สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_43_ปีศาจผู้พิทักษ์ ยอดฝีมือสำนักดาบสัตโลหะ

    จางสงนั้นไม่คาดคิดว่าเย่เสวียนจะไม่แยแสต่อชีวิตตนเองเช่นนี้


    เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้อยู่ในระดับหกปราณผกผันเท่านั้น แต่เมื่อเขาปลดปล่อยพลังของกระบี่เซียนเหินออกมา เรียกได้ว่าเวลานี้เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าระดับเจ็ดทะลวงปราณแล้ว


    เขาไม่กลัวว่าจะถูกพลังของกระบี่เซียนเหินฉีกเขาให้กลายเป็นชิ้น ๆ ระหว่างที่ใช้หรืออย่างไร?


    'กระบี่เซียนเหิน ควรค่าแก่การถูกจัดให้อยู่ในลำดับศาสตราเลื่องชื่อจริง ๆ พลังของมันอยู่เหนืออาวุธทั่วไปนัก' จางสงอดไม่ได้ที่จะพึมพำในใจ


    เวลานี้เขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามอย่างแท้จริงแล้ว


    เขาต้องทุ่มทุกอย่างเพื่อเอาชนะและชิงกระบี่เซียนเหินมาให้ได้


    “เฮอะ!”


    “เจ้าหนู จงตำหนิตัวเองที่ทำให้ต้องมาพบกับชะตากรรมเช่นนี้เสียเถิด!”


    “อาวุธที่ทรงพลังหาสิ่งใดเปรียบเช่นนี้ เจ้ากลับทำให้มันเป็นขยะฝุ่นเกาะชิ้นหนึ่ง”


    “วันนี้ข้าจะสังหารเจ้า และนำกระบี่เซียนเหินพร้อมกับเคล็ดวิชาไปอยู่ในที่ ๆ ควรอยู่”


    “ด้วยสมบัติทั้งสองนี้ ความแข็งแกร่งข้าจะเพิ่มพูนไปจนถึงระดับที่ข้าไม่เคยไปถึง จุดยืนของข้าในสำนักก็จะเปลี่ยนไป ชื่อเสียงในอี้เฉิงย่อมอยู่ใกล้แค่เอื้อม”


    จางสงแสยะยิ้มออกมา


    .................


    บนผืนดิน


    ในขณะที่อณูเสวียนกำลังปลดปล่อยพลังปราณที่ท้าทายสวรรค์เพื่อใช้กระบวนท่าที่สอง คลื่นกระทบฝั่งออกมานั้น


    บึมมมม!!


    พลังงานสีแดงก็เริ่มถูกสั่งสมจนหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นปราณกระบี่สีแดงที่มีความยาวสิบจั้ง


    ภายใต้เสียงคำรามของเย่เสวียน ปราณกระบี่สีแดงเข้มก็ถูกกวาดไปยังทิศทางของจางสงซึ่งอยู่บนอากาศด้วยกระบวนท่าที่สอง คลื่นกระทบฝั่ง


    ทว่าทางด้านจางสงกลับไม่ขยับเขยื้อนหลบหลีกแม้แต่น้อย


    ปราณกระบี่ยักษ์สีดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง จากนั้นมันก็ถูกเหวี่ยงเข้าปะทะกับปราณกระบี่สีแดงที่ฟันเข้ามา


    เคร้งงงงงง!!


    เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น


    ต่อหน้ากระบี่เซียนเหิน ปราณกระบี่ยักษ์สีดำถูกสะบั้นเป็นชิ้น ๆ


    ทว่าเวลาต่อมาปราณกระบี่สีแดงก็สลายไปในอากาศเช่นกัน


    “จิ๊ ๆ เจ้าหนู ข้ายอมรับว่ากระบี่ของเจ้านั้นทรงพลังมาก อีกทั้งพรสวรรค์ของเจ้ายังล้ำเลิศจริง ๆ เพียงระดับหกปราณผกผันกลับปลุกพลังของกระบี่เซียนเหินจนความสามารถของเจ้าแตะถึงระดับเจ็ดทะลวงปราณในชั่วขณะ”


    “อย่างไรก็ตาม ในสายตาของชายชราผู้นี้ มดก็เป็นเพียงแค่มดอยู่วันยังค่ำ”


    “แม้ว่าเจ้าจะรีดเค้นพลังโดยแลกกับชีวิต แต่แล้วอย่างไร?”


