เมื่อยามวิกาลมาถึง หิมะได้โปรยปรายลงมาอีกครั้ง
กู่เซี่ยนจวินสิ้นสุดการฝึกวิชาขั้นสุดท้ายที่ทำเป็นกิจวัตรทุกวันและกำลังผ่อนลมปราณออกมา
นางลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินไปยังริมหน้าต่าง
“หิมะตกแล้วรึ?” นางยื่นมือออกไปรับหิมะที่เริงระบำอยู่กลางอากาศ
หิมะในเมืองฉางอันมักตกลงเพียงเบาบางเช่นนี้ ทว่าต่อเนื่องเป็นเวลานานเสมอเมื่อได้ตกลงมาคราหนึ่งย่อมตกเช่นนั้นเป็นเวลาหลายวัน จนมีหิมะปกคลุมอยู่เต็มผืนดินราวเป็นพรมสีขาวบางๆ เช่นนั้น และเมื่อแสงตะวันสาดลงมา ไม่ทันไรก็จะละลายหายไปแต่เพียงไม่นานก็จะมีหิมะตกลงมาอีกครั้ง
ในส่วนนี้ เมืองฉางอันสู้ดินแดนทางเหนือไม่ได้เลยไม้เพียงน้อย
หิมะในเมืองฉางอันเป็นเหมือนสาเกที่บ่มจนได้ที่ ยามจิบคราแรกย่อมสัมผัสถึงความหวานแสนสดชื่นแต่หากดื่มบ่อยเข้าย่อมเบื่อได้เช่นกัน
ทว่าหิมะ ณ ดินแดนทางเหนือแตกต่างออกไป หิมะของที่แห่งนั้นดั่งเหล้าขาวที่แสนร้อนแรงยามดื่มแก้วแรกย่อมแสบร้อนในลำคอ แต่เมื่อดื่มไปได้สักสามสี่แก้วก็จะรับรู้ได้ถึงความหอมละมุนของมันในภายหลัง
ดังนั้น กู่เซี่ยนจวินจึงไม่ชอบหิมะของเมืองฉางอัน และนางก็ไม่ชอบเมืองฉางอันเช่นกัน
ฉางอันเป็นเมืองที่ซับซ้อนเหลือเกิน แต่ฉางอันก็เป็นชื่อของคนที่ดีมากเช่นกันนางไม่อาจทำใจจากเขาไปได้ จึงเลือกที่จะอยู่ที่เมืองฉางอันต่อไปเพื่อเขา เพราะนางกลัวว่าหากตนจากไปด้วยนิสัยของเขา เกรงว่าต่อไปคงไม่มีโอกาสได้เจอเขาอีก
คิดเช่นนั้นไปพลาง พลางหางตาของกู่เซี่ยนจวินก็ชำเลืองไปเห็นว่า ณ ที่แห่งหนึ่งในสำนักยังมีไฟส่องสว่างอยู่
นางหันไปมองด้วยความสงสัย ที่แห่งนั้นคือหอหนังสือของสำนักเทียนหลาน
กู่เซี่ยนจวินชะงักไปชั่วขณะ คุณชายซูยังไม่หลับอีกรึ? นางคิดเช่นนั้นในใจ
นางหยิบบัตรเชิญออกมาจากอกเสื้อ ราวเพิ่งจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เป็นบัตรเชิญที่ได้รับจากชายที่มาหาวันนี้นั่นเอง
นางมองบัตรเชิญในมือ จากนั้นมองไปยังหอหนังสือซึ่งยังมีไฟส่องสว่างอยู่พลันความลังเลก็ประกายออกมาทางสีหน้า
กู่เซี่ยนจวินพอจะรู้จักงานร้อยสำนักอยู่บ้างเช่นกัน
ภายนอก อาจดูเป็นงานที่รวมทุกสำนักไว้ด้วยกัน โดยให้ทุกสำนักส่งอาจารย์ผู้ฝึกสอนรวมไปถึงลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ของตนออกมาแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดด้านการฝึกพลังแก่กัน
แน่นอนว่าถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ก่อนหน้านี้งานนี้ก็เคยสร้างประโยชน์ได้ตรงตามจุดประสงค์ของงานอยู่ช่วงหนึ่ง
ทว่าตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน หลังสำนักเทียนหลานตกต่ำลงงานนี้จึงกลายไปเป็นหน้าที่ของสำนักสิบอันดับแรก ที่ต้องผลัดกันจัดงานคนละครั้ง นับแต่นั้นเป็นต้นมางานนี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นงานที่สำนักต่างๆ ใช้ในการแข่งขัน โอ้อวดกำลัง รวมไปถึงอำนาจของตนในที่สุด...
