ภายในห้องเสิ่นเสวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ ส่วนราชามารตะวันตกยืนอยู่ข้างๆ
ราชามารตะวันตกในตอนนี้มีร่องรอยความชื้นอยู่ในดวงตา
“ข้าหานางเจอแล้วในนั้นและยังได้เจอนางด้วย”
“เจอนาง? เจอได้อย่างไร”
“ข้าใช้เคล็ดวิชาลึกลับปลุกจิตวิญญาณที่แตกสลายของนางทำให้นางปรากฏตัวขึ้นมาได้ชั่วคราว เนื่องจากมิอาจเคลื่อนย้ายได้จึงปลุกนางขึ้นมาตั้งแต่ในนั้น”
“นาง! นางเป็นอย่างไรบ้าง”
ราชามารตะวันตกอายุมากแล้วแต่ตอนนี้เขาเหมือนเด็กคนหนึ่งขณะยืนอยู่ตรงหน้าเสิ่นเสวียน
สามารถปลุกจิตวิญญาณคนที่ตายไปแล้วสามสิบปีให้ตื่นขึ้นมาได้แสดงให้เห็นว่าพลังของเสิ่นเสวียนถึงขั้นไหนแล้ว
“นางบอกว่า...”
เสิ่นเสวียนกล่าวแค่นี้แล้วเงียบไป
จากนั้นคลื่นพลังมิติพลันสั่นไหวมีห่อผ้าปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือโต๊ะที่อยู่ตรงหน้า
ในนั้นคือเศษกระดูกของนาง
ราชามารตะวันตกที่ไม่เคยมีน้ำตาได้เห็นห่อผ้านั้นน้ำตาพลันไหลหลั่งออกมาอย่างมิอาจควบคุมได้
“นางอยู่ในนี้”
เสิ่นเสวียนกล่าว
ราชามารตะวันตกค่อยๆยกมือขึ้น เอื้อมไปหาห่อผ้านั้นด้วยมือที่สั่นเทาเขาอยากสัมผัสห่อผ้านั้นอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่แตะต้อง
ในท้ายที่สุดเขาคว้าห่อผ้านั้นเอาไว้และค่อยๆแกะห่อผ้าออก สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือหินก้อนหนึ่ง
และหินก้อนนี้คือก้อนที่เขาวางไว้ในตอนนั้น
จากนั้นก็เห็นกระดูกที่ผ่านกาลเวลามายาวนานจนไม่เป็นกระดูกแล้วและยังมีเศษกระดูกแตกๆ อีกด้วย
ผ่านมาแล้วสามสิบปีแม้ว่าเสิ่นเสวียนจะระวังมากเพียงใด ก็ยังทำให้มันแตกหักเพิ่มไปอีกเล็กน้อยเขาพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว จึงเก็บรักษาได้ถึงขนาดนี้
“สามสิบปีแล้ว! สามสิบปีแล้ว!”
ราชามารตะวันตกมือสั่นเทาไม่กล้าสัมผัสกระดูกเหล่านั้นเลยอารมณ์ความรู้สึกที่เก็บกดอยู่ภายในใจมาสามสิบปีพลันปะทุออกมาวันคืนนับไม่ถ้วนที่เขาคิดคำนึงว่าหากได้เจอนางอีกครั้งจะทำอย่างไร
จะโอบกอดนางไว้แล้วร้องไห้
จะโจมตีออกไปเพราะความโกรธแค้นต่อโลกหรือเปล่า
หรือจะทำร้ายตนเอง
แต่ไม่เลย...
