อสูรข้ามฟ้า

ตอนที่ 175 ที่มาของ ภูติผู้พิทักษ์

ตอนที่ 175


ขณะที่สามผู้เยาว์กำลังแน่นิ่งขบคิดเรื่องการไปยังพรรคมังกรฟ้าอยู่นั้นเอง...อวิ๋นหยางหลิ่ง ที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แค่นเสียงครั้งหนึ่ง เพื่อเรียกสติของทั้งสามคนให้กลับมาก่อนจะเริ่มกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเนิบช้าอีกครั้ง

 

“เรื่องการไปเยือนพรรคมังกรฟ้าของพวกเจ้าทั้งสามคน ยังต้องรอไปอีกหนึ่งเดือนตามกระบวนการที่ถูกต้อง ให้พร้อมเพรียงกับขุมกำลังอื่น ๆ เพราะฉะนั้นพวกเจ้าทั้งสามคนยังไม่ต้องรีบขบคิดไม่มากความ...

 

ทว่ายังมีเหตุผลอยู่อีกเรื่องที่ข้าเรียกพวกเจ้าสามคนมาที่นี่นั่นคือการจัดขบวนศิษย์ที่จะเข้าไปใน หอคอยสุสานเทพอสูรพยัคฆ์ขาว ตามกำหนดการในอีก4 วันข้างหน้า... ซึ่งหอคอยนั้นมีกฎเหล็กที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คือผู้ที่มีพื้นฐานลมปราณตั้งแต่ชนชั้นลมปราณสีส้มขึ้นไปจะไม่สามารถเข้าไปด้านในหอคอยได้

 

ฉะนั้นแล้วระดับผู้อาวุโสทั้งหมดของสำนัก ย่อมไม่อาจเข้าไปคุ้มครองขบวนของหมู่ศิษย์จะมีก็แต่ชนชั้นผู้ฝึกสอนบางส่วนที่จะเข้าไปทำหน้าที่คุ้มกัน แต่ถึงกระนั้นจำนวนผู้ฝึกสอนที่สามารถเข้าไปได้ก็มีจำนวนจำกัดเพียงแค่ไม่กี่สิบคนยากที่จะดูแลขบวนของหมู่ศิษย์นับพันคนได้อย่างทั่วถึง เพียงแค่ปกป้องศิษย์สายนอกและศิษย์สายในก็เต็มกลืนแล้ว

 

ด้วยเหตุนี้พวกเจ้าสามคนในฐานะศิษย์หลักผู้ทรงเกียรติ 3 อันดับแรกของสำนักจึงต้องรับหน้านี้เป็นผู้นำขบวนของบรรดากลุ่มศิษย์หลักคนอื่น ๆ ซึ่งหน้าที่นี้ถือว่ามีความสำคัญและอันตรายอยู่ไม่น้อย ข้าจึงต้องเรียกพวกเจ้าทั้งสามคนมาทำความเข้าใจรายละเอียดการเดินทางภายในหอคอย...”

 

เมื่อเจ้าสำนักอวิ๋นได้อธิบายถึงจุดนี้ ใบหน้าของ เจี่ยโย่วเทียนและ ลั่วชิงเหอ มิได้เปลี่ยนแปลงไปนัก เพราะเมื่อปีก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนก็รับหน้าที่นี้มาแล้วจึงมิได้เผยท่าทีตื่นเต้นอะไร... ทว่ากับ ซุน นั้นกลับรู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าได้ฟังเรื่องธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์เสียอีกเพราะมันคือครั้งแรกในการเข้าหอคอยสำหรับชายหนุ่ม

 

“นี่คือแผนที่ชั้นต่าง ๆ เป็นรายละเอียดทั้ง 114 ชั้นภายในหอคอยที่สืบทอดมาเนิ่นนานแล้วนอกเหนือจากพวกเจ้าสามคนก็มีเพียงชนชั้นผู้ฝึกสอนที่ได้ถือครองแผนที่เดินทางนี้ แต่อยากให้พวกเจ้าพยายามศึกษาแผนที่ให้ละเอียดจนถึงขั้นสลักจดจำโดยไม่ต้องเปิดดูจะดีกว่า เมื่ออยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจะได้รับมือรวดเร็วยิ่งขึ้น...”