แต่บัดนี้ งานร้อยสำนักกลับเชิญสำนักเทียนหลานที่ไม่ได้เข้าร่วมงานนี้มานับสิบปีให้ไปร่วมงานแค่นี้ก็เห็นแล้วว่างานนี้ไม่ประสงค์ดีต่อพวกเขา
เหตุนี้ กู่เซี่ยนจวินจึงไม่อยากมอบบัตรเชิญให้กับซูฉางอัน แต่หากคิดดูอีกทีบัดนี้ซูฉางอันเป็นศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของสำนักเทียนหลานหากไม่บอกเรื่องนี้กับเขาก็ดูจะไม่เหมาะสมสักเท่าไรนัก ด้วยเหตุนี้ นางจึงเอาแต่นึกลังเลมาจนถึงตอนนี้...
ในที่สุด หลังผ่านไปราวสิบนาที กู่เซี่ยนจวินก็ตัดสินใจได้แล้ว
นางก้าวขาออกไป เดินฝ่าหิมะไปหยุดอยู่หน้าหอหนังสือ
“คุณชายซู อยู่หรือเปล่า?” หลังเคาะไปที่ประตูเบาๆ นางก็ถามออกไปเช่นนั้น
“อืม” ดูเหมือนผู้ที่อยู่ในห้องกำลังจมอยู่กับการทำอะไรบางอย่างเพราะเป็นเวลาสักพักเลยทีเดียวกว่าเสียงนั้นจะตอบกลับมา
แกรก
กู่เซี่ยนจวินดันประตูเก่าๆ ของหอหนังสือออก จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านใน นางพบว่าซูฉางอันกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือตัวหนึ่งซึ่งมีเทียนวางอยู่หนึ่งเล่ม และมีตำราประเภทต่างๆ วางเรียงรายอยู่ข้างๆ
หรือคุณชายซูจะพบกับปัญหาหินระหว่างการฝึกวิชา เลยเก็บตัวอยู่แต่ในนี้เพื่อหาทางแก้ไขตลอดหลายวันที่ผ่านมา?กู่เซี่ยนจวินนึกขึ้นในใจ นางมองดูรอยคล้ำรอบดวงตาที่เกิดจากการอ่านตำราจนลืมวันลืมคืนของซูฉางอันพลางรู้สึกเจ็บปวดใจไปด้วย นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความขุ่นเคือง“คุณชายซูก็จริงๆ เลย หากเจอปัญหาระหว่างการฝึกก็ไปถามเอากับอาจารย์ชิงหลุนหรือไม่ก็ไปถามพี่ใหญ่มู่ก็ได้นี่ เหตุใดต้องเก็บตัวเพื่อหาคำตอบเองแบบนี้ด้วยหากเหนื่อยจนสุขภาพเสีย แล้วสำนักเทียนหลานจะทำเช่นไรต่อไปเล่า?”
ความห่วงใยที่อัดแน่นอยู่ในคำพูดของกู่เซี่ยนจวินทำเอาซูฉางอันซาบซึ้งขึ้นอย่างอดไม่ได้เขาเกาหัวตัวเอง พลางเอ่ยขึ้น “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องบางเรื่อง ชิงหลุนอาจไม่ช่ำชองเท่าข้าก็ได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น เพราะคิดว่าซูฉางอันพูดไปเพราะไม่อยากเสียหน้าจึงไม่ได้คิดอะไรมาก นางเพียงกลอกตามองบนใส่ซูฉางอัน แล้วพูดแดกดันขึ้น“อาจารย์ชิงหลุนเป็นนักรบแห่งดาราจักรได้ทั้งที่อายุยังน้อยด้วยความสามารถระดับนี้ เกรงว่ามีสิ่งใดยากเกินความสามารถของนางอีกหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูฉางอันก็พูดไม่ออกไปทันที แต่เพราะไม่อยากถกเรื่องนี้ให้เสียเวลาจึงกล่าวถามขึ้นแทน “เซี่ยนจวิน นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้ามาหาข้าที่นี่ มีอะไรรึเปล่า?”
“คนคุ้นเคยกันแท้ๆ หากไม่มีธุระใดก็มาหาไม่ได้เชียวหรือ?” กู่เซี่ยนจวินกลอกตาใส่ซูฉางอันอีกครั้ง แต่แม้ปากจะเอ่ยออกไปเช่นนั้นทว่าที่มือก็ยังหยิบบัตรเชิญออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นไปให้ซูฉางอันอยู่ดี
“หืม?” ซูฉางอันรับบัตรเชิญมา จากนั้นก็ก้มหน้าลงดูมันอยู่ครู่หนึ่งขณะที่ปากก็ถามด้วยความสงสัยไปด้วย “บัตรเชิญรึ? งานร้อยสำนัก?นี่มันอะไรกัน?”
