จางสงนั้นไม่คาดคิดว่าเย่เสวียนจะไม่แยแสต่อชีวิตตนเองเช่นนี้
เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้อยู่ในระดับหกปราณผกผันเท่านั้น แต่เมื่อเขาปลดปล่อยพลังของกระบี่เซียนเหินออกมา เรียกได้ว่าเวลานี้เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าระดับเจ็ดทะลวงปราณแล้ว
เขาไม่กลัวว่าจะถูกพลังของกระบี่เซียนเหินฉีกเขาให้กลายเป็นชิ้น ๆ ระหว่างที่ใช้หรืออย่างไร?
'กระบี่เซียนเหิน ควรค่าแก่การถูกจัดให้อยู่ในลำดับศาสตราเลื่องชื่อจริง ๆ พลังของมันอยู่เหนืออาวุธทั่วไปนัก' จางสงอดไม่ได้ที่จะพึมพำในใจ
เวลานี้เขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามอย่างแท้จริงแล้ว
เขาต้องทุ่มทุกอย่างเพื่อเอาชนะและชิงกระบี่เซียนเหินมาให้ได้
“เฮอะ!”
“เจ้าหนู จงตำหนิตัวเองที่ทำให้ต้องมาพบกับชะตากรรมเช่นนี้เสียเถิด!”
“อาวุธที่ทรงพลังหาสิ่งใดเปรียบเช่นนี้ เจ้ากลับทำให้มันเป็นขยะฝุ่นเกาะชิ้นหนึ่ง”
“วันนี้ข้าจะสังหารเจ้า และนำกระบี่เซียนเหินพร้อมกับเคล็ดวิชาไปอยู่ในที่ ๆ ควรอยู่”
“ด้วยสมบัติทั้งสองนี้ ความแข็งแกร่งข้าจะเพิ่มพูนไปจนถึงระดับที่ข้าไม่เคยไปถึง จุดยืนของข้าในสำนักก็จะเปลี่ยนไป ชื่อเสียงในอี้เฉิงย่อมอยู่ใกล้แค่เอื้อม”
จางสงแสยะยิ้มออกมา
.................
บนผืนดิน
ในขณะที่อณูเสวียนกำลังปลดปล่อยพลังปราณที่ท้าทายสวรรค์เพื่อใช้กระบวนท่าที่สอง คลื่นกระทบฝั่งออกมานั้น
บึมมมม!!
พลังงานสีแดงก็เริ่มถูกสั่งสมจนหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นปราณกระบี่สีแดงที่มีความยาวสิบจั้ง
ภายใต้เสียงคำรามของเย่เสวียน ปราณกระบี่สีแดงเข้มก็ถูกกวาดไปยังทิศทางของจางสงซึ่งอยู่บนอากาศด้วยกระบวนท่าที่สอง คลื่นกระทบฝั่ง
ทว่าทางด้านจางสงกลับไม่ขยับเขยื้อนหลบหลีกแม้แต่น้อย
ปราณกระบี่ยักษ์สีดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง จากนั้นมันก็ถูกเหวี่ยงเข้าปะทะกับปราณกระบี่สีแดงที่ฟันเข้ามา
เคร้งงงงงง!!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น
ต่อหน้ากระบี่เซียนเหิน ปราณกระบี่ยักษ์สีดำถูกสะบั้นเป็นชิ้น ๆ
ทว่าเวลาต่อมาปราณกระบี่สีแดงก็สลายไปในอากาศเช่นกัน
“จิ๊ ๆ เจ้าหนู ข้ายอมรับว่ากระบี่ของเจ้านั้นทรงพลังมาก อีกทั้งพรสวรรค์ของเจ้ายังล้ำเลิศจริง ๆ เพียงระดับหกปราณผกผันกลับปลุกพลังของกระบี่เซียนเหินจนความสามารถของเจ้าแตะถึงระดับเจ็ดทะลวงปราณในชั่วขณะ”
“อย่างไรก็ตาม ในสายตาของชายชราผู้นี้ มดก็เป็นเพียงแค่มดอยู่วันยังค่ำ”
“แม้ว่าเจ้าจะรีดเค้นพลังโดยแลกกับชีวิต แต่แล้วอย่างไร?”
