ์รีบเอ่ยพร้อมกับที่หันไปกวักมือเรียกลูกน้องให้นำข้าวของที่แต้วทิ้งไว้กลับมาให้
ยื่นมือออกไปหยิบรับเอากระเป๋าของตัวเองและควานหาโทรศัพทมือถือที่อยู่ภายในเสร็จ เมื่อตรวจเช็คว่าโทรศัพท์ของตนเองยังสามารถใช้การได้อยู่ แต้วก็รีบเอ่ยกับเ้าสัวพิสิทธิ์ผู้เป็พ่อ “เดี๋ยวแต้วมานะ”
ยังไม่ทันที่จะได้รอคำตอบจากผู้เป็พ่อ แต้วก็วิ่งออกไปในทันที
“นี่คุณ” แต้วเอ่ยเรียกเมื่อเห็นเงาหลังของเต้ซึ่งกำลังหันหลังจัดการกับข้าวของอยู่
“??” เต้ซึ่งได้ยินถึงเสียงใส่ที่ฟังดูคุ้นเคยหันกลับมา “อ้าวยังไม่ไปอีกหรอคุณ”
“จะไปได้ยังไง..ก็ฉันยังไม่จ่ายเงินค่าจ้างตามที่สัญญาให้กับคุณเลย” แต้วเอ่ย
เต้ได้ยินอย่างนั้นก็คลี่ยิ้มออกในทันที
เห็นถึงรอยยิ้มของเต้ แต้วก็เกิดความรู้สึกไม่ชอบใจขึ้น “เลขบัญชีมาสิ” แต้วเอ่ยเสียงแข็ง
ส่งเสียงหัวเราะแห่งความยินดีออกมาครั้งหนึ่ง เต้ก็รีบเอ่ยขึ้น “แปบๆ เดี๋ยวผมหาก่อน…..เอ่อ 576xxxx ธนาคารกสิกร” เต้เอ่ยบอก
“นายวราวุฒิ…ใช่หรือเปล่า?” แต้วเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ๆ” เต้รีบตอบ
“มันโอนผ่านโมบายแบงค์กิ้งได้แค่ ล้านเดียว เดี๋ยวกลับไปแล้วฉันจะจัดการที่เหลือให้” แต้วเอ่ย
“โอเค ผมเข้าใจ” เต้ตอบ
“แค่นี้?” แต้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แอบแฝงไปด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าเต้ยังคงมองมาที่ตนอย่างไม่ได้แสดงออกอะไรเป็พิเศษ แต้วก็มองค้อนใส่จากนั้นจึงหันหลังหมุนตัวกลับ
“เดี๋ยว..” เต้เอ่ย
แต้วได้ยินอย่างนั้นก็หันหลังกลับมา หากแต่ยังคงมองเต้ด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความขุ่นเคืองใจ
“ผมว่า คุณน่ะ อย่าเข้าไปในเกทอีกเลย….มันอันตราย คุณเองก็มีพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว มันไม่มีความจำเป็ที่จะต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเลย” เต้เอ่ยอย่างรู้สึกเป็ห่วง
แต้วที่ััได้ถึงความจริงจังและสายตาซึ่งแสดงออกถึงความเห็นห่วงที่ส่งผ่านมาจากเต้ก็คลี่ยิ้มขึ้น “ก็ถ้ากลัวฉันจะเป็อะไรไปจริง คุณก็ตามมาดูแลฉันสิ” แต้วเอ่ยอย่างทีเล่นทีจริงจากนั้นจึงหมุนตัวจากไป ปล่อยให้เต้ได้แต่ยืนมึนงงกับคำพูดของตนอยู่อย่างนั้น
“หรือเราจะตกถังข้าวสารซ้ำสอง?” เต้ได้แต่แอบนึกสงสัยออกมากับตัวเอง
ตรวจเช็คยอดเงินที่ถูกโอนเข้ามาในบัญชีของตนกว่าหนึ่งล้านบาทเสร็จแล้ว เต้ก็หันหลังกลับมาจัดข้าวของต่อ
“คุณเต้ครับ..เผชิญว่าทางเราอยากจะสอบถามเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นภายในเกทน่ะครับ รบกวนขอความร่วมมือด้วยครับ” เ้าหน้าที่ของทางกิลเข้ามาเอ่ยบอกกับเต้
“ออได้ครับ” เต้เอ่ยตอบ
ในขณะเดียวกันที่เต้ถูกเ้าหน้าที่ของทางรัฐบาลเข้ามาขอความร่วมมือ แต้วซึ่งพึ่งจะกลับมาหาเ้าสัวพิสิทธิ์ผู้เป็พ่อก็ถูกเ้าหน้าที่ของทางรัฐบาลเข้ามาขอความร่วมมือเช่นเดียวกัน หากแต่คำตอบที่เ้าหน้าที่ของทางรัฐบาลได้รับกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง “จะมาขอความร่วมมือบ้าอะไรกันตอนนี้ ไม่คิดบ้างหรือยังไงว่าลูกสาวของผมกำลังเหนื่อยอ่อนน่ะ ถ้าจะมาถามอะไรก็รอวันหลังนู่น ไม่รู้เื่อะไรเลยจริงๆ พอขอให้จัดทีมช่วยเหลือส่งเข้าไปล่ะช้านัก พอทีนี้จะมาขอความร่วมมือ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน” เ้าสัวพิสิทธิ์ส่ายศีรษะเอ่ยอย่างไม่ไว้หน้าเ้าหน้าที่จากทางรัฐบาล