กู่เซี่ยนจวินรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคนทึ่มอย่างซูฉางอันต้องไม่เคยได้ยินเรื่องงานร้อยสำนักเป็นแน่จึงกระแอมเพื่อปรับเสียง แล้วกล่าวขึ้นอย่างใจเย็น “งานร้อยสำนักเป็นงานที่สำนักในแผ่นดินต้าเว่ยจัดขึ้นทุกปีซึ่งทุกสำนักในเมืองฉางอันต้องมาเข้าร่วมด้วยทุกครั้ง อีกอย่างเพราะงานครั้งนี้จัดขึ้นในตอนที่ศิษย์เข้าศึกษาในสำนักได้ครบปีพอดีงานในครั้งนี้จึงมีการประลองเพื่อจัดอันดับปฐพีด้วย”
“อันดับปฐพี?” ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นเขายังจำการประลองในอันดับมนุษย์ที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน เดิมทีเขาไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงไร้ประโยชน์เช่นนี้อยู่แต่แรกยิ่งเป็นงานเช่นนี้ เรียกว่าเกลียดก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกนั้นเชิญเขาไปร่วมงานเช่นนี้ เกรงว่าคนพวกนั้น ซึ่งมีสำนักปาฮวงเป็นผู้นำคงไม่ยอมปล่อยให้เขาผ่านงานครั้งนี้ไปได้อย่างราบรื่นเป็นแน่เหตุนี้ เขาจึงเงยหน้าขึ้นไปมองกู่เซี่ยนจวิน แล้วกล่าวถามขึ้น “งานเลี้ยงแบบนี้จำเป็นต้องเข้าร่วมหรือ?”
หาใช่ว่าซูฉางอันกลัวแต่อย่างใดแต่คนของซือหม่าสวี่เริ่มจากการกระจายข่าวลือเรื่องที่เขาชักศึกเข้าบ้าน หวังจะทำร้ายอวี้เหิงจนคนทั้งเมืองลือไปต่างๆ นานา เมื่อเป็นเช่นนี้คนพวกนั้นต้องหาโอกาสลงมือกับเขาแน่ เหลือเพียงเวลาเท่านั้นว่าจะช้าหรือเร็วซึ่งหากเรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุดลง ซูฉางอันก็ไม่อยากสร้างเรื่องเพิ่มหรือทำให้เรื่องบานปลายยิ่งกว่าเดิม
กู่เซี่ยนจวินอ่านสีหน้าของซูฉางอันออกว่าเขาไม่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้นั่นทำให้นางรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ในที่สุดนางก็โล่งใจได้เสียที เหตุนี้กู่เซี่ยนจวินจึงรีบพูดขึ้น “ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมนักหรอก สิบปีที่ผ่านมา สำนักเทียนหลานก็ไม่เคยเข้ารวมงานนี้อยู่แล้ว”
“อืม... เช่นนั้นก็ช่าง...” ซูฉางอันพยักหน้ารับและเตรียมจะโยนบัตรเชิญไปอีกข้าง แต่ในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นตัวอักษรขนาดเล็กที่ด้านล่างของบัตรเชิญเขาหัวใจกระตุกวูบ พลันขนทั่วร่างลุกซู่ไปหมด คำพูดที่กำลังจะพ่นออกมาจากปากถูกกลืนลงคอไปอีกครั้ง
เมื่อเห็นเช่นนั้น กู่เซี่ยนจวินก็ตระหนักได้ทันทีว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่จึงรีบเดินเข้าไปหา แล้วมองดูบัตรเชิญในมือของซูฉางอันอีกครั้ง
เพราะมัวแต่คิดว่าควรจะมอบบัตรเชิญนี้แก่ซูฉางอันหรือไม่ ก่อนหน้านี้กู่เซี่ยนจวินจึงไม่ได้อ่านเนื้อหาในบัตรเชิญอย่างละเอียดเลยสักครั้ง แต่เวลานี้ดูจากท่าทางของซูฉางอันในตอนนี้ บัตรนั่นต้องมีบางอย่างที่นางคาดไม่ถึงเป็นแน่เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงรีบอ่านบัตรเชิญนั้นอย่างละเอียดอีกครั้งทันที