“มดยังคงเป็นมด ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถโบยบินสู่ฟากฟ้าได้”
“จากนี้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รับรู้ว่าอะไรที่เรียกว่าความแข็งแกร่ง และอะไรคือความต่างชั้น”
จางสงแสยะยิ้มออกมาอีกครั้ง
เขาอยู่ในระดับแปดผันแปร แน่นอนว่าโดยทั่วไปแล้วเขาสามารถบดขยี้มดเช่นนี้ได้โดยไม่ต้องเอาจริงด้วยซ้ำ
ทว่าอีกฝ่ายกลับรอดชีวิตไปจากการโจมตีของเขาได้
นี่มันไม่เท่ากับเป็นการตบหน้าเขาหรอกหรือ
ไม่มีทางที่จะยอมรับได้?
ในไม่ช้าพลังปราณรอบตัวเขาก็ถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง จากนั้นกลิ่นอายอันเย็นเฉียบที่มองไม่เห็นก็พุ่งตรงไปยังเย่เสวียนที่อยู่ด้านล่าง
เขาต้องการจัดการปิดฉากเย่เสวียน ให้กลายเป็นศพในคราวเดียว
แต่ฉับพลันนั้นเอง
เขาไม่รู้ว่าตนเผชิญกับสิ่งใด ร่างกายของจางสงแข็งค้างกลางอากาศ ใบหน้าของเขาคล้ายกับหวาดกลัว ราวกับเวลานี้ได้ปรากฏยมทูตมารับตัวเขาก็ไม่ปาน
ตึกตึก ตึกตึก!!
หัวใจของเขาเต้นแรงโดยที่ไม่อาจควบคุม
ทุกอณูขุมขนลุกชัน หนังศีรษะด้านชา อากาศรอบ ๆ เย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็งไปยันกระดูก
วินาทีแห่งความเป็นตายได้ปรากฏขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เสมือนว่าชีวิตนี้ไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไป
เขาสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งกำลังห่อหุ้มตัวเขาเอาไว้อยู่ ภายใต้แรงกดดันนี้เขาไม่แม้แต่จะสามารถกระดิกนิ้วได้ด้วยซ้ำ
เขาเร่งค้นหาแหล่งที่มาของกลิ่นอายนี้โดยไม่รู้ตัว
ฉับพลันนั้นเขาเห็นเงาโปร่งใสที่อยู่ด้านหลังเย่เสวียน
เงานี้มองมายังเขาด้วยแววตาไร้ความรู้สึก
รอบ ๆ เงาโปร่งใสนี้ อากาศกำลังบิดเบี้ยวราวกับถูกบดขยี้ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่
“นี่...นี่มันตัวอะไร!!”
“นี่มันจุดสูงสุดของขั้นสวรรค์กำเนิด...?”
“ว่ากันว่าในนิกายหรือสำนักจะมีปีศาจผู้พิทักษ์ที่ปกป้องเหล่าสาวกโดยเฉพาะ หุ่นเชิดเหล่านั้นจะซ่อนอยู่ในเงามืดและจะปรากฏขึ้นเมื่อสาวกคนนั้นเผชิญกับภัยอันตรายถึงแก่ชีวิต พวกมันจะปลิดชีพศัตรูทุกคนที่เป็นภัยคุกคาม”
“ทว่านิกายเทพกระบี่ถูกทิ้งร้างแล้วมิใช่หรือ มรดกตกทอดก็ไม่เหลือแล้ว แม้แต่เจ้านิกายคนก่อนก็ถูกสำนักดาบสัตโลหะสังหารไปแล้ว? แล้วเหตุใดจึงมี ‘ปีศาจผู้พิทักษ์’ ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้?”
“นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่”
จางสงรู้สึกสับสนในทันที
ฉับพลันความตกตะลึงและหวาดกลัวได้เข้าถาโถม
หนี!!
มีแต่ต้องหนีเท่านั้น!!
