“ในบ้านไม่ได้เลี้ยงแมวใช่ไหม” ป้ากวนถาม
ผมพยักหน้า “ไม่ได้เลี้ยงครับนอกจากคนแล้วก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตอย่างอื่น”
ตามธรรมเนียมของชาวจี่หนานดั้งเดิมนั้นเมื่อในบ้านมีคนแก่เสียชีวิต จะตั้งโลงศพไว้ในห้องโถงจะไม่ให้สัตว์มีขนอย่างหมาแมวและนกเข้าใกล้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดเื่ไม่ดีได้ความจริงแล้วในมุมมองของนักฟิสิกส์นั้น ขนสัตว์จะมีไฟฟ้าสถิตที่คาดไม่ถึงบางครั้งในสภาพที่บังเอิญไฟฟ้าสถิตจะกระตุ้นเส้นประสาทในร่างผู้ตายทำให้ผู้ตายเกิดการขยับร่างกาย
ป้ากวนหันหน้าไป ใช้มือขวาป้องหูขวาเงี่ยหูฟังอย่างจดจ่อ
ผ่านไปสิบกว่าวินาทีมีเสียงดังกึกดังมาจากห้องโถงอีก
“มีปัญหา” สีหน้าป้ากวนเครียดขึ้นทันที
เสียงนั้นคล้ายเสียงด้วงชนเข้ากับกระจกหน้าต่างถ้าเป็ด้วงตัวใหญ่ ห่างออกไปสิบกว่าก้าวยังได้ยินเสียงชัดเจน
ผมเลิกผ้าม่านขึ้นมองไปที่ห้องนอกจากตะเกียงพิธีที่เปลวไฟสั่นไหวแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นเคลื่อนไหว
แน่นอนว่าผมไม่เชื่อเื่ประหลาดอย่างศพลุกขึ้นมาหลอกหรือิญญาคืนสู่ร่างต่อให้ปู่ฟื้นชีวิต ก็แค่ฟื้นขึ้นชั่วคราว
“กึก กึก กึก” ดังต่อเนื่องสามที เป็การบอกให้ผมรู้ชัดเจนว่าเสียงนั้นดังมาจากภายในของโลงเย็น
“ในโลงศพนั่นแหละ” ป้ากวนพูดเบาๆ
ในลานบ้านมีเพียงเราสองคนย่อมไม่สามารถรวบรวมความกล้าได้ ดังนั้นเสียงของเราจึงลดเบาที่สุด
“ป้าคิดว่าเกิดอะไรขึ้นครับ”ผมถามเสียงเบา
“บางทีอาจจะ...ป้าเองก็ไม่รู้...เคยเจอคนที่ตายตาไม่หลับิญญาคืนสู่ร่างภายในสามคืน นั่นเพราะพวกเขายังมีเื่คาใจ ไม่ได้ระบายออกมาทันทีที่ได้ระบายออกมาหมดแล้ว เลิกเคืองแค้นแล้ว ศพจะสงบลง แต่ปู่เธอป่วยตายไม่น่าจะเกิดเื่แบบนั้น” ป้ากวนพูด
ผมกัดฟันแน่น ชี้ไปที่โลงเย็น เสียงมาจากที่นั่นมีเพียงปู่ผมนอนอยู่ในนั้น หรือว่า...หรือว่าปู่เคาะกระจกฝาโลง
ระยะห่างแค่สิบกว่าก้าวใช้เวลาสามสี่วินาทีก้าวไปถึงได้ ก้มดูว่าในโลงเย็นมีอะไรเกิดขึ้น แต่ผมกับป้ากวนเหมือนถูกผีอำแข้งขาไม่มีแรง ไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม
เสียงดังเอี๊ยดๆ ประตูหน้าบ้านถูกผลักเปิดออกเสียงหยาบกระด้างของเฒ่าซายอดนักมวยดังขึ้น “สือโถว สือโถว อยู่ไหนหรือ”
ดึกอย่างนี้ทำให้เสียงเขาดังเป็พิเศษ จนผมกับป้ากวนสะดุ้ง
ผมได้ยินเสียงดัง “เอิ้ก”จากในลำคอของป้ากวน แสดงว่าแกตื่นเต้นสุดขีด
“กึก กึก กึก กึก กึก”ในโลงเย็นมีเสียงดังต่อเนื่องห้าทีเห็นได้ชัดว่าด้วงตัวนั้นกระแทกออกไปข้างนอกแรงขึ้นเรื่อยๆ อยากพังฝาโลงหนีออกไป
“มันอยากออกมา มันอยากออกมา...”ฟันของป้ากวนเริ่มกระทบกัน
“นั่นมันอะไร” ผมถามเบาๆ
“สือโถว สือโถว นอนแล้วหรือ นอนหรือยัง” เฒ่าซายอดนักมวยะโเสียงดังขึ้นแล้วก้าวพรวดเข้ามาในเพิงพิธีศพ
