บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    ไม่มีสัจจะในหมู่ออร์ค

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXไม่มีสัจจะในหมู่ออร์ค







         ร่างสูงสวมเกราะหนาทมิฬวิ่งตัดอากาศด้วยความเร็วสูง พร้อมกับผ้าคลุมสีแดงเลือดโบกสะบัดตามแรงลม ท่อนแขนขวาสวมเกราะพลันสะบัดขึ้นปัดไม้ตะบองของออร์คตรงหน้าที่ฟาดลงมาให้เบี่ยงออกด้านข้าง ก่อนจะชกหมัดซ้ายแกร่งเข้าข้างชายโครงของอสูรกายยักษ์เต็มแรง

         "ฮว๊าก!"

         เสียงร้องอันแสนเจ็บปวดของออร์คดังระงม ก่อนที่ร่างใหญ่โตสูง 4 เมตรจะเซถลาล้มลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้น แต่ผมก็ไม่สนใจขยับเท้าอย่างต่อเนื่องพุ่งเข้าใส่ออร์คตัวถัดไป

         "โฮก!"

         ออร์คที่บาดเจ็บร้องคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม้ตะบองในมือของมันถูกง้างขึ้นสูงก่อนจะฟาดลงมา แต่ผมก็สามารถเบี่ยงตัวหลบได้ก่อนที่ไม้ตะบองจะถึงตัว แล้วทำการต่อยใส่ข้อศอกของมันสุดแรง

         กร๊อบ!

         เสียงกระดูกข้อศอกหักแทงทะลุผิวหนังดังลั่น โดยไม่รอให้มันทันได้กรีดร้อง ผมก็ได้ทำการจับแขนข้างนั้นแล้วทุ่มร่างของมันลงบนพื้นจนแตกร้าว ตามด้วยการคว้าไม้ตะบองขึ้นมาถือ แล้วกระโดดบิดเอวหมุนตัวหันไปด้านหลังฟาดไม้ตะบองใส่ออร์คอีกตัวสุดแรง

         "ย้าก!!!"

         ท่อนไม้หนาฟาดใส่ใบหน้าของออร์คตัวนั้น ด้วยพละกำลังอันมหาศาลบวกกับตะบองไม้ในมือ ส่งให้ลำคอหนาถึงกับหมุนผิดรูปผิดร่าง พร้อมกับไม้ตะบองในมือของผมได้แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เหลืออยู่เพียงด้ามจับเท่านั้น

         ผมจัดการโยนก้อนไม้ไร้ประโยชน์ทิ้งไป ก่อนจะวิ่งทะยานไปยังออร์คตัวถัดไป เมื่อออร์คตัวนั้นเห็นว่าผมกำลังวิ่งเข้ามาก็ทำการฟาดไม้ตะบองดักหน้าไว้

         แต่ก่อนที่ไม้ตะบองจะทันได้ฟาดโดน ผมก็ได้ทำการทิ้งตัวสไลด์ไปกับพื้นลอดใต้ระหว่างขาของมัน พร้อมกับมือขวาได้คว้าจับข้อเท้าของมันกระชากขึ้นสุดแรง ส่งให้ร่างสูงถึง 4 เมตรต้องล้มหน้าคะมำลงไปกับพื้น

         ร่างสวมเกราะหนาทมิฬยันกายลุกขึ้นพลางจับข้อเท้าของออร์คด้วยสองมือแน่น ก่อนที่ผมจะกระชากตัวของมันแล้วทำการเหวี่ยงออร์คตัวนั้นโยนใส่เพื่อนอีกตัวที่กำลังวิ่งเข้ามา ส่งให้เจ้ายักษ์ทั้ง 2 ตัวต้องล้มกลิ้งไปกับพื้น

         ทันใดนั้นประสาทสัมผัสพลันร้องเตือนขึ้น ผมจึงกระโดดกลิ้งตัวไปด้านข้างหลบรอดไม้ตะบองที่ถูกโยนมาจากออร์คตัวหนึ่งทางด้านหลังได้อย่างหวุดหวิด ไม่รอช้าผมรีบพุ่งทะยานเข้าใส่ออร์คตัวนั้นทันที

         "โฮก!"

         ออร์คตัวนั้นคำรามออกมาด้วยความตื่นตระหนกที่เห็นร่างสวมเกราะทมิฬกำลังพุ่งเข้าใส่ มันจึงง้างแขนขวาต่อยสวนใส่สุดแรงหวังบดขยี้ผมให้ตายคามือ

         อย่าได้หวัง!