 

หลังจากที่ อวิ๋นหยางหลิ่ง มอบแผนที่ซึ่งหนาราวกับเป็นหนังสือตำราให้กับทั้งสามผู้เยาว์ก็ได้ให้สองผู้อาวุโสสูงสุดช่วยกันอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการควบคุมขบวนในส่วนที่เหลืออยู่อีกครู่ใหญ่เพื่อให้เกิดความเข้าใจและรัดกุมในความปลอดภัยมากที่สุด

 

เมื่อสองผู้อาวุโสอธิบายเสร็จสิ้นแล้ว ก็หมดธุระในการประชุม ทั้งสามผู้เยาว์และเหล่าผู้อาวุโสจึงตั้งท่าที่จะแยกย้ายกันกลับไปเตรียมพร้อมในเรื่องต่างๆ ทว่าขณะที่ ซุน เองก็กำลังจะแยกทางไปนั้น กลับมีมือที่เหี่ยวชราของ อวิ๋นหยางหลิ่งวางลงมือบ่าของ ซุน เบา ๆ

 

“คนอื่น ๆ กลับไปได้ ทว่าเจ้ายังต้องอยู่ก่อน...” อวิ๋นหยางหลิ่งกล่าวเน้นย้ำทีละคำ ทั้งยังเผยรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยเลศนัยมาบางอย่าง... ซุนเบิกตากว้างทันที สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกในถ้อยวาจาของอีกฝ่าย

 

ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็คล้ายจะรู้ถึงเจตนาส่วนนี้มาก่อนแล้วไม่มีผู้ใดเอ่ยทัก แม้แต่ เตียมู่หยง ยังไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง มีเพียงเจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ที่เผยถึงความอึ้งงัน แต่ในเมื่อเจ้าสำนักเป็นผู้เอ่ยเช่นนั้นก็ได้แต่จนใจเหลียวมองชั่วครู่เดียวก็สืบเท้าเดินจากไปเช่นกัน...

 

ซุน อ้าปากค้าง เมื่อเห็นท่าทีของแต่ละคนที่ค่อย ๆ จากไป

“ดะ...เดี๋ยวก่อนสิ”

 

อวิ๋นหยางหลิ่ง กระแอมไอแรง ๆ ครั้งหนึ่ง ทำเอา ซุน ใบหน้าด้านชาในทันที

“อย่าตื่นตระหนกไปนักสิ นี่เป็นเรื่องสำคัญ...”

 

ซุน ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก รู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ... ซุนไม่เคยอยู่เพียงลำพังกับ อวิ๋นหยางหลิ่ง เช่นนี้มาก่อน เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องที่แม้แต่รองเจ้าสำนักอย่างเตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย ก็ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะรับรู้

 

“ทะ...ท่านเจ้าสำนัก มีธุระอะไรกับข้างั้นหรือ?!” ซุน เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ เต็มไปด้วยท่าทีประหม่าอยู่เนืองลึกอวิ๋นหยางหลิ่ง กลับแย้มยิ้มที่เต็มไปด้วยเลศนัยใช้มือเพียงข้างเดียวฉุดดึงร่างของ ซุน ให้ลอยตามไป ทั้งที่เป็นมือแห้งเหี่ยวชราแต่ซุนรู้สึกว่ามันราวกับเป็นโลหะที่โอบรัดร่างของตนเอาไว้ ด้วยพลังของ ซุน ในตอนนี้ไม่มีทางที่จะสลัดหลุดได้แม้แต่น้อย

 