    “มดยังคงเป็นมด ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถโบยบินสู่ฟากฟ้าได้”


    “จากนี้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รับรู้ว่าอะไรที่เรียกว่าความแข็งแกร่ง และอะไรคือความต่างชั้น”


    จางสงแสยะยิ้มออกมาอีกครั้ง


    เขาอยู่ในระดับแปดผันแปร แน่นอนว่าโดยทั่วไปแล้วเขาสามารถบดขยี้มดเช่นนี้ได้โดยไม่ต้องเอาจริงด้วยซ้ำ


    ทว่าอีกฝ่ายกลับรอดชีวิตไปจากการโจมตีของเขาได้


    นี่มันไม่เท่ากับเป็นการตบหน้าเขาหรอกหรือ


    ไม่มีทางที่จะยอมรับได้?


    ในไม่ช้าพลังปราณรอบตัวเขาก็ถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง จากนั้นกลิ่นอายอันเย็นเฉียบที่มองไม่เห็นก็พุ่งตรงไปยังเย่เสวียนที่อยู่ด้านล่าง


    เขาต้องการจัดการปิดฉากเย่เสวียน ให้กลายเป็นศพในคราวเดียว


    แต่ฉับพลันนั้นเอง


    เขาไม่รู้ว่าตนเผชิญกับสิ่งใด ร่างกายของจางสงแข็งค้างกลางอากาศ ใบหน้าของเขาคล้ายกับหวาดกลัว ราวกับเวลานี้ได้ปรากฏยมทูตมารับตัวเขาก็ไม่ปาน


    ตึกตึก ตึกตึก!!


    หัวใจของเขาเต้นแรงโดยที่ไม่อาจควบคุม


    ทุกอณูขุมขนลุกชัน หนังศีรษะด้านชา อากาศรอบ ๆ เย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็งไปยันกระดูก


    วินาทีแห่งความเป็นตายได้ปรากฏขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เสมือนว่าชีวิตนี้ไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไป


    เขาสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งกำลังห่อหุ้มตัวเขาเอาไว้อยู่ ภายใต้แรงกดดันนี้เขาไม่แม้แต่จะสามารถกระดิกนิ้วได้ด้วยซ้ำ


    เขาเร่งค้นหาแหล่งที่มาของกลิ่นอายนี้โดยไม่รู้ตัว


    ฉับพลันนั้นเขาเห็นเงาโปร่งใสที่อยู่ด้านหลังเย่เสวียน


    เงานี้มองมายังเขาด้วยแววตาไร้ความรู้สึก


    รอบ ๆ เงาโปร่งใสนี้ อากาศกำลังบิดเบี้ยวราวกับถูกบดขยี้ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่


    “นี่...นี่มันตัวอะไร!!”


    “นี่มันจุดสูงสุดของขั้นสวรรค์กำเนิด...?”


    “ว่ากันว่าในนิกายหรือสำนักจะมีปีศาจผู้พิทักษ์ที่ปกป้องเหล่าสาวกโดยเฉพาะ หุ่นเชิดเหล่านั้นจะซ่อนอยู่ในเงามืดและจะปรากฏขึ้นเมื่อสาวกคนนั้นเผชิญกับภัยอันตรายถึงแก่ชีวิต พวกมันจะปลิดชีพศัตรูทุกคนที่เป็นภัยคุกคาม”


    “ทว่านิกายเทพกระบี่ถูกทิ้งร้างแล้วมิใช่หรือ มรดกตกทอดก็ไม่เหลือแล้ว แม้แต่เจ้านิกายคนก่อนก็ถูกสำนักดาบสัตโลหะสังหารไปแล้ว? แล้วเหตุใดจึงมี ‘ปีศาจผู้พิทักษ์’ ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้?”


    “นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่”


    จางสงรู้สึกสับสนในทันที


    ฉับพลันความตกตะลึงและหวาดกลัวได้เข้าถาโถม


    หนี!!


    มีแต่ต้องหนีเท่านั้น!!