สองมือของเขาสั่นเทิ้มไม่กล้ายื่นออกไปสัมผัสสิ่งใดกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงตรงหน้า ทว่าภายในจิตใจของเขากลับสงบนิ่งลงแล้ว
ได้เจอสตรีที่ตนเองรักคนที่คิดถึงทั้งวันทั้งคืน จิตใจของเขาสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเหมือนกับว่าการมาถึงของนางฟื้นฟูบาดแผลตลอดสามสิบปีของเขาได้
และบาดแผลสมานแล้วในตอนนี้
เขาค่อยๆยื่นมือไปสัมผัสหัวกะโหลกอย่างเบามือ เหมือนว่านางยังมีชีวิตอยู่
แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยไออุ่นแห่งความรัก
“เจ้าดูสิเจ้ายังอ่อนเยาว์อยู่เลย แต่ข้ากลับแก่ลงมากแล้ว”
ราชามารตะวันตกกล่าวกับโครงกระดูก
“เจ้าเคยบอกว่าเจ้าชอบวันที่วิ่งไปด้วยกันริมทะเลยามอาทิตย์อัสดงที่สุดช่วงเวลานั้นจะหยุดนิ่งไปตลอดกาล”
“เจ้าเคยบอกว่าตอนที่พวกเราจัดงานแต่งงานและเชิญครอบครัวมา จะให้พวกเขาอวยพรจะบอกพวกเขาว่าเจ้าไม่เคยเลือกผิด”
“เจ้าเคยบอกว่าเจ้าอยากเห็นมหาสมุทร แต่พวกเราไม่เคยได้ไปด้วยกันเลย”
เสิ่นเสวียนนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยมองราชามารตะวันตกกล่าวอยู่เงียบๆ
การเดินทางเข้าไปในสุสานครั้งนี้เขาทำหน้าที่พ่อสื่อให้กับคนสองคน ความรักของทั้งสองคนยาวนานถึงสามสิบปีทั้งสองคนข้ามผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ซึ่งเขาสัมผัสได้อย่างแท้จริง
คนที่อยู่ในห้วงความรักไม่มีถูกผิดเหมือนกับก่อนหน้านี้ที่นางเต็มใจรับพลังโจมตีนั้นแทนราชามารตะวันตก เต็มใจที่จะตายแทนเขานี่คือความรัก
เสิ่นเสวียนเคยคิดว่าตนเองปิดผนึกเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาเอาไว้เป็นสิ่งถูกต้องจริงหรือไม่เจ็ดอารมณ์หกปรารถนาเดิมทีเป็นธรรมชาติของมนุษย์เขาฝืนหยุดยั้งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาไว้เพื่อการฝึกฝนเป็นสิ่งถูกต้องแล้วจริงหรือ
หากตนเองคลายผนึกเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาไปแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนของตนเองหรือเปล่าหรือจะทำให้ชีวิตของตนเองสดใสขึ้นกว่าเดิมไหม
แต่คำของอาจารย์พลันดังขึ้นในหูของเขาหากยับยั้งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาไปแล้ว ความวุ่นวายในชีวิตจะหายไปแปดจากสิบส่วนนี่คือคำบอกเล่าของอาจารย์ที่บอกเขาไว้ในตอนนั้นทำให้เขาตั้งใจฝึกฝนอย่างสุดความสามารถ
ตอนนี้เสิ่นเสวียนได้รับรู้เรื่องราวของราชามารตะวันตกแล้วทำให้เขาคิดว่าไม่ควรละทิ้งคุณสมบัติที่ธรรมชาติสรรค์สร้างเหล่านี้ไป
ความยุ่งยากแปดส่วนที่หายไปก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาแปดเก้าส่วน
นึกย้อนกลับไปเขากลายเป็นเซียนพเนจรเก้าด่านเคราะห์ที่นำหน้าคนอื่นไปแล้ว
แต่เขาไม่มีความสุขเลย
“นางบอกอะไรเจ้าหรือ”
ขณะนั้นเสียงของราชามารตะวันตกดังขึ้นในหูของเสิ่นเสวียนดึงให้เสิ่นเสวียนออกมาจากห้วงภวังค์
“นางบอกว่าได้ตายในอ้อมกอดของท่านนางไม่เสียใจแล้ว และยังบอกอีกว่าให้ท่านปล่อยวางใช้ชีวิตที่เหลือให้ดี”
“ปล่อยวางและใช้ชีวิตให้ดี”
ราชามารตะวันตกกล่าวซ้ำคำของเสิ่นเสวียน
ให้ปล่อยวางและใช้ชีวิตให้ดีใช่เรื่องง่ายที่ไหนกัน
“นางยังบอกอะไรอีกไหม”
“นางเล่าเรื่องของพวกท่านให้ข้าฟังและยังบอกว่าหากท่านใช้ชีวิตต่อไปด้วยจิตใจติดบ่วง นางคงตายตาไม่หลับ”
ประโยคหลังนี้เขาเสริมเข้าไปเองหากราชามารตะวันตกไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ คำว่าตายตาไม่หลับก็คงไม่มากเกินไป
“ตายตาไม่หลับ!”