         ผมแสยะยิ้มใต้หมวกเกราะพลางก้มตัวลงต่ำหลบหมัดของออร์คตรงหน้าให้พุ่งเฉียดเหนือหัว ก่อนจะกางแขนขวาฟาดเข้ากลางลำตัว แล้วออกแรงในชั่วพริบตาทุ่มร่างสูงใหญ่ของมันให้หลังกระแทกพื้นดังสนั่น

         มือซ้ายคว้าด้ามจับดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาชักออกมาจากฝัง ก่อนจะเสือกแทงคมดาบใส่กลางลำคอของมันสุดแรง โดยปกติด้วยผิวหนังหนาของออร์คจึงยากจะใช้อาวุธธรรมดาในการสร้างบาดแผลให้แก่มัน แต่ด้วยดาบอัศวินคาไลน์นาของผมที่ถูกตีบวกแบบเต็มสูบผนวกกับพละกำลังอันล้นเหลือ เป็นผลให้ปลายดาบแทงทะลุลำคอของเจ้ายักษ์บนพื้นได้อย่างง่ายดาย

         ผมจัดการปาดคอของมันจนเป็นแผลเหวอะ หยาดเลือดสีแดงฉานพลันทะลักออกมาจากปากแผลบนคอปานก๊อกแตก ก่อนที่ผมจะหมุนตัวปาดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาให้พุ่งไปปักเข้ากลางหน้าอกของออร์คอีกตัวที่กำลังวิ่งเข้ามาโจมตี จากนั้นก็ทำการง้างหมัดต่อยอัดเข้ากลางหน้าท้องของมันสุดแรง ส่งร่างของมอนสเตอร์ยักษ์ให้กระเด็นลอยออกไปล้มกลิ้งกับพื้น

         เสร็จไปสาม เหลืออีกสี่ตัว

         "ฟู่ว..."

         ลมหายใจร้อนถูกพ่นออกมาจากปาก เกิดเป็นควันไอร้อนลอยออกมาจากช่องว่างของหมวกเกราะ เสริมสร้างภาพลักษณ์ภายนอกของผมให้ดูน่าหวั่นเกรงยิ่งขึ้น สองขาสวมเกราะหนาก้าวเดินตรงเข้าหาออร์คที่เหลือด้วยฝีเท้าหนักมั่นคง

         การกระทำนั้น ส่งผลให้ความกลัวเริ่มกัดกินจิตใจของพวกมันทีละน้อย...

         "โฮก!!!"

         ออร์คตัวหนึ่งเริ่มทนแรงกดดันไม่ไหว สติแตกวิ่งเข้าใส่ผมอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับเหวี่ยงไม้ตะบองในมือไปมาอย่างสะเปะสะปะ ผมจึงพุ่งไปข้างหน้าพลางก้มตัวลงต่ำหลบไม้ตะบองให้เฉียดข้างไหล่ 

         ผมจัดการฟาดศอกขวาอัดใส่ต้นขาของมันจนร่างใหญ่ถึงกับทรุด ตามด้วยหมัดซ้ายฮุกเข้ากลางหลังบดขยี้กระดูกสันหลังให้แตกละเอียด ตามด้วยการใช้ฝ่ามือขวาคว้าจับใบหน้าอันแสนน่าเกลียด แล้วกระชากหัวของมันลงมาให้ร่างสูง 4 เมตรต้องลงไปนอนกองบนพื้นดังสนั่น

         เท่านี้ก็เหลืออีกสาม...

         ดวงตาของหมวกเกราะพลันเปล่งแสงสว่างวาบน่าพรั่นพรึง พร้อมกับร่างของผมได้ทะยานเข้าใส่กลุ่มออร์คตรงหน้าด้วยท่าทีดุดัน ทำเอาพวกมันถึงกับแตกตื่นเผยสีหน้าหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน

         แต่แล้วพวกมันก็ได้ทำบางสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง ด้วยการที่ออร์คสองตัวต่างร่วมใจกันผลักเพื่อนหนึ่งตัวให้เซถลาเข้ามาหาผม ส่วนเจ้าสองตัวนั้นก็เริ่มใส่เกียร์หมาหนีเข้าป่าสุดชีวิต

         โคตรเลว!

