เช้าวันต่อมา อี้เฉียนได้จัดขบวนเสด็จกลับของพ่อแม่สนมฮงอย่างสมฐานะ ซึ่งสนมฮงเองก็ต้องกลับพร้อมกับขบวนเสด็จครั้งนี้ด้วย อี้เฉียนและอี้เถียนมายืนส่งพวกเขาที่หน้าประตูเมืองด้วย ในขณะที่ขบวนกำลังจะเคลื่อนย้ายออกจากประตูเมือง สนมฮงก็ได้ลงมาจากเกี้ยวพร้อมกับวิ่งเข้ามากอดอี้เฉียงอย่างเเน่แน่นพรางร้องไห้สุดอาลัยอาวรณ์
“ท่านพี่..ข้าจะคิดถึงท่านตลอดไป หากท่านมีเวลาว่างอย่าลืมไปหาข้าที่เถาเหิงด้วยนะเจ้าคะ”
“...........” อี้เฉียนไม่ตอบอะไรเอาเเต่ยืนนิ่งให้นางกอดอยู่แบบนั้น อี้เถียนนึกสงสารนางขึ้นมา จึงได้เอ่ยปากพูดกับสนมฮงเล็กน้อย
“ได้สิ..ยามนี้พวกเราสามคนคือมิตรสหายที่ดีต่อกันแล้ว ไว้ข้ากับท่านพี่ว่างจะไปเยี่ยมเจ้านะ” อี้เถียนปิดท้ายด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น ทำให้สนมฮงยิ่งสับสนและร้องไห้หนักกว่าเดิมเพราะที่ผ่านมานางไม่เคยทำดีกับใครสักคน บาดแผลที่ก่อไว้มันกำลังลุกลามไปทั่วหัวใจของนางทำให้นางร้ายคนรักและคนเข้าใจ
“ขอบใจมากนะอี้เถียน ข้าไปนะเจ้าคะท่านพี่” อี้เถียนโบกมือลา ส่วนอี้เฉียนนั้นได้เเต่ยืนนิ่งมองนางอย่างเฉยชา สนมฮงเดินกลับไปขึ้นเกี้ยวและขบวนก็เคลื่อนออกจากหยุนเปิงไปทันที อี้เถียนหันมามองพี่ชายด้วยสายตาสงสัย
“จะจากลากันครั้งสุดท้ายแล้ว ทำไมพี่รองถึงไม่พูดอะไรกับนางบ้าง”
“ข้าไม่อยากให้ความหวังอะไรนางอีกแล้ว ข้ากลัวความคิดของนาง”
“บทเรียนสุดท้าย คงจะอยู่ในความทรงจำของนางตลอดไป”
“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น เรากลับกันเถอะ” สองพี่น้องเดินทางกลับเข้าเมืองหยุนเปิงและที่แรกที่พวกเขาไปก็คือจวนของซูเจิน เเต่ทว่าเมื่อไปถึงทุกอย่างภายในจวนเงียบไม่มีใครอยู่เลยสักคน สองแฝดเริ่มใจแป้วเพราะกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับนางและลูก ฝ่ายอี้เถียนกลับย้อนคิดไปถึงสิ่งที่นางเคยเล่าให้ฟังว่า นางไม่ใช่ชาวเมืองหยุนเปิงแต่นางทะลุมิติมาที่นี่โดยบังเอิญ มันทำให้เขาไม่อาจหยุดคิดได้ว่านางอาจจะทุฝะลุมิติกลับไปเสียแล้ว สองแฝดทรุดตัวนั่งลงที่โต๊ะน้ำชาพวกเขาสองคนมองหน้ากันอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
“หรือว่านางจะไปแล้วพี่รอง”
“เป็นไปไม่ได้ นางบอกว่านอนจะรอพวกเรายังไงล่ะ”
“แต่ท่านก็เห็นว่าในนี้ไม่มีใครเลย”
“ข้าไม่เชื่อว่านางจะจากพวกเราไปโดยไม่มีการร่ำลาเช่นนี้” สองพี่น้องเดินออกจากจวนซูเจินด้วยสภาพคอตกหมดอาลัยตายอยาก ทันใดนั้นเองพวกเขาก็เหลือไปเห็นว่า มีพ่อค้าของเล่นมากมายกำลังนำของเล่นพวกนั้นไปที่ชวนใหญ่ อี้เฉียนยิ้มได้ขึ้นมาทันที พวกเขาหันมาพยักหน้าใส่กันราวกับรู้ว่าจะต้องไปที่ไหน สองแฝดรีบวิ่งตรงไปที่จวนใหญ่ทันทีและเมื่อมาถึงพวกเขาก็ได้พบกับความจริง ณ ตอนนี้อี้เหลียนกำลังเล่นกับหลานชายอย่างสนุกสนาน ส่วนซูเจินนั้นก็นั่งกินขนมหยุนลี่อยู่ข้างๆ สองแฝดไม่ได้สนใจบรรยากาศโดยรอบพวกเขารีบวิ่งเข้ามาและโอบกอดซูเจินไว้ราวกับไม่ได้พบกันเป็นร้อยปี การกระทำของลูกชายฝาแฝดนั้นทำให้อี้เหลียนหยุนเล่นกับหลานชายและหันมามองพวกเขาทันที
“นี่พวกท่านทำอะไรน่ะ ข้าอายคนนะ ปล่อยได้แล้วข้าหายใจไม่ออก”
“ข้านึกว่าเจ้า จากข้าไปไกลแสนไกลเสียแล้ว”
“ข้าจำความรู้สึกในตอนนั้นได้ มันไม่ดีเลย ซูเจินเจ้าอย่าไปเลยนะ”
“.............” ซูเจินนั่งเงียบไม่ตอบอะไร นางเองไม่อาจรับปากได้เพราะนางก็ไม่รู้ว่านางจะทะลุมิติกลับไปยังโลกปัจจุบันของนางเมื่อไหร่ นางจึงเลือกที่จะเงียบเอาไว้มากกว่า ไม่นานพ่อค้าก็นำของเล่นมากมายมาส่งให้จนถึงจวนใหญ่และของพวกนั้นก็ล้วนแล้วเเต่เป็นของเล่นที่อี้เหลียนซื้อมาให้หลานชายทั้งนั้น
“นี่..พวกเจ้าจะกอดกันอีกนานไหม?”