ราชามารตะวันตกได้ยินดังนั้นจึงยิ้มออกมา
“คำร้องขอของเจ้าช่างยากลำบากยิ่งนักแต่ข้าคิดว่าข้าควรต้องปล่อยวางแล้ว เจ้าชอบมหาสมุทรมากไม่ใช่หรือข้าจะพาเจ้าไปดูมหาสมุทร พาเจ้าไปท่องเที่ยวทั่วหล้า ข้าเป็นคนขี้เหงาเจ้าร่วมทางไปกับข้าดีไหม”
ราชามารตะวันตกกล่าวขณะเดียวกันจิตใจของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
จากความเพียรพยายามก่อนหน้านี้ทำให้เขาค่อยๆ หลุดพ้นไป
หลังจากได้ยินคำร้องขอสุดท้ายของนางทำให้เขาอยากทำตาม
ค่อยๆปล่อยวางลง
“หืม?”
เสิ่นเสวียนที่นั่งอยู่เห็นราชามารตะวันตกเริ่มเปลี่ยนไปก็รู้สึกตกใจขึ้นมา
ราชามารตะวันตกปล่อยวางลงแล้ว
แต่เขาก็ได้รับบางอย่างไปเช่นกัน
เพราะไอพลังบนร่างของเขากำลังแปรเปลี่ยนไป
เขาติดอยู่ในขั้นราชันระดับสูงสุดมานานมากชั่วชีวิตนี้อาจไม่มีทางเลื่อนไปถึงขั้นจักรพรรดิได้เลย
แต่เนื่องจากการปล่อยวางครั้งนี้พลังของเขาคล้ายเจอช่องทางให้ก้าวเดินไปมันพุ่งเข้าออกร่างกายอย่างบ้าคลั่งจนกลายเป็นวงแหวน
เลื่อนขั้นแล้ว
เขาติดอยู่ในขั้นราชันมานานหลายปีกลับทะลวงเลื่อนไปถึงขั้นจักรพรรดิได้แล้วในตอนนี้
แม้แต่เขาเองยังไม่รู้เลยว่าตนเองเลื่อนขั้นสำเร็จแล้ว
หุบเขาสุขาวดีสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเพราะผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงอำนาจทั้งหมดเป็นพันธมิตรต่อกัน กลายเป็นอำนาจยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่าหุบเขาสุขาวดี
เสิ่นเสวียนได้รับตำแหน่งประมุขหุบเขาคนแรก
แต่เสิ่นเสวียนไม่ได้ทำอะไรเลยคนที่ทำทุกอย่างอย่างแท้จริงคือราชามารทิศเหนือ
เขาไม่สนใจรายละเอียดต่างๆแต่เขาชี้แนะบางอย่างให้ราชามารทิศเหนือไป
ความวุ่นวายในอดีตต้องหยุดลงในอนาคตต่อจากนี้ไปทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน จะให้สู้กันต่อไปอีกได้อย่างไร
จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่สมบูรณ์รวมไปถึงรางวัลและบทลงโทษด้วย
ก่อตั้งศูนย์กลางอำนาจคัดเลือกตัวแทนออกมาจากอำนาจต่างๆ จัดตั้งกลุ่มผู้อาวุโสจัดการหุบเขาสุขาวดีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ยึดมั่นในกฎเกณฑ์เป็นอันดับแรกไม่มีกฎเกณฑ์ก็ไม่มีระเบียบ ไม่ว่าใครที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์จะถูกลงโทษตามกำหนดคำสั่งนี้ครอบคลุมตั้งแต่เสิ่นเสวียนที่มีอำนาจสูงสุดไปจนถึงผู้คนทั่วไปในหุบเขา
หลังจากกฎเกณฑ์เหล่านี้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้วเดิมทีอำนาจใหญ่ต่างๆ มีความเห็นขัดแย้งแต่เมื่อคิดได้ว่าเสิ่นเสวียนเป็นคนประกาศออกมาจึงไม่มีใครคัดค้าน
ส่วนอำนาจเล็กๆที่ได้เห็นกฎเกณฑ์ต่างตื่นเต้นดีใจกันถ้วนหน้า
พวกเขาหลายคนมิอาจเข้าร่วมสำนักใหญ่ได้จึงต้องเข้าร่วมสำนักเล็กๆ ไปก่อน ตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วพวกเขาอาจมีโอกาสก้าวหน้าได้อีก แล้วจะไม่ดีใจได้อย่างไร
หากหุบเขาสุขาวดีสามารถทำตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้จริงๆที่นี่จะกลายเป็นหุบเขาสุขาวดีสมชื่อได้อย่างแท้จริง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเรื่องต่อไปที่เสิ่นเสวียนต้องทำคือเดินทางออกจากที่นี่