จนกระทั่งได้เห็นตัวอักษรขนาดเล็กด้านล่าง นางขมวดคิ้วมุ่น ปรากฏความตกตะลึงที่มากไม่ต่างไปจากซูฉางอันขึ้นทางสีหน้าทันที
เพราะในนั้นเขียนเอาไว้ดังนี้... ในงานร้อยสำนัก บุตรแห่งเทพนักรบ จิตวิญญาณแห่งต้าเว่ยหลิงเลี่ยโหว ตู้หงฉางจะท้าประลองกับบุตรแห่งเสนาบดี มู่กุยอวิ๋นเพื่อชิงอันดับหนึ่งของอันดับปฐพี
ที่เขาโยวหยุน เพราะเป็นทายาทของครึ่งเทพกู่เซี่ยนจวินที่มีร่างกายพิเศษไปจากพวกจึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิชาลบความทรงจำของวู๋ถงเหตุนี้ นางจึงรู้เรื่องที่ซูฉางอันมีโลหิตเทพอยู่ในร่างเป็นอย่างดีซูฉางอันจึงไม่ได้ปิดบังเรื่องที่ตู้หงฉางลักลอบเข้าไปในจวนอัครเสนาบดี และถูกฝังโลหิตเทพเข้าไปในร่างจนกลายร่างเป็นเทียนจ้าวต่อกู่เซี่ยนจวินด้วยเช่นกัน
“ตู้หงฉาง... ถูกโลหิตเทพครอบงำจนกลายเป็นปีศาจเทียนจ้าวและถูกท่านอวี้เหิงสังหารลงแล้วไม่ใช่หรือ?”กู่เซี่ยนจวินถามด้วยท่าทางอึ้งๆ ในวันนั้น ประชาชนนับหมื่นแสนต่างประจักษ์กับการตายของเทียนจ้าวด้วยตาของตัวเองแล้วเรื่องนี้จะเป็นเรื่องโกหกได้อย่างไรกัน แต่หากเป็นเช่นนั้น แล้วตู้หงฉางผู้นี้โผล่มาจากที่ใดกัน?
“อืม” ซูฉางอันปรากฏแววตาหนักอึ้ง เขาพยักหน้า ขณะที่ในใจก็ได้แต่สงสัยไม่ต่างกันแม้จะไม่รู้ว่าตู้หงฉางที่จู่ๆ ก็โผล่มาผู้นี้เป็นคนหรือผีกันแน่ แต่ถึงกระนั้น ซูฉางอันก็มั่นใจว่าตู้หงฉางคนนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับซือหม่าสวี่แน่นอนและหากเกี่ยวข้องกับซือหม่าสวี่ เรื่องนี้ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการข้องเกี่ยวกับเผ่าเทพได้เช่นกัน
เมื่อคิดถึงเผ่าเทพ ซูฉางอันก็ขมวดคิ้วมุ่นจนกลายเป็นปม
เขารู้เรื่องเกี่ยวกับเผ่าเทพเพียงไม่มาก กล่าวคือมีความรู้เพียงคร่าวๆเท่านั้น... การที่พวกมันจะฟื้นคืนชีพได้ จำเป็นต้องมีสิ่งมีชีวิตเป็นที่พึ่งพิงและดูเหมือนพวกมันจะตั้งคุณสมบัติของผู้ที่จะพึ่งพิงเอาไว้สูงไม่เบา เหตุนี้ยิ่งเทพที่ต้องการฟื้นคืนชีพมีความแข็งแกร่งมากเท่าไรสิ่งมีชีวิตที่พวกมันจะเข้าพักพิงก็ต้องเก่งกาจและมีความสามารถมากขึ้นไปด้วยเหตุนี้ มั่วทิงอวี่จึงถูกผู้รับใช้เทพลอบโจมตีและแอบฝังโลหิตเทพแท้เอาไว้ในดาบระหว่างเดินทางไปที่ดินแดนทางเหนือนั่นเอง
แน่นอนว่าตู้หงฉางที่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของอันดับมนุษย์ในพิธีหลอมดาว ทั้งยังเป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นย่อมมีความสามารถและพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมจนไม่อาจพรรณนาอยู่แล้วแต่ในเมืองฉางอันซึ่งเป็นศูนย์รวมยอดอัจฉริยะเช่นนี้ การหาคนที่มีพรสวรรค์พอๆ กับตู้หงฉางหาใช่เรื่องยากไม่ยกตัวอย่างเช่นสำนักสิบอันดับต้นของเมืองฉางอัน ลำพังแค่ศิษย์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าศึกษาก็มีคนที่เก่งไม่ด้อยไปกว่าตู้หงฉางอยู่นับไม่ถ้วน
หากเป็นเช่นนั้น ย่อมหมายความว่าซือหม่าสวี่มีโลหิตเทพมากพอที่จะเรียกเทพที่ชั่วช้าเฉกเช่นเทียนจ้าวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อใดก็ได้เช่นนั้นสินะ?
