ในหุบเขาแห่งหนึ่ง
มู่เทียนเซี่ยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความตกตะลึง ก่อนที่คิ้วงามจะขมวดมุ่น
นางคิดว่าหลังจากที่เข้ามาในแดนลับแล้ว ศิษย์ทั้งหมดจะถูกส่งไปในสถานที่เดียวกันเสียอีก
แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน การที่เจ้าซูจิ่วนั่นเผชิญกับ ‘หายนะ’ โดยไร้คนช่วยก็เป็นผลดีกับนางไม่น้อย
สตรีผู้มีแผนการหยิบป้ายหยกที่เอวขึ้นมา จากนั้นก็หยดเลือดตัวเองลงไป ไม่นานป้ายหยกก็ลอยไปทางด้านหนึ่ง
ดวงตาของหญิงสาวฉายประกายชั่วร้าย รีบตามไปทันที
ขอเพียงตามป้ายหยกไป นางก็จะไปรวมตัวกับคนของตระกูลมู่ได้ จากนั้นเมื่อหาซูจิ่วเจอก็สังหารมันซะ และชิงอาวุธเซียนของมันมา เพียงเท่านี้นางก็จะกลายเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักชิงอวิ๋นแล้ว!
----------
เพียงพริบตา เวลาก็ล่วงเลยไปแล้วหลายวัน
ในส่วนลึกของแดนลับ
มู่เชียนจิ่วใช้เท้าเขี่ยซากสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่พื้น พลางเลียริมฝีปากด้วยความพึงพอใจ
“คืนนี้มีของกินแล้ว!”
หลายวันมานี้มู่เชียนจิ่วได้ของวิเศษมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นหญ้าวิเศษขั้นสี่ขึ้นไปสามต้น ผลไม้วิเศษขั้นกลางหกผล!
นอกจากนั้นยังมีของวิเศษอื่น ๆ อีกมากมายเต็มไปหมด แม้จะเป็นของที่ไม่มีมูลค่ามากนัก ทว่าสำหรับมู่เชียนจิ่วแล้ว ยุงแม้ตัวจะเล็กแต่ก็มีเนื้อ ของวิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สามารถนำกลับไปใช้หลอมเป็นสุดยอดโอสถได้ดีทีเดียว!
“ลูกพี่ขอรับ ผลไม้วิเศษเหล่านี้กว่าจะสุกคงต้องรออีกพักใหญ่เลยละขอรับ” ซู่เหยจับจ้องผลไม้วิเศษบนต้นพร้อมกับเอ่ยอย่างทอดถอนใจ
“เช่นนั้นเรารออยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน” มู่เชียนจิ่วหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็หยิบมีดทำครัวเล่มใหญ่ออกมา จัดการถลกหนังสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เสร็จสรรพในคราเดียว!
ซู่เหยเห็นดังนั้นรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว
แม้หลายวันมานี้มันจะเห็นฝีมือการใช้มีดของเจ้านายมาแล้วหลายครา ทว่าทุกครั้งที่เห็นนางถลกหนังของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ มันก็ยังรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อยู่ดี
โดยเฉพาะตอนที่มู่เชียนจิ่วตัดตัวเดียวอันเดียวของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ความชำนาญในการลงมีดทำให้มันขนลุกไปทั้งตัว!
มันถึงขั้นคิดไปว่า ควรหากางเกงมาใส่เหมือนพวกมนุษย์ดีหรือไม่ เพราะมันรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย
“ดูท่าพวกเราจะโชคดีไม่น้อยเลย” มู่เชียนจิ่วสะบัดหนังเสือดาวเงาที่ถลกออกมา หนังและกรงเล็บของมันล้วนเป็นของดีทั้งสิ้น
ไหนจะองคชาตเสือดาวสด ๆ นี่อีก เอากลับไปทำน้ำแกงให้จวินอู๋เสียได้พอดี!
แต่สิ่งที่มู่เชียนจิ่วชอบมากที่สุดก็คือหนังของมัน โดยปกติเสือดาวเงาเป็นสัตว์ที่หาได้ยากอยู่แล้ว ดังนั้นหนังที่สมบูรณ์เช่นนี้ก็ยิ่งหาได้ยากเข้าไปอีก
หากนำไปหลอมเป็นอาภรณ์เวทละก็ ไม่เพียงสามารถป้องกันความหนาวเย็นได้ ยังสามารถป้องกันอันตรายและใช้พรางตัวในยามค่ำคืนได้อีกด้วย!