         "ฮว๊าก!?"

         ออร์คที่ถูกเพื่อนทอดทิ้งถึงกับร้องโหยหวนออกมาด้วยความตื่นตระหนกปนสิ้นหวัง เมื่อไร้ทางเลือกมันจึงพุ่งสวนเข้าใส่ผมพร้อมกับฟาดไม้ตะบองในมือลงมา แทนที่จะหลบแต่ผมกลับพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมจนแทบเข้าไปหายใจรดหน้าอก ส่วนไม้ตะบองก็ฟาดโดนเพียงอากาศเท่านั้น

         "ย้าก!"

         ผมคำรามขึ้นในชั่วอึดใจ พร้อมกับต่อยหมัดขวาเสยเข้ากลางลิ้นปี่ของมันสุดแรงจนตัวลอย ผมชักหมัดขวากลับมาปล่อยให้ออร์คตัวนี้ล่วงลงไปกองกับพื้น ใบหน้าอันแสนน่าเกลียดมีน้ำลายฟูมปาก และตาเหลือกขาวโพลน ร่างใหญ่ชักกระตุกจากการถูกต่อยเข้าจุดสำคัญทำให้เกิดอาการช็อกอย่างหนัก

         ผมก้มลงไปคว้าไม้ตะบองอันใหญ่บนพื้นขึ้นมา ก่อนจะขว้างใส่ออร์ค 2 ตัวที่กำลังวิ่งหนีไปได้ไม่ไกล ไม้ตะบองหนาหมุนกลางอากาศพุ่งอัดเข้ากลางกะโหลกออร์คตัวหนึ่งจนบุบยุบ พร้อมกับดวงตาโตถึงกับหลุดออกจากเบ้า

         ร่างของมันเซถลาล้มลงไปข้างหน้า พร้อมกับฝ่ามือได้คว้าจับหนังสัตว์ที่มัดรอบเอวของออร์คอีกตัวอย่างพอดิบพอดีจนกางเกงหลุดตูด ส่งให้ร่างของมันต้องเซล้มลงไปอีกตัว

         โคตรโชคดี!

         ผมรีบคว้าโอกาสนั้นวิ่งเข้าไปหยิบไม้ตะบองบนพื้นขึ้นมา แล้วง้างขึ้นสูงหวดลงใส่ศีรษะของออร์คตัวสุดท้ายเต็มแรง ส่งให้ใบหน้าน่าเกลียดที่ยังคงสีหน้าตื่นตระหนกต้องแหลกเหลวคาพื้น ราวกับแตงโมถูกทุบ

         หมดแล้วสินะ?

         ผมพ่นลมหายใจอันเหนื่อยหอบออกมาเป็นจังหวะ พลางเดินลากไม้ตะบองตรงไปยังร่างของเจ้ายักษ์ที่นอนช็อกอยู่บนพื้น

         ถึงจะน่าสงสารที่มันถูกเพื่อนทิ้งให้กลายเป็นตัวตายตัวแทน แต่ถ้าปล่อยมอนสเตอร์แบบนี้ไปก็คงจะเป็นอันตราย ตามความจริงออร์ค 1 ตัวน่าจะต้องใช้ทหารติดอาวุธประมาณ 10 คนถึงจะจัดการได้อย่างอยู่หมัด โชคยังดีผมผู้มีพละกำลังเหนือกว่าคนปกติหลายเท่า และปฏิกิริยาตอบสนองที่ไวจึงทำให้สามารถหลบหลีกการโจมตีของมันได้ 

         ขืนตั้งรับการโจมตีของมันตรง ๆ ต่อให้เป็นผมก็อาจจะจุกได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่การคาดการณ์ แต่ก็ระวังไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย

         "ลาล่ะนะ"

         ไม้ตะบองในมือถูกเงื้อขึ้นสูง ดวงตาของหมวกเกราะพลันเปล่งแสงสว่าง ก่อนที่ผมจะหวดไม้ตะบองลงกลางศีรษะจนแหลกเหลวในทีเดียว ส่งให้โลหิตสีแดงต้องระเบิดเปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณ

         ให้ตายสิ... เหม็นกลิ่นเลือดชะมัด


    ______________________________________________________

    **หากถูกใจก็อย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจ เพื่อที่ผมจะได้มีแรงเขียนตอนต่อไปด้วยนะครับ**

    อัพเมื่อวันที่ 14/7/2563