อวิ๋นหยางหลิ่ง พา ซุน ออกจากตำหนักตรงไปยังขุนเขาลูกที่ 4 หรือหากให้ชี้ชัดก็ควรบอกว่ากำลังพา ซุน ตรงไปยังหน้าผาเสียดฟ้า!! ซุน อดไม่ได้ที่จะสำลักลมหายใจความเร็วในการพุ่งทะยานของ อวิ๋นหยางหลิ่ง แม้จะฉุดดึงซุนมาพร้อมกัน ก็ยังเร็วราวกับเป็นประกายแสงสีเขียวที่วาบผ่านพื้นดินซุน ตระหนักได้ทันที ว่านี่คือขั้นสูงสุดของวิชาตัวเบา วายุทะยานเหยียบเมฆา...

 

ทว่า เส้นทางของ อวิ๋นหยางหลิ่ง กลับไม่ใช่เส้นทางที่จะขึ้นไปบนหน้าผาเสียดฟ้าแต่กลับเป็นเส้นทางที่เหยียบย่างเหนือทะเลสาบ พุ่งทะยานบนผิวน้ำทั้งที่หอบร่างของซุน เอาไว้ เท้าแตะผิวน้ำเพียงครั้งสามารถทะยานไปได้ไกลนับร้อยจั้ง บ่งบอกถึงทักษะที่เหนือกฎเกณฑ์ของชนชั้นจักรพรรดิ...

 

ไม่นานก็มาถึงจุดล่างสุดของหน้าผาเสียดฟ้า... ที่แห่งนี้เป็นตำแหน่งที่ลึกลับซับซ้อนอย่างมากจำต้องผ่านค่ายกลศิลาบนผิวทะเลสาบกว่าจะสามารถเข้ามาถึงได้ ทั้งยังมีขอบข่ายอาคมอีกหลายชั้นที่ดูเหมือนว่าจะมีเพียง อวิ๋นหยางหลิ่ง เท่านั้นที่สามารถปลดเปลืองอาคมเหล่านี้จนเผยให้เห็นถึงถ้ำลึกขนาดใหญ่ อยู่ใต้หน้าผาเสียดฟ้า

 

เพียงแต่เข้ามาภายในถ้ำที่มืดดำแห่งนี้ ขนทั่วสรรพางค์กายของชายหนุ่มก็พลันลุกตั้งชูชันร่างกายสั่นเยือก จิตใจไม่อาจนิ่งสงบ กระแสปราณแห่งชีวิตรวมถึงอำนาจพลังวิญญาณภายในถ้ำดูจะเต็มไปด้วยความพลุ่งพล่านถึงขีดสุด...

 

“ทะ...ท่านเจ้าสำนัก สถานที่แห่งนี้มัน?!”

 

อวิ๋นหยางหลิ่ง ใบหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะกล่าวขึ้นแผ่วเบา...

“ที่พำนักตลอดหมื่นปี... ของท่านภูติผู้พิทักษ์”

 

“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างอย่างที่ไม่หักห้าม

 

“ตามข้ามา...” อวิ๋นหยางหลิ่ง ไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาเมื่อเข้ามาภายในถ้ำแห่งนี้ประหนึ่งว่าเป็นการให้เกียรติแก่สถานที่ จึงค่อย ๆ ก้าวเดินลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งตัวของซุน เองก็ราวกับถูกมนต์สะกดให้ต้องเดินติดตามเช่นกัน...

 

เฒ่าชีเปลือย หลังจากที่ออกปากขับไล่ ซุน ออกจากถ้ำปิดด่านที่ตนกำลังเริงสำราญแน่นอนว่าการมาของ ซุน ในครั้งนี้ เฒ่าชีเปลือย ย่อมไม่ได้ติดตามมาด้วย นั่นจึงทำให้ซุน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกริ่งเกรงหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...