“เจ้ามองข้าเช่นนี้ทำไมกัน?” เมื่อสังเกตเห็นว่าเจ้ากระรอกน้อยจ้องมองตนพลางกลืนน้ำลายลงคอ มู่เชียนจิ่วก็หันไปถามด้วยความสงสัย
“แค่ก แค่ก แค่ก!” ซู่เหยพลันได้สติ มันสะดุ้งจนสำลักน้ำลาย
“ลูกพี่ ฝีมือการใช้มีดของท่านยอดเยี่ยมจริง ๆ เลยนะขอรับ”
มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มกว้าง “ก็แค่พอใช้ได้เท่านั้นเอง”
หลังจากเก็บอวัยวะสำคัญของเสือดาวเงาเรียบร้อยแล้ว มู่เชียนจิ่วก็นำร่างที่ถูกถลกหนังมาที่ริมแม่น้ำ หลังจากจัดการชำแหละและทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วก็นำเนื้อไปย่างบนกองไฟ
ไม่นานกลิ่นเนื้อหอม ๆ ก็โชยออกมา ซู่เหยดมฟุดฟิดอยู่ครู่หนึ่ง น้ำลายก็พลอยไหลย้อยตามมุมปาก
“เห็นแก่ความดีความชอบของเจ้า” มู่เชียนจิ่วเอ่ยขึ้น “รอข้าบำเพ็ญเพียรจนมีตบะบารมีระดับอมตะเมื่อไร ข้าจะไปจับอสูรราชามาให้เจ้าได้ลองชิม”
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์แบ่งเป็นเก้าขั้น สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นที่หนึ่งถึงห้าค่อนข้างหาได้ง่าย ขั้นที่หกถึงเจ็ดจะถูกขนานนามว่าเป็น ‘อสูรราชา’ ส่วนขั้นแปดและเก้าจะเรียกว่า ‘อสูรศักดิ์สิทธิ์’
อสูรศักดิ์สิทธิ์จะมีพลังเทียบเท่ากับมนุษย์ที่เป็นผู้แข็งแกร่งระดับสำแดง และที่สำคัญ ทั่วทั้งดินแดนเสวียนอู่มีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น
ในขณะที่ซู่เหยจับจ้องเนื้อเสือดาวเงาจนน้ำลายหก จู่ ๆ ก็มีเสียงคำรามของสัตว์ดังขึ้น
“ลูกพี่!” กระรอกจอมตะกละจึงได้สติในทันใด รีบกระโดดขึ้นไปบนไหล่ของมู่เชียนจิ่ว
“ไอพลังเช่นนี้ เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่…แต่ว่ามีไอพลังของมนุษย์ปะปนด้วยแฮะ” กระรอกน้อยใช้ความสามารถของตนเองตรวจสอบคุณสมบัติของอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไร เรารอดูกันก่อนเถอะ” มู่เชียนจิ่วมีสีหน้าเข้มขึ้น สายตาจ้องเขม็งไปยังผลไม้วิเศษที่กำลังจะสุกบนต้น
นางวางค่ายกลปกปิดไอพลังเอาไว้รอบ ๆ บริเวณนี้หมดแล้ว ขอเพียงนางไม่ออกไป ผู้แข็งแกร่งที่มีตบะบารมีต่ำกว่าระดับหลอมอธิกจะไม่มีทางหาที่นี่เจออย่างแน่นอน!
ทว่าไม่นาน มู่เชียนจิ่วก็พบความผิดปกติ เพราะเสียงคำรามนั่นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
นอกจากเสียงคำรามแล้วยังมีเสียงฝีเท้ามากมายอีกด้วย
“ตรงนั้นมีแสงไฟ ต้องมีคนอยู่แน่ ๆ ไปเร็วเข้า!”
ร่างของมนุษย์สิบกว่าคนวิ่งกรูออกมาจากป่าด้วยสภาพสะบักสะบอม ด้านหลังมีหมีหน้ามนุษย์ลำตัวสูงสองจั้งตัวหนึ่งตามมาด้วย เสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดของมันทำให้ผืนดินสั่นสะเทือนไปหมด!
“สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่ หมีหน้ามนุษย์!” มู่เชียนจิ่วหรี่ตาลง และหยิบอาวุธขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวทันที
ในตอนนั้นเอง ผลไม้วิเศษบนต้นดันส่งกลิ่นหอมเย้ายวนออกมา เป็นสัญญาณว่าใกล้จะสุกแล้ว
“นั่นผลจูกัว!” หนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังหนีตายร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
มู่เชียนจิ่วมองไปตามเสียง เมื่อนางเห็นใบหน้าของคนเหล่านั้นชัด ๆ ทันใดนั้นก็รู้สึกปวดหัว ก่อนที่ความทรงจำอันเลือนรางจะค่อย ๆ ประจักษ์ขึ้น
…โลกช่างแคบจริง ๆ คนเหล่านี้ที่แท้ก็เป็นคนของตระกูลมู่นี่เอง!
มิน่าล่ะ เมื่อเห็นคนเหล่านี้นางถึงได้รู้สึกคุ้นเคย ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม คนของตระกูลมู่เหล่านี้เป็นพวกชั่วช้าที่เห็นแก่ตัว!
ที่เจ้าของร่างเดิมต้องตาย คนตรงหน้าพวกนี้ก็มีส่วนด้วยเช่นกัน!
คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็คือ อารองของมู่เทียนเซี่ย--มู่ยวน มีตบะบารมีระดับฌานดรุณขั้นสุดยอด ส่วนคนตระกูลมู่ที่ตามมาทางด้านหลังเขา ตบะบารมีต่ำสุดก็คือระดับมายาเดียวดาย
หากนางเดาไม่ผิด มู่เทียนเซี่ยคงเป็นคนเรียกคนเหล่านี้ให้มาจัดการนางเป็นแน่ น่าเสียดายที่มู่เทียนเซี่ยไม่ได้อยู่กับคนพวกนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นละก็ นางจะได้คิดบัญชีไปพร้อม ๆ กันเลย!