    หากไม่หนีตอนนี้แล้วเผชิญหน้ากับตัวตนที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นสวรรค์กำเนิด เกรงว่าปีศาจผู้พิทักษ์ตนนี้คงจัดการเขาจนไม่หลงเหลือให้แม้แต่จิตวิญญาณ


    อัก!!


    เพื่อให้แน่ใจว่าจะหนีรอด เขาไม่ลังเลเลยที่จะสละแก่นเลือดอันมีค่าเพื่อใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามออกมา ก่อนจะหนีอย่างไม่คิดชีวิต


    ช่างหัวเรื่องเสียหน้าไปก่อน เวลานี้ต้องหนีเอาชีวิตรอดให้ได้เท่านั้น


    ..................


    เย่เสวียนหันไปมองยังจางสงที่จู่ๆ ก็กระอักเลือดอยู่ด้านหลังของตน กระทั่งพบกับปีศาจผู้พิทักษ์


    ความสับสนประดังเข้ามาในหัวทันที


    แต่เดิมเขาพร้อมที่จะตายอยู่แล้ว


    จู่ ๆ ปีศาจผู้พิทักษ์ตนนี้ก็ปรากฏขึ้น


    อีกทั้งปีศาจผู้พิทักษ์ตนนี้ยังอยู่ในขั้นสวรรค์กำเนิดจุดสูงสุดอีกด้วย


    มันน่ากลัวขนาดไหนน่ะหรือ?


    ต้องรู้ว่าขั้นสวรรค์กำเนิดที่อยู่ในจุดสูงสุด ต่อให้เอาขั้นต้นฝึกกายา ขั้นกลางฝึกปราณ และขั้นสูงฝึกจิต กี่คนมารุมก็ยังเอาไม่อยู่


    “เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านเจ้านิกายกังวลว่าข้าจะเจอภยันตรายระหว่างออกมาฝึกฝนภายนอก จึงส่งปีศาจผู้พิทักษ์มาคอยคุ้มกัน?”


    “มันย่อมต้องเป็นเช่นนี้แน่!!”


    เย่เสวียน พึมพำกับตนเอง


    ในเวลานี้ร่างเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง น้ำตาไหลอาบแก้ม เขารู้สึกขอบคุณต่อความเมตตาของท่านเจ้านิกายอย่างสุดซึ้ง


    ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงหากเจ้านิกายเอ่ยปากบอกให้เขาตายตอนนี้ เขาก็จะทำมันอย่างไม่ลังเล


    เวลาผ่านไป เย่เสวียน ได้ทำการฟื้นฟูรักษาร่างกาย ก่อนจะค้นหาศิษย์ฝึกหัดตามหมู่บ้านและเมืองระแวกใกล้เคียง


    จนกระทั่งเขาได้พักฟื้นจนหายดีแล้ว ก็พึมพำกับตนเอง “ได้เวลาสิ้นสุดการเดินทาง เห็นทีถึงคราวที่ข้าต้องกลับนิกายแล้ว”


    .....................


    ครึ่งเดือนต่อมา


    “ในที่สุดก็กลับมาถึงเสียที!”


    ภายใต้หมอกหนา เย่เสวียน มองไปยังประตูนิกายอันงดงาม ระหว่างเผยความสุขออกมาอย่างห้ามไม่อยู่


    ฉับพลันนั้นเอง


    นอกนิกายเทพกระบี่ ปรากฏเสียงหวีดแหลมดังขึ้นตามด้วยพายุโหมกระหน่ำ แปดทิศผสานกลมเกลียว กลิ่นอายอันน่ากลัวแผ่ขยายไปทั่ว


    สีหน้าของเย่เสวียนเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เขาเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับยอดฝีมือหลายสิบคนกำลังยืนอยู่บนอากาศ


    “ท่านเจ้าสำนัก”


    “เด็กคนนี้ไม่เพียงมีกระบี่เซียนเหิน แต่ยังมีเคล็ดวิชาที่ใช้สอดประสานกับกระบี่เซียนเหินอีกด้วย”


    แน่นอนว่าผู้ที่กำลังพูดอยู่นั้นคือจางสงที่กระอักเลือดและหนีไปอย่างน่าสมเพช