ผมชูมือขึ้นทักทาย “อยู่นี่ครับ”
เฒ่าซายอดนักมวยก้าวเข้ามาใกล้เห็นสีหน้าผมกับป้ากวนดูผิดปกติจึงแปลกใจมาก “เธอสองคนเป็อะไรไปหลบอยู่ที่นี่เหมือนใกลัวอะไร”
ผมได้กลิ่นเหล้าหึ่งมาจากปากของเฒ่าซายอดนักมวยเห็นเขาเดินเซไปเซมา ก็รู้ว่าเขาดื่มจนเมาแล้ว
“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” ป้ากวนยิ้ม ดูน่าเกลียดกว่าร้องไห้ด้วยซ้ำ
ผมรีบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเฒ่าซายอดนักมวยฟังจนตะลึง หันขวับไปทางห้องด้านทิศเหนือ
“ในโลงมีเสียงดังงั้นหรือ ฉันจะไปดูเองถ้าพี่เซี่ยฟื้นแล้ว ฉันจะอุ้มเขาออกมา ฉันไม่เชื่อหรอกว่าโลกนี้จะมีผีสางอาละวาด”เขาพูดเสียงกร้าว
“อาซา อย่าใจร้อนเข้าไปในนั้น ฟังดูก่อนแล้วค่อยว่า...”ป้ากวนยื่นมือออกไปขวาง
“ช่างปะไร ฉันไม่เชื่อหรอกคนจี่หนานที่เกิดและโตที่ถนนชวีสุ่ยถิงจะกลัวอะไรกับศพลุกขึ้นมาหลอกอะไรเทือกนั้นถ้าพี่เซี่ยฟื้น ฉันจะชวนไปกินเหล้า” เฒ่าซายอดนักมวยยกมือขึ้นผลัก ป้ากวนเซถลาถอยหลังสามก้าว หวิดก้นคะมำ
“เธอสองคน...ไม่ต้องตามมาฉันไปเอง...ฉันจะไปดูเอง ดูซิว่าพี่เซี่ยทำอะไรแน่ พวกเธออย่าขวาง ฉันเฒ่าซายอดนักมวยชาตินี้ไม่เคยกลัวใครพวกเธอช่วยฉันคิดหน่อย คำว่ากลัวสะกดยังไงกันแน่ ฮ่าๆๆ...” ใบหน้าเฒ่าซายอดนักมวยแดงก่ำแม้แต่ตาสองข้างก็ถูกเหล้าเผาจนแดงฉาน ไม่ยอมฟังคำเตือนใดๆ
“สือโถว ห้ามอาซาไว้ถ้าิญญาจะเข้าร่างจริง ที่ฟื้นขึ้นมาอาจจะไม่ใช่อาเซี่ย มีเื่ที่คาดไม่ถึงมากเหลือเกินเราต้องระวัง สือโถว รีบดึงอาซาไว้...” ป้ากวนไม่ยอมแพ้ แกลุกขึ้นกางสองแขนออกไม่ยอมให้เฒ่าซายอดนักมวยเข้าไปในห้องโถง
“กึกกึกกึกกึกกึกกึก” เสียงนั้นดังต่อเนื่องกันทั้งเร็วทั้งแรง
เฒ่าซายอดนักมวยถึงกับผงะกำหมัดแน่นยืนอยู่กับที่ ไม่กล้าไปต่อ
ไม่ว่าจะเป็ด้วงชนิดใด จะชนิดที่คลานหรือชนิดที่บินก็ไม่สามารถเคาะโลงเย็นได้ถี่เร็วแบบนี้ยกเว้นจะอาศัยพลังอื่นจากภายนอก
“อย่างน้อยเราก็ควรเข้าไปดูดูว่าในโลงเย็นมีอะไร” ป้ากวนพึมพำ
“มีอะไรงั้นหรือ ฉันรู้ว่ามีอะไร”ความกล้าตอนแรกของเฒ่าซายอดนักมวยสลายไปหมดแล้ว
“ฉันคิดว่า...ฉันคิดว่าผี...กำลังอาละวาด...”ขณะที่ป้ากวนพูดคำว่าผีนั้น ใบหน้าแกดูเหลืองซีด
ข้อห้ามในพิธีศพของคนจี่หนานดั้งเดิมมีกล่าวถึงผีส้าและิญญาคนตายกลับบ้านหลังจากตายแล้วสองสัปดาห์จะเป็วันที่ดวงิญญากลับมาเยี่ยมบ้านเดิมถึงเวลานี้ิญญาจะไม่ใช่ิญญาที่แท้จริงของคนคนนั้นแล้ว แต่จะเปลี่ยนเป็ผีส้า[1]เื่นี้มีบันทึกในหนังสือ บางครั้งผีส้าปรากฏตัวในรูปของเหยี่ยวจับปลา นกกระยางบางครั้งก็เป็แมวสีดำตาสีเขียววาว ฤดูกาลต่างกัน คนตายต่างคนกันจะเกิด “ผีส้า”ไม่เหมือนกัน แต่มีข้อหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือพอผีส้ามาปรากฏตัว จะมุดเข้าไปในร่างของผู้ตายใหม่แล้วอาละวาดด้วยเหตุนี้ในหนังสือโบราณอย่าง “จื่อปู้อวี่” “เซวียนสื้อจื้อ” “เย่ถันสุยลู่”หรือ “เหลียวไจจื้ออี้” ซึ่งเป็หนังสือที่บันทึกเื่ราวแปลกประหลาดล้วนกล่าวถึงผีส้าทั้งสิ้น