 

ลึกไปจนถึงปลายทาง ซุน ก็มองเห็นบันไดวนที่สร้างจากศิลาเก่าแก่ สูงขึ้นไปบนผนังถ้ำที่คล้ายจะเป็นการค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปสู่พื้นที่ด้านบนของขุนเขาลูกที่ 4 นี้ จำนวนขั้นบันไดอาจมีหลายหมื่นหรืออาจจะถึงแสนขั้นยากที่จะบอกได้...อวิ๋นหยางหลิ่ง ค่อย ๆ ก้าวเดินนำไปเรื่อย ๆ โดยมี ซุน ติดตามไม่ห่าง

 

“ซุน... เจ้ารู้ประวัติความเป็นมาของสำนักสายลมประจิมหรือไม่?!” อวิ๋นหยางหลิ่ง เอ่ยถามขึ้นขณะที่ยังต้องก้าวเดินไปอีกไกล

 

“เรียนท่านเจ้าสำนัก... ข้ารู้เพียงแค่ว่า สำนักสายลมประจิมถูกก่อตั้งเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนมีบูรพาจารย์รุ่นแรกนามว่า จั่วเหยียนจื่อ เป็นผู้ก่อตั้ง ทั้งยังเป็นหนึ่งในสหายของสามผู้ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา...” ซุนกล่าวขึ้นตามที่ทราบมา

 

อวิ๋นหยางหลิ่ง พยักหน้าตอบรับพร้อมรอยยิ้ม...

“ถูกต้อง... ทว่านั่นเป็นเพียงที่มาคร่าว ๆ ของสำนักเราเท่านั้น แต่ความจริงยังมีเรื่องที่ลึกล้ำยิ่งไปกว่านั้นอยู่อีกแรกเริ่มเดิมทีเมืองหลวงพยัคฆ์มรรคา มิได้ใช้ชื่อนี้ แต่มันเพิ่งจะถูกเปลี่ยนมาจากชื่อเมืองหลวงเดิมว่าเมืองหลวงสายลมประจิมอันเป็นชื่อสำนักของพวกเรา... ทราบหรือไม่ ว่าเพราะอะไรถึงมีการเปลี่ยนชื่อของเมืองหลวงโดยที่ทางราชวงศ์ไป๋หู่ในยุคนั้น ก็ยังมิอาจคัดค้านใด ๆ ได้เลย...”

 

ซุน อึ้งงั้นไปชั่วครู่หนึ่ง แล้วจึงส่ายหน้าเบา ๆแววตาเผยถึงความสงสัยใคร่รู้

 

“นั่นก็เป็นเพราะการปรากฏตัวของราชันย์สัตว์อสูรตนหนึ่ง... เป็นราชันย์สัตว์อสูรที่ถูกผู้ยิ่งใหญ่เล้งซาน นำพากลับมาหลังจากจบศึกสงครามแห่งดวงดาว ราชันย์สัตว์อสูรตนนั้นมีนามว่า พยัคฆ์วาตะซึ่งในปัจจุบันก็คือภูติผู้พิทักษ์ของสำนักเรา...”

 

“!!!!!!!!!!!” ซุน แม้จะสะท้านสะเทือนกับเรื่องที่ได้ยินยิ่งเมื่อได้ยินนามของ เล้งซาน เข้ามาเกี่ยวข้องลมหายใจก็เริ่มถี่กระชั้นขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าเอ่ยขัดปล่อยให้ชายชรากล่าวต่อไป…

 

“พยัคฆ์วาตะ มีประสงค์อยากให้เปลี่ยนชื่อเมืองหลวงของทวีป จากเดิมนามเดิมว่าสายลมประจิม เป็นชื่อเมือง พยัคฆ์มรรคา ที่แปลว่าเส้นทางแห่งพยัคฆ์... ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเพราะได้รับมอบหมายภารกิจบางอย่างจากผู้ยิ่งใหญ่เล้งซาน ให้รอคอยคนผู้หนึ่งที่จะเดินทางมายังเมืองพยัคฆ์มรรคาแห่งนี้ ตามเส้นทางแห่งชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้