“ท่านพ่อ…พวกข้าไม่ได้เจอนางตั้งนาน ย่อมคิดถึงตามประสา”
“จริงด้วย ท่านพ่อยังกอดหลานไม่ปล่อยเลย”
“ก็ข้ารักของข้านี่”
“เช่นนั้น พวกข้าก็รักนางเช่นกันพะยะค่ะ”
“เอาเถอะๆ ซูเจินได้เวลาแล้วล่ะ”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” ซูเจินแกะมือของสองแฝดออกพร้อมกับเดินไปรับตัวองค์ชายน้อยจากอี้เหลียน เวลานี้เป็นเวลาที่เด็กจะต้องกินนมจากแม่แล้ว ซึ่งอี้เหลียนก็รู้ดีว่าต่อจากนั้นเขาต้องพักผ่อน ซูเจินรับตัวองค์ชายน้อยแล้วรีบพากลับจวนไปกินนมนอนทันที สองแฝดไม่รอช้าเดินตามไปทันควัน
“พวกท่านเดินตามข้ามาทำไม?”
“ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่เจ้าพูดจริงๆ พวกข้าก็จะไม่ละสายตาจากเจ้า”
“หมายถึง…?”
“ก็หมายความว่าพวกข้าสองคนจะอยู่กับเจ้าและลูกตลอดยังไงล่ะ”
“แต่ข้าต้องให้นมลูกแล้วพาลูกเข้านอน”
“ไม่เป็นไรพวกข้าไม่ถือ”
“เเต่ข้าถือ!! พวกท่านไม่คิดว่าข้าจะอายบ้างหรือไงที่ต้องมาเปิดหน้าอกให้พวกท่านดูตั้งสองคนน่ะ!!”
“เจ้าจะอายทำไม มากกว่านี้ก็ข้าก็เห็นมาแล้ว” อี้เถียนตอบกลับแบบ กวนๆทำเอาซูเจินหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่านางจะห้ามสองแฝดไว้เเค่นั้นแต่พวกเขาก็ไม่เคยคิดที่จะฟังนางเลย ในขณะที่นางให้นมลูกพวกเขาก็จับชายเสื้อของนางไว้ทั้งสองคน ส่วนเวลาที่นางพาลูกไปเข้านอนนั้น พวกเขาก็ล้มตัวลงนอนข้างๆนางประหนึ่งว่าจะไม่ให้นางคลาดสายตาไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว ซูเจินเริ่มรู้สึกได้ว่าพวกเขาไม่อยากให้นางกลับไปยังโลกของนางแต่ก็นั่นแหละไม่มีใครคาดเดาได้ว่านางจะหายไปตอนไหนรวมถึงตัวนางเองก็ไม่อาจรู้ว่าเราจะกลับไปยังโลกของตัวเองวันไหน
“นี่พวกท่านกลัวว่าข้าจะหายไปขนาดนี้เลยหรอ?”
“ตอนนี้ระหว่างพวกเราสามคนมันไม่ใช่แค่ความรักแล้วซูเจิน มันคือความผูกพันที่ไม่ว่าจะเป็นยังไง พวกเราก็ไม่อาจพลัดพรากจากเจ้าได้”
“ใช่…เจ้าลองคิดดูสิว่าถ้าวันหนึ่งเจ้าหายไปจริงๆพวกข้ากับลูกจะอยู่ยังไง ใครจะดูเเลลูก”
“ข้าเองก็ไม่อาจตอบได้ว่าข้าจะหายไปเมื่อไหร่ ข้ารู้เพียงว่าในตำราที่ข้าอ่านนั้น หญิงสาวปริศนามอบโอรสให้แก่องค์ชายฝาแฝดก่อนที่นางจะจากไปโดยไม่มีวันย้อนคืนมา” สองแฝดมองหน้ากันก่อนจะหันมากอดเเขนซูเจินเอาไว้ พวกเขาสองคนพยายามจะไม่พูดถึงเรื่องนี้เพราะพวกเขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้นจริงๆและอยากจะเชื่อว่าสิ่งที่นางพูดนั้นมันเป็นแค่เรื่องอำเล่น