ผมไม่เชื่อว่าหลังจากที่ปู่ตายแล้วจะเกิดผีส้าขึ้นทั้งเวลานี้ปู่เพิ่งตายไปสองวัน ยังอีกนานกว่าจะครบสองสัปดาห์ที่จะปรากฏผีส้าขึ้นตามตำนาน
“ทุกคนรออยู่นี่ ผมจะไปดูเองถ้าเกิดเื่แปลกขึ้น รีบแจ้งตำรวจ” ผมพูดเบาๆ
นี่เป็เื่ที่เกิดขึ้นในบ้านผมผมไม่สามารถให้คนอื่นออกหน้าแทน
“เด็กเอ๋ย ระวังตัวด้วยถ้าดูแล้วไม่เข้าที ให้รีบออกมา” ป้ากวนกำชับ
ผมพยักหน้า หายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวยาวๆไปที่ห้องทางทิศเหนือ
ที่นี่เป็ห้องโถงของบ้านผมเดิมนั้นที่ผนังฝั่งตรงข้ามกับประตูแขวนภาพกิ่งดอกเหมยแดงไว้ เป็ผลงานของจิตรกรแซ่เฮยชาวจี่หนานเป็ภาพที่เก่าแก่มาก ซ้ายขวาติดกลอนคู่ไว้ มีข้อความว่า “ดอกเหมยคือกระดูกเทพยดาหล่นจากฟ้าสู่โลกหล้าน่านิยม”
เนื่องจากดอกเหมยเป็สีแดงขณะนี้จึงคลุมด้วยผ้าขาว เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ตาย
ด้านล่างของภาพดอกเหมยเป็โต๊ะยาวทำจากไม้ชิวมู่โต๊ะแปดเซียน เก้าอี้ไท่ซือ เวลานี้มีทองหยวนเป่าพับจากกระดาษและผ้าขาวกองเต็ม
ทางด้านตะวันออกและตะวันตกมีประตูข้างละบานผ่านไปยังห้องทางตะวันออกและตะวันตก
ห้องตะวันออกเป็ห้องที่ปู่อยู่ ห้องตะวันตกเป็ห้องนอนผมเวลานี้ทั้งสองห้องปิดประตูไว้ ที่ผนังห้องตั้งเก้าอี้ไว้หลายตัวสำหรับให้เพื่อนบ้านที่มาช่วยงานได้นั่งพัก
นอกจากนี้แล้วบ้านผมก็ไม่มีอะไรอีกจริงๆไม่มีของที่มีราคา
โลงเย็นตั้งอยู่กลางห้องมีโต๊ะเซ่นไหว้ตั้งอยู่ข้างๆ บนโต๊ะเป็รูปขาวดำของปู่และของเซ่นไหว้
ผมก้าวเข้าประตู เริ่มจากมองดูรอบห้องก่อนจู่ๆ ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา ความปวดร้าวและความเจ็บแค้นในใจผมได้แปรเปลี่ยนเป็ความกล้าที่จะต่อสู้สุดชีวิตผมไม่เหลืออะไรอีกแล้ว แล้วยังจะต้องกลัวอะไรอีก
“เมื่อไม่มีอะไรแล้วก็ควรเปลี่ยนเป็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้”ผมอ่านเจอคำพูดประโยคนี้ในหนังสือ “ซินหลิงจีทัง” ที่เก่าขาดตอนนั้นคิดว่าไม่มีความหมายอะไร ตอนนี้จู่ๆ ก็ผุดขึ้นในใจเข้าใจหลักปรัชญาที่แฝงอยู่ในนั้น ผมไม่มีอะไรเหลือแล้ว ต่อให้ในโลงเย็นมีผีส้าแล้วจะทำอะไรผมได้
ประโยคนี้คือถ้อยคำสวยหรูที่ใช้อธิบายคำว่า“เท้าเปล่าไม่กลัวใส่รองเท้า”
ผมก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนอยู่ด้านขวาของโลงเย็นสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้ง แล้วก้มมองลงไป