หากไม่หนีตอนนี้แล้วเผชิญหน้ากับตัวตนที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นสวรรค์กำเนิด เกรงว่าปีศาจผู้พิทักษ์ตนนี้คงจัดการเขาจนไม่หลงเหลือให้แม้แต่จิตวิญญาณ
อัก!!
เพื่อให้แน่ใจว่าจะหนีรอด เขาไม่ลังเลเลยที่จะสละแก่นเลือดอันมีค่าเพื่อใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามออกมา ก่อนจะหนีอย่างไม่คิดชีวิต
ช่างหัวเรื่องเสียหน้าไปก่อน เวลานี้ต้องหนีเอาชีวิตรอดให้ได้เท่านั้น
..................
เย่เสวียนหันไปมองยังจางสงที่จู่ๆ ก็กระอักเลือดอยู่ด้านหลังของตน กระทั่งพบกับปีศาจผู้พิทักษ์
ความสับสนประดังเข้ามาในหัวทันที
แต่เดิมเขาพร้อมที่จะตายอยู่แล้ว
จู่ ๆ ปีศาจผู้พิทักษ์ตนนี้ก็ปรากฏขึ้น
อีกทั้งปีศาจผู้พิทักษ์ตนนี้ยังอยู่ในขั้นสวรรค์กำเนิดจุดสูงสุดอีกด้วย
มันน่ากลัวขนาดไหนน่ะหรือ?
ต้องรู้ว่าขั้นสวรรค์กำเนิดที่อยู่ในจุดสูงสุด ต่อให้เอาขั้นต้นฝึกกายา ขั้นกลางฝึกปราณ และขั้นสูงฝึกจิต กี่คนมารุมก็ยังเอาไม่อยู่
“เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านเจ้านิกายกังวลว่าข้าจะเจอภยันตรายระหว่างออกมาฝึกฝนภายนอก จึงส่งปีศาจผู้พิทักษ์มาคอยคุ้มกัน?”
“มันย่อมต้องเป็นเช่นนี้แน่!!”
เย่เสวียน พึมพำกับตนเอง
ในเวลานี้ร่างเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง น้ำตาไหลอาบแก้ม เขารู้สึกขอบคุณต่อความเมตตาของท่านเจ้านิกายอย่างสุดซึ้ง
ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงหากเจ้านิกายเอ่ยปากบอกให้เขาตายตอนนี้ เขาก็จะทำมันอย่างไม่ลังเล
เวลาผ่านไป เย่เสวียน ได้ทำการฟื้นฟูรักษาร่างกาย ก่อนจะค้นหาศิษย์ฝึกหัดตามหมู่บ้านและเมืองระแวกใกล้เคียง
จนกระทั่งเขาได้พักฟื้นจนหายดีแล้ว ก็พึมพำกับตนเอง “ได้เวลาสิ้นสุดการเดินทาง เห็นทีถึงคราวที่ข้าต้องกลับนิกายแล้ว”
.....................
ครึ่งเดือนต่อมา
“ในที่สุดก็กลับมาถึงเสียที!”
ภายใต้หมอกหนา เย่เสวียน มองไปยังประตูนิกายอันงดงาม ระหว่างเผยความสุขออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ฉับพลันนั้นเอง
นอกนิกายเทพกระบี่ ปรากฏเสียงหวีดแหลมดังขึ้นตามด้วยพายุโหมกระหน่ำ แปดทิศผสานกลมเกลียว กลิ่นอายอันน่ากลัวแผ่ขยายไปทั่ว
สีหน้าของเย่เสวียนเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เขาเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับยอดฝีมือหลายสิบคนกำลังยืนอยู่บนอากาศ
“ท่านเจ้าสำนัก”
“เด็กคนนี้ไม่เพียงมีกระบี่เซียนเหิน แต่ยังมีเคล็ดวิชาที่ใช้สอดประสานกับกระบี่เซียนเหินอีกด้วย”
แน่นอนว่าผู้ที่กำลังพูดอยู่นั้นคือจางสงที่กระอักเลือดและหนีไปอย่างน่าสมเพช