*โฮก!*
เมื่อหมีหน้ามนุษย์พบว่าผลจูกัวใกล้จะสุกแล้ว จึงเลิกสนใจคนตระกูลมู่ และพาร่างอันใหญ่โตพุ่งไปทางผลจูกัวทันที
มู่เชียนจิ่วมีสีหน้าเคร่งเครียด สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่เทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งระดับหลอมอธิก นอกจากนี้หมีหน้ามนุษย์ยังอยู่ในระดับสูงสุดของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่อีกด้วย!
ร่างกายที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ของวิเศษใด ๆ ก็ยากจะทำร้ายได้ อีกทั้งยังมีพลังโจมตีที่สูงส่ง
นางเองก็ไม่อยากจะปะทะกับสัตว์ที่หนังหนาเช่นนี้เหมือนกัน
ภายในพริบตาที่หมีหน้ามนุษย์เข้าใกล้ ผลจูกัวก็สุกพอดิบพอดี มู่เชียนจิ่วอาศัยจังหวะนี้ใช้เคล็ดวิชาลับบางอย่าง ทำให้ทั้งต้นและผลจูกัวเข้าไปอยู่ในแหวนเก็บสมบัติของตนในทันที!
หมีหน้ามนุษย์ที่พุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วเองก็เห็นว่าจู่ ๆ ต้นไม้วิเศษตรงหน้าพลันหายไป กระนั้นมันก็ไม่สามารถหยุดตัวเองได้แล้ว สุดท้ายร่างอันใหญ่โตก็พุ่งพรวดเข้าไปในป่า
ต้นไม้จำนวนมากล้มระเนระนาดตามแรงกระแทก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราด
คนของตระกูลมู่ต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป และหมุนกายเตรียมจะหนี
*โฮก!*
แต่ในตอนนั้นเอง หมีหน้ามนุษย์ก็พุ่งกลับมาอีกครั้ง
มู่ยวนมีสีหน้ายับย่น ไม่สนใจเรื่องผลจูกัวอีก “หนีเร็ว!”
มู่เชียนจิ่วแค่นเสียงเย็นออกมา …มื้อค่ำของนางถูกก่อกวน คิดว่าจะหนีไปได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?
เมื่อเห็นหมีหน้ามนุษย์พุ่งมาทางตน มู่เชียนจิ่วก็วาบหายตัวไล่ตามพวกตระกูลมู่ไป
ในเมื่อเจ้าหมีหน้าโง่ตัวนี้ไล่ตามคนพวกนี้มาตั้งแต่แรก นางพามันกลับไปหาคนพวกนั้นก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือ?
“บัดซบ!”
“เหตุใดหมีตัวนั้นถึงตามมาอีกล่ะ!”
คนของตระกูลมู่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวทางด้านหลัง ก็หวาดกลัวจนฉี่แทบจะราดอยู่รอมร่อ
“นั่นมัน...” มู่ยวนหันกลับไปมอง สีหน้าพลันเปลี่ยนไป “นางบ้า อยากตายหรืออย่างไร!”
“ถุย คนที่สมควรตายคือพวกเจ้าต่างหาก!” มู่เชียนจิ่วตามหลังมู่ยวนมาติด ๆ ก่อนจะซัดมีดสั้นออกไป
ทว่ามีดสั้นไม่ได้ซัดใส่มู่ยวน แต่เป็นหมีหน้ามนุษย์ที่ไล่ตามมาเมื่อครู่
*ฟิ้ว!*
มีดสั้นซัดเข้าใส่ ‘จุดสำคัญ’ ของหมีหน้ามนุษย์
คนตระกูลมู่พลันตกตะลึง …สตรีในชุดแดงผู้นี้ กล้าทำร้ายหมีหน้ามนุษย์ด้วยอย่างนั้นหรือ!
*โฮก!*
ทันใดนั้นดวงตาของหมีหน้ามนุษย์ก็เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ บาดแผลตรงจุดนั้นสมานตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นร่างสูงสองจั้งก็ระเบิดพลังอีกครั้ง เวลานี้ไอพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมา เข้าใกล้กับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นห้าเลยทีเดียว!
และตอนนี้หมีหน้ามนุษย์ก็จ้องเขม็งไปที่มู่ยวน แววตาแฝงไปด้วยความอาฆาตแค้น!
ใบหน้าของมู่ยวนบิดเบี้ยว ก่อนจะตามมาด้วยคำด่าทอ “นางสารเลว เจ้ากล้าหาเรื่องให้ข้าอย่างนั้นหรือ!”
“มีแรงด่าเช่นนี้ รีบคิดดูก่อนดีหรือไม่ว่าจะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไร!” เอ่ยจบมู่เชียนจิ่วก็กระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ พลางหยิบผลจูกัวลูกหนึ่งขึ้นมากัดอย่างแรง
.
.
.