อี้เฉินที่นั่งสำรวจกายาของเขาอยู่หลายชั่วอึดใจ เมื่อประกายตา เห็นว่ากระดูกศักดิ์สิทธิ์ของเขาค่อยๆ วิวัฒนาการไปช้าๆ ในกรอบสายตา ประสานหลอมรวมเป็นหนึ่งกับกระดูกสันหลังอีกครา ราวกับอัญมณีบริสุทธิ์ล้ำค่า ส่องแสงพร่างพราว ปลดปล่อยกลิ่นอายของยุคสมัยเบิกฟ้า ประหนึ่งก้าวหวนคืนสู่ยุคสมัยบรรพกาล
อี้เฉิน ถอนหายใจออกมายาวด้วยความโล่งอก ไม่คิดว่ากระดูกศักดิ์สิทธิ์ของเขา จะวิวัฒนาการ ในช่วงวาระสุดท้ายของการต่อสู้ เขานึกว่าต้องเสียกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ไปแล้วเสียอีก ต้องขอบคุณองค์ชายทั้งสองที่กระตุ้นให้กระดูกศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิด วิวัฒนาการไปอีกขั้น
ทว่าเมื่ออี้เฉินนึกถึงช่วงเวลาอีกไม่ถึง3วัน มิติ หุบเหวสวรรค์ก็จะปิดตัวลง เขาหน้ามืดครึ้มขึ้นมาไม่น้อย ครั้นนึกถึงเรื่องที่ยากลำบากลำดับต่อไป ..นั้นก็คือการหลบหนีออกไปจากหุบเขาเทพสวรรค์บรรพกาล หมู่ชนภายนอก ป่านนี้คงเดือดดาลบ้าคลั่งไม่น้อยเป็นแน่ เมื่อประกายตานึกถึงช่วงเวลาที่ต้องฝ่าโทสะ ความโกรธเกรี้ยวบ้าคลั่ง ของมวลชน มันก็ทำให้แสงในตาหม่นลงไม่น้อย รู้สึกปั่นป่วนขึ้นมาในฉับพลัน
อี้เฉินเขา ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้คิดแผนการหลบหนีไว้ ครั้นเมื่อเห็นว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดอยู่อีกต่อไป เขาสร้างชุดคลุมดำ มาสวมใส่ไว้ในทันที ก่อนจะหยิบเมล็ดบัวแห่งการหวนคืน ออกมาจากแหวนมิติ ครั้นเมื่อมันปรากฏ ออกมาสู่สายตาอี้เฉิน กลิ่นอายของสมุนไพร จากเมล็ดบัวสีเขียวมรกต ลอยคละคลุ้ง ตลบอบอวลไปทั่ว ในทันที เพียงแค่สูดดมกลิ่นก็ทำให้จิตใจเคลิบเคลิ้มอย่างลืมตัว ก่อนอี้เฉินจะกล่าวคำพูดออกมาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง "ลาก่อนเจ้าใบหน้าอัปลักษณ์ของข้า ข้าคงจะคิดถึงเจ้าไม่น้อยเป็นแน่"
ฉับพลันอี้เฉินก็กลืนเมล็ดบัวแห่งการหวนคืน เข้าไปอย่างไม่ลังเล หมายมั่นจะลบล้างบาดแผลไฟไหม้จากการกลืนกินไฟเทพ ทำลายตราประทับที่ไฟเทพ ทิ้งไว้ให้กับร่างกายของเขา ร่วมๆ 2ปี อี้เฉินต้องทนอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูชมมานาน ผ่านผู้ใดก็มักจะได้ยินคำดูถูกดูแคลน ตัวเขาอยู่ตลอด ทว่ามันก็ฝึกจิตใจของเขาให้เข้มแข็งไม่น้อย อย่างไรก็ต้องขอบคุณมัน
ประกายตาส่องแสงเย็นเยียบและเฉียบคมปรากฏ ออกมาในฉับพลัน ครั้นเมื่อเมล็ดบัวแห่งการหวนคืนสำแดงผล ปราณพลังภายในทะเลความรู้ที่เคยเหือดแห้ง ไร้ชีวิตชีวา ราวกับเป็นดินแดนรกร้าง จู่ๆ ปราณพลังก็ทะลักทลายออกมาอีกคราอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งเขื่อนที่แตกซ่าน ปราณพลังที่ล้นทะลักทลาย เติมเต็มทะเลสีเลือดที่เคยเหือดแห้ง พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ราวกับมหาสมุทรที่เกรี้ยวกราด โหมซัดออกไปทั่วทะเลความรู้อย่างรุนแรง ต้นไม้ใจกลางทะเลความรู้ที่เคยมอดไหม้จนเหลือแต่ตอไม้ติดไฟคุกรุ่น ค่อยๆดับมอด แตกหน่ออ่อนแผ่กิ่งก้าน เขียวขจีขึ้นใหม่ช้าๆ ท้องฟ้าที่เคยหม่นแสงไร้ชีวิตชีวาค่อยๆ ถือกำเนิดเกิดใหม่อีกครา ประหนึ่งทะเลความรู้อี้เฉินพื้นตื่นขึ้นจากความตาย กลับกลายเป็นสีสัน
ร่างกายอี้เฉินสั่นไหวไม่หยุด ทว่าประกายตาในกรอบสายตากับเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี ครั้นเมื่อเขาสามารถขับเคลื่อนปราณพลังของเขาเองได้อีกครั้ง จุดตันเถียนทั้ง5ค่อยๆฟื้นคืน พลังมหาศาลแผ่ซ่านเอ่อล้นออกมาไม่ขาดสาย จนรอบๆ สั่นไหวไม่หยุด ขั้นพลังที่อยู่ในขั้น กษัตริย์ ระดับต้นพุ่งพรวดพราด ขึ้นไปอยู่ใน ขั้นพลัง กษัตริย์ ระดับปลายในฉับพลัน เมฆสีดำหมุนวนก่อตัวช้าๆ เหนือศีรษะอี้เฉิน หมายมั่นจะสร้างมหันตะสายฟ้าเลื่อนขั้นพลังขึ้นมา
อี้เฉินเขาถึงกับตกตะลึง ดวงตาเบิกโพลงขึ้นมาไม่น้อย "นี่ข้าจะเลื่อนขั้นพลังไปอยู่ในขั้นพลังเทวะแล้วงั้นหรือ" ฉับพลันอี้เฉิน เขาก็กดขั้นพลังของเขาไว้ในทันที ยามนี้ยังไม่เหมาะให้เขาเลื่อนขั้นพลัง ฝ่ามหันตะสายฟ้าในยามนี้เท่าใดนัก
อี้เฉินไม่คิดเมื่อเขาได้พลังกลับมา ขั้นพลังที่เขาสะสมมาตลอด2ปีจะทำให้เขาเลื่อนขั้นพลัง ไปได้ไกลถึงเพียงนี้ หากเป็นเช่นนี้การที่เขาจะไล่ตาม เหล่าอัจฉริยะผู้สูงส่ง ที่อยู่ในขั้นพลังเทวะ ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ครั้นครุ่นคิดเช่นนั้นได้ อี้เฉินก็นั่งสงบนิ่งขับเคลื่อนปราณพลัง รักษาบาดแผลทั่วกายาของเขา ต่อในทันที หมายมั่นจะใช่ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงหลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ภายนอกมิติ หุบเหวสวรรค์ ในยามนี้ เป็นอย่างที่อี้เฉินคาดคิด หมู่ชนเริ่มนั่งไม่ติดอีกต่อไป เมื่อรับรู้ว่า ชายหนุ่มอัปลักษณ์ ฆ่าสังหารองค์ชายชิงไป๋ยี่ บุรุษวัยกลางคนผู้นำราชวงศ์ชิง ชิงตี้เทียน เขาเดือดดาลเป็นโทสะ แววตาดุดันกราดเกรี้ยวไม่น้อย ทว่าเมื่อรับรู้จากปากของ องค์ชายชิงไป๋ยี่ เขาก็ต้องถอนหายใจออกมายาว ไม่คิดว่าองค์ชายใหญ่ จะปะทะกับผู้สำแดงพลังของกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ไม่แปลกที่องค์ชายชิงไป๋ยี่ จะพ่ายแพ้ไม่คิดคนผู้นี้จะโอหังถึงเพียงนี้ ถึงกับยอมแลกกับกระดูกศักดิ์สิทธิ์
เหล่า4สำนักใหญ่ที่ถูกอี้เฉินฆ่าสังหาร ถูกส่งตัวออกมาจาก มิติหุบเหวสวรรค์ กันไม่น้อย พวกเขาต่างก็เดือดดาลบ้าคลั่ง แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยอายสังหารโหมซัดอย่างรุนแรง ไม่ยอมไปไหน หมายมั่นจะลงทัณฑ์ชายหนุ่มอัปลักษณ์ ในยามนี้เสียให้ได้
หน้าทางเข้ามิติ หุบเหวสวรรค์ จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัด จากเหล่าผู้สูงศักดิ์ปลดปล่อย ปราณพลังออกมากดดันรอบทิศ อย่างไม่มีปิดบัง "ไอ้หนูโสโครก มันไม่รู้หรือว่ามันทำเรื่องใหญ่ค้ำฟ้าลงไป ถึงกับกล้าเหยียบหน้า พวกเราเหล่าสำนักใหญ่ แม้แต่เหล่าราชวงศ์ใหญ่มันก็ไม่เว้น คนผู้นี้เราจะปล่อยมันไว้ไม่ได้" หมู่ชนครั้นได้ยินต่างก็พยักหน้ารับ
ทว่าก็มีเหล่าชายชราหลายคนส่ายหัวน้อยๆ ขึ้นมา รู้สึกเสียดายศักยภาพของชายหนุ่มอัปลักษณ์ ไม่น้อย ทว่าพวกเขาจะคัดค้านอะไรได้ 4สำนักใหญ่ต่างยืนกรานเสียงแข็ง ร่วมมือกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หมายมั่นจะฆ่าสังหารมารน้อยผู้นี้ให้ได้
เหล่าผู้ที่ถูกอี้เฉินฆ่าสังหาร ถูกเตะออกมาจาก มิติ หุบเหวสวรรค์ พวกเขาต่างมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม รอเวลา3วันแทบไม่ไหว อยากจะร่นระยะเวลาเสียเดียวนี้ อยากจะเห็นใบหน้าชายหนุ่มอัปลักษณ์ จะทำท่าทางเช่นไรเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสของพวกเขา มันจะยังโอหังได้อีกหรือไม่ แม้ว่าการกระทำของมันจะรุ่งโรจน์ถึงเพียงใด ทว่าอีก3วันชื่อของมันก็จะถูกลบหาย ไร้คนจดจำวีรกรรมอีกต่อไป "ดูสิเจ้าจะทำเช่นไรเจ้า มารน้อยผู้โอหัง ข้าอยากจะเห็นเจ้าร้องครวญคราง ขอชีวิตจวนจะไม่ไหวแล้ว เมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น มันคงจะทำให้ความคับแค้นใจของข้าจางหายไปมาก"
องค์ชาย10 ชิงหยู ส่ายหัว น้อยๆ ของเขาในทันที ไม่คิดคนที่เขาพบเจอ ถูกชะตาจะมาทำเรื่อง ใหญ่ค้ำฟ้าโดยไม่หวาดกลัวต่อความตายเช่นนี้ แม้เขาจะอ่อนต่อโลกอายุไม่มาก ก็พอจะเข้าใจโลกแห่งจอมยุทธ์ อยู่บ้าง
ก่อนองค์ชายน้อย จะถอนหายใจออกมายาว รู้สึกเสียดายในตัวอี้เฉินไม่น้อย ทว่าสองฝากข้างที่องค์ชายน้อยนั่งดูชม เหมือนว่าผู้คนไม่น้อยอยากจะเห็นอี้เฉินโดนลงทัณฑ์ เต็มสองตาของพวกเขา ครั้นคิดจะไปขอร้อง ผู้นำราชวงศ์ชิง ชิงตี้เทียน ท่านน้าของเขา มันก็ต้องทำให้เขาเก็บคำพูดเหล่านั้นกลับไป เมื่อเห็นความโกรธแค้นของหมู่ชน เขาจะทำเช่นไรได้เล่า
...ไม่นานเวลาสามวันที่หมู่ชนรอคอยก็มาถึง ครั้นแสงอรุณแรกสาดส่องกระทบผืนฟ้า เข้ามาโดน มิติ หุบเหวสวรรค์ มิติ ที่แตกร้าวแหวกออกกว้างก็สั่นไหวขึ้นมาไม่หยุด ส่งระลอกคลื่นของ ห้วง มิติออกมาไม่ขาดสาย ก่อนมันจะแหวกมิติออกกว้าง ขับเคลื่อนนำพากลุ่มคนภายในมิติ หุบเหวสวรรค์ ร่วมๆ 150ชีวิตเดินฝ่าออกมา สู่โลกภายนอก กลางลานกว้างเต็มไปด้วยฝูงชน ที่เข้าไปสำรวจมิติหุบเหวสวรรค์ ค่อยๆ ทยอยเดินออกมา จากมิติที่แตกร้าว ปรากฏสู่สายตาหมู่ชน โดยรอบต่างเต็มไปด้วยความเงียบสงัด เสียงพูดคุยพลันสลายจนหมดสิ้น
หมู่ชนเองก็ต่างจับจ้องสายตา สอดส่องหาชายหนุ่มอัปลักษณ์ ประหนึ่งมองหาสิ่งล้ำค่า ทว่าเมื่อผ่านไปนานหลายชั่วอึดใจ หมู่ชนโดยรอบก็ต่างมีสีหน้าที่บูดเบี้ยว เมื่อพบว่าไม่เห็น ชายหนุ่มอัปลักษณ์ ที่หลายๆ คนหมายตา
ทว่าเมื่อเหล่าผู้อาวุโสชรา 4สำนักใหญ่เห็นว่า กลุ่มคนที่เดินออกมาจาก มิติ หุบเหวสวรรค์จนครบ ไม่มีผู้ใดออกมาอีกต่อไป พวกเขาก็ต่างมีสีหน้าที่เขียวคล้ำ ราวกับกินสิ่งปฏิกูลเข้าไป แล้วยิ่งเห็น กลุ่มคนที่ออกมาเตรียมจะแยกย้ายไปตามสำนักของตน พวกเขาไม่รอช้าพยักหน้าให้เจ้าสำนักของพวกเขาในทันที หมายมั่นจะเข้าไปแทรกแซง การทำหน้าที่ของกลุ่มคนหุบเขาเทพบรรพกาล
"พวกเจ้าหยุด ก่อนอย่าพึ่งไปไหน ตราบใดที่พวกเรายังไม่เห็นใบหน้าชายหนุ่มอัปลักษณ์ พวกเจ้าจะไปไหนไม่ได้"