แต่หลังอวี้เหิงจากไป เมืองฉางอันแห่งนี้ คงจะเหลือเพียงองค์จักรพรรดิผู้สูงส่งเท่านั้นที่สามารถต่อต้านครึ่งเทพได้
แต่หากไตร่ตรองดูอีกทีหากเผ่าเทพสามารถฟื้นคืนชีพให้เทพแท้และครึ่งเทพได้อย่างง่ายดายเช่นนั้นจริงๆ แค่คืนชีพให้ครึ่งเทพที่แข็งแกร่งพอๆกับเทียนจ้าวสักสิบคน เพียงเท่านั้น ต่อให้จับเผ่ามนุษย์ เผ่าหมานและเผ่าปีศาจมามัดรวมกันก็สู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วแบบนี้ เหตุใดพวกเขายังต้องคอยหลบๆซ่อนๆ อยู่เช่นนี้ด้วย?
เรื่องนี้ ต้องมีอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยรู้ คอยควบคุมการขยายอำนาจของเผ่าเทพอยู่ไม่ผิดแน่
แน่นอนว่าด้วยพลังที่เขามีในตอนนี้ ต่อให้รู้เรื่องเหล่านั้นไปก็คงไร้ประโยชน์อยู่ดีสิ่งที่เขากำลังกลัดกลุ้มอยู่ก็คือ ตู้หงฉางในตอนนี้เป็นใครกันแน่? ที่เขาท้าประลองกับมู่กุยอวิ๋นเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?
“ตอนนี้มู่กุยอวิ๋นอยู่ที่ไหน? เรื่องนี้ไม่ปกติ จะปล่อยให้เขาไปร่วมงานไม่ได้!” ซูฉางอันหัวใจกระตุกวูบ เขารีบโพล่งขึ้นอย่างร้อนรน
แต่พอได้ยินดังนั้น กู่เซี่ยนจวินก็มีสีหน้าประหลาดไป
“พี่ใหญ่มู่จำเป็นต้องเข้าร่วมงานในครั้งนี้...” นางกล่าวพลางหลุบตาลงต่ำ
“ทำไมกัน?” ซูฉางอันถามอย่างไม่เข้าใจ
“เพราะเขาเป็นศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดโดยตรงของสำนักจิงหลุน แล้วเขาก็บอกข้าตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วด้วยว่ามีเรื่องสำคัญที่ต้องไปทำและต้องไปหลายวันด้วย คาดว่าเรื่องที่เขาว่าก็คือการเตรียมตัวสำหรับงานร้อยสำนักในครั้งนี้”กู่เซี่ยนจวินบอก
ซูฉางอันรู้สึกสิ้นหวังลงราวกับหัวใจของเขากำลังดิ่งลงไปในมหาสมุทรเช่นนั้น
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าซือหม่าสวี่บอกเรื่องที่ตู้หงฉางตายแล้วฟื้นกับเขาเพื่ออะไรกันแน่
เขากำลังบังคับให้ซูฉางอันเข้าร่วมงานในครั้งนี้นั่นเอง
หากเขาไม่ยอมเข้าร่วม ตู้หงฉางในตอนนี้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเผ่าเทพอย่างเห็นได้ชัดอาจทำร้ายหรือเป็นอันตรายต่อมู่กุยอวิ๋นก็ได้
แต่ครั้นจะไปร่วมงานงานนี้ก็มีแผนร้ายที่ถูกจัดเตรียมเพื่อเขาโดยเฉพาะรออยู่อีก
ทั้งที่รู้ว่านี่เป็นกับดัก แต่ซูฉางอันก็จำต้องกระโดดเข้าไปในนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
นี่ต่างหาก แผนร้ายที่แท้จริง...
หิมะด้านนอกเริ่มตกหนักขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบลมหนาวพัดเข้ามาทางซอกประตู เป่าให้เปลวเทียนที่กำลังจะไหม้จนหมดพลิ้วไหว ทอแสงกะพริบถี่ขึ้น
ทว่าในบัดนี้ ความหนาวเย็นที่บาดลึกลงไปถึงกระดูกดำซึ่งปะทุขึ้นในหัวใจของซูฉางอันกลับเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าสายลมระลอกไหน
ในที่สุดเขาก็ได้ประจักษ์ถึงความร้ายกาจของอัครเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยผู้นี้เสียที...