ฝาของโลงเย็นทำจากกระจกอะคริลิกนิรภัย แม้จะโปร่งแสงแต่เพราะใช้งานมานาน ผิวมีรอยขีดข่วนรอยเสียดสีหนักมาก มองจากข้างนอกเข้าไปมองเห็นได้ไม่ชัดเจน
ปู่นอนอยู่ในนั้น สวมชุดจงซานสีดำติดกระดุมไปถึงคอ แม้แต่ตะขอข้างบนสุดก็ติด ปู่นอนนิ่ง ร่างเหยียดตรง ใบหน้าปู่ได้รับการตกแต่งจากคนงานของฌาปนสถานแล้วไม่ถึงกับหน้าแดงนัก แต่ดูอิ่มเอิบมันวาว ดูสดใสกว่าตอนที่ยังมีชีวิต ปู่สวมหมวกแก๊ปสีดำทำจากผ้าไนลอนตัดแต่งจอนผมเข้ารูป ดูหนุ่มและผ่อนคลายกว่าที่ผมคิด
“ปู่ครับ” ผมร้องเรียก แล้วค่อยๆวางสองมือลงบนโลงเย็น
ผมอยากเห็นปู่ชัดๆจดจำลักษณะท่าทางของปู่ไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ ขณะนี้ผมไม่นึกกลัวคนตายเลยมีแต่ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อย่างลึกซึ้งต่อปู่ เพราะอย่างไรปู่ก็คือญาติคนสุดท้ายของผมบนโลกนี้
“กึกกึก” เสียงดังขึ้นอีกสองที จู่ๆ มีบางอย่างสีดำเมื่อมบินมาจากด้านเท้าของปู่มาที่ด้านในของฝาโลงที่ผมเกาะอยู่
ผมสะดุ้ง หดมือกลับทันที
มองผ่านกระจกหนาหนึ่งเิเผมมองเห็นว่าของสิ่งนั้นยาวราวสองนิ้ว สองข้างลำตัวมีปีกสีดำที่ส่วนท้องมีอุ้งเท้าเจ็ดแปดคู่ เกาะติดบนกระจกแน่น
ผมใจนขวัญกระเจิง สมองตื้อไปทันทีแล้วคิดว่าของสิ่งนั้นคือผีส้าในตำนาน
“ที่แท้ผีส้าในตำนานมีอยู่จริงิญญาของคนตายสามารถแปลงร่างเป็ตัวประหลาดลอบเข้ามาในบ้าน ิญญาปู่กลายเป็ผีส้างั้นหรือ”ผมถามตัวเองสามครั้ง ทุกครั้งจะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว
ตัวประหลาดหยุดอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อนไม่ได้ยินเสียงดังกึกๆ ก่อนหน้านี้แล้ว ดูแล้วน่าจะเป็เสียงที่มันทำขึ้น
“สือโถว เป็ไงบ้าง” ป้ากวนและเฒ่าซายอดนักมวยร้องถามอยู่หน้าห้อง
ผมหันกลับไปอย่างยากเย็นรู้สึกว่าคอและเอวแข็งทื่อแล้ว หนักอึ้งราวกับโม่หิน
“สือโถว ข้างในมีอะไร” ป้ากวนถาม
ผมพยายามอ้าปากแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออมาจากลำคอ จึงทำได้เพียงใช้มือกะขนาดของของสิ่งนั้น
ป้ากวนดูไม่เข้าใจจึงก้มหน้าจุดธูปกำหนึ่ง แล้วโบกธูปไปข้างหน้าสามสี่ครั้งเดินผ่านกลุ่มควันธูปเข้ามา
“ป้าครับ เป็ตัวประหลาดตัวหนึ่ง”ผมพูดตะกุกตะกัก
แกเดินเข้ามา ยังโบกธูปในมือต่อเนื่องให้ควันธูปห้อมล้อมเราสองคนไว้
ควันธูปทำให้ผมรู้สึกอุ่นขึ้นและใจกล้าขึ้นด้วยคำพูดจึงไหลลื่นขึ้น “ป้า ผมเห็นของสีดำเมื่อมบินขึ้นมาจากเท้าปู่เกาะอยู่ใต้ฝาโลง ยาวสองนิ้ว กางปีกออก...”
มองผ่านกลุ่มควันตัวประหลาดยังหยุดอยู่ที่เดิม ไม่มีท่าทีว่าจะหนีไป
เรายืนอยู่เคียงข้างกัน จ้องมองตัวประหลาดนั่นสองสามนาทีจนแล้วจนรอดก็มองไม่ออกว่าเป็ตัวอะไรกันแน่
[1]หมายถึงผีที่เกิดจากการที่ิญญาผู้ตายกลายเป็ผีแล้วกลับมาบ้านหลังตายไปสิบสี่วัน