 

และ พยัคฆ์วาตะ ก็ยอมมาเป็นภูติผู้พิทักษ์ให้กับสำนักของบูรพาจารย์จั่วเหยียนจื่อโดยการนำชื่อของเมืองหลวงในอดีต มาก่อตั้งเป็นชื่อของสำนักแห่งนี้ เหตุผลก็เพื่อจะได้ปักหลักรอคอยอยู่ใกล้ๆ เมืองหลวงพยัคฆ์มรรคา และเฝ้ารอบุคคลในชะตากรรมผู้นั้น มาตลอดหนึ่งหมื่นปี...

 

ขุนเขาลูกที่ 4 ของสำนักเรา แท้ที่จริงแล้วด้านในก็คือสถานที่พำนักของพยัคฆ์วาตะ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาอายุขัยให้ยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้...ซึ่งระยะเวลาหนึ่งหมื่นปีมานี้ ก็คล้ายจะเป็นขอบเขตสูงสุดแล้ว อีกไม่นาน พยัคฆ์วาตะก็คงจะกลับคืนสู่นิพพานอย่างสมบูรณ์

 

ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ท่านพยัคฆ์วาตะ ได้ส่งจิตวิญญาณของตนเองออกมาปกป้องสำนักรวมถึงเข้ามาพบกับข้าเพื่อแจ้งข่าวสำคัญ... ซึ่งข่าวนั้นก็คือบุคคลแห่งชะตากรรมที่พยัคฆ์วาตะได้เฝ้ารอมาตลอดหนึ่งหมื่นปี ณ เวลานี้ได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว......”

 

ขณะที่กล่าวจบ อวิ๋นหยางหลิ่ง ก็หยุดยืนนิ่ง และหันมองกลับมายังซุน ด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความปิติยินดี... “ซึ่งคนผู้นั้น...ก็คือเจ้า...”

 

ซุน ไม่ยินมาถึงจุดนี้ ร่างก็พลันสั่นเยือกขึ้น ความนึกคิดพลันหมุนวนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซุน ก็นึกกับตนเองอยู่เช่นกันว่าเพราะอะไรตนถึงต้องมาพบเจอกับ เฒ่าชีเปลือย เพราะอะไรตนถึงต้องมาลงเอยยังดินแดนแห่งนี้เพราะอะไรตนถึงต้องเข้าสู่เส้นทางที่โหดร้ายเช่นนี้...

 

ทว่าในเวลานี้ พอได้ยินว่าทุกอย่างมันถูกกำหนดเอาไว้แล้วแม้แต่การมาที่เมืองนี้ การมายังสำนักแห่งนี้ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามที่ถูกคาดการณ์...พอมาได้ยินเรื่องนี้กับหู ไหนเลยที่ตัวของ ซุนจะสามารถยอมรับกับเรื่องนี้ได้ในทันที!! เพราะนั่นมิเท่ากับว่าเส้นทางจนถึงตอนนี้ตนมิได้เป็นผู้เลือก แต่ถูกบางสิ่งบางอย่างชักนำให้เลือก มาโดยตลอดเลยอย่างนั้นหรือ?!

 

ใจหนึ่งของ ซุน พลันรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรงเพราะเกลียดชังในสิ่งที่ถูกกำหมดไว้โดยผู้อื่น และทำให้ตนเองเปรียบเสมือนเบี้ยหมากที่ต้องเดินไปตามกระดาน...แต่ในขณะเดียวก็บังเกิดอีกใจหนึ่ง ที่คล้ายอยากรู้คำตอบของปลายทาง ว่าแท้ที่จริงแล้วเรื่องเช่นนี้มันเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?

 

“หากนี่มิใช่ความบังเอิญ... หากนี้เป็นชะตากรรมที่ถูกกำหนด...แล้วใครกันคือผู้ลิขิตชะตากรรมของตัวข้า?!”

 

....................................................

คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน