ตอนที่ 43 หลบหนี
ทั้งสองคนได้หลบเลี่ยงเส้นทางการละตระเวนของทหาร จากนั้นก็อ้อมจนกลับไปถึงบ้านของตระกูลจ้าว เจวี๋ยหวู่หมิงจึงได้ให้ตว่อเอ๋อรีบไปนอนหลับพักผ่อน ด้านของตัวเองก็เริ่มทำการบ่มเพาะ แม้ว่าจะเหลือค่าปราณบริสุทธิ์น้อย จนไม่สามารถที่จะใช้ระบบมาจัดการได้ แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้เสียเวลาต่อไปได้อีก จึงทำได้แต่เพียงเข้าสู่การบ่มเพาะด้วยความสามารถของตัวเองเท่านั้น แม้จะเลื่อนขั้นได้ช้าไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าไม่เห็นผลลัพธ์อะไร ในเวลาที่บ่มเพาะ จนเหมือนกับควบม้าผ่านช่องแคบ[1] ชั่วพริบตาเดียวฟ้าก็พลันสว่างไสวขึ้นแล้ว ในค่ำคืนนี้ เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้ทำให้《บันทึกไตรแสงวารีเยือก》กับ《เคล็ดกายาหลอมโลหิต》ยิ่งทวีคูณความสมบูรณ์ได้มากยิ่งขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้มีพลังลมปราณเพิ่มพูน แต่ก็ยังถือได้ว่ามีความเชี่ยวชาญในการจัดการพลังลมปราณได้อย่างละเอียดขึ้นอีกหลายส่วน “เจ้าจะบอกว่ากู่ยี่กลับไปแล้วอย่างงั้นหรือ?” ทันใดนั้นที่ด้านนอกก็พลันมีเสียงของบุรุษวัยกลางคนดังขึ้น “เด็กคนนี้ยังไม่ตายก็นับว่าดียิ่งนัก สวรรค์ทรงโปรด!” เสียงของสตรีนางหนึ่งก็พลันดังขึ้น แท้จริงแล้วก็คือท่านป้าจ้าวนั้นเอง เสียงประตูได้ถูกเปิดออก ท่านป้าจ้าวก็พบกู่ยี่แล้ว “เด็กเอ่ย ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว” ผู้สตรีเจ้าของเสียงคล้ายกับได้คลายความกังวลใจขึ้นมา ท่านป้าจ้าวก็กำลังมองสำรวจเจวี๋ยหวู่หมิงด้วยน้ำตาของผู้ชรา จนกระทั่งพบว่าไม่ได้มีบาดแผลภายนอก จึงค่อยวางใจขึ้นได้ “อย่าได้พูดเรื่องที่ไม่จำเป็นแล้ว เสี่ยวยี่เอ๋อ (ยี่น้อย) เมืองหวู่หลิงเองก็ไม่อาจอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว เมื่อวานนี้ทางการเองก็ได้แจ้งมาแล้ว วันนี้จะเปิดประตูเมืองทิศใต้ พวกเราก็เตรียมตัวกันเถอะ ยังไงก็รีบไปจากที่นี่กันให้เร็วที่สุด” ท่านลุงจ้าวเป็นผู้บอกกล่าว “ขอรับ!” เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็ไม่ไม่ได้มีเหตุผลที่ต้องอยู่กับสงครามแบบนี้อีกแล้ว ถึงอย่างไร เขาที่ถูกบีบให้ทำความปรารถนาจากทางโลกให้สำเร็จ นอกเสียจากจะทำความหวังของกู่ยี่ให้สำเร็จ เรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้เขาเองก็ไม่คิดที่จะไปยุ่งเกี่ยวกันอีกแล้ว ในเมื่อตัดสินใจว่าจะไปอยู่แล้ว มีหรือที่จะชักช้ารีรอต่อไปได้ ท่านลุงจ้าวกับท่านป้าจ้าวเองก็เก็บข้าวเก็บของเอาไว้พร้อมตั้งแต่แรกแล้ว เจวี๋ยหวู่หมิงที่ถือเป็นผู้มีบำเพ็ญตบะคนหนึ่ง นอกเสียจากสัมภาระเพียงห่อผ้าเดียว ก็ไม่ได้มีอะไรอื่นอีก ข้างในที่มีเศษเงินอยู่บางส่วน และเสื้อผ้าที่ซักไว้แล้วอีกไม่กี่ตัว ก็ไม่ได้มีอะไรอื่นอีก แต่กลับเป็นจ้าวตว่อเอ๋อที่เก็บแล้วก็กลับเข้าไปเก็บอีก ในมือยังถือไว้ด้วยชุดการเย็บปักทรงดอกไม้อยู่ชิ้นหนึ่ง จนทำให้ด้านบนอยู่ในลักษณะของกระโจม จนคล้ายกับดอกบัวครึ่งดอก ที่ยังไม่ได้รับการปักจนเสร็จเรียบร้อย จนตัวของเข็มปักยังคงเสียบคาเอาไว้อยู่ อีกทั้งตรงส่วนปลายของเข็มปักยังมีเส้นด้ายคล้องเอาไว้อยู่ “พี่ยี่ นี่เป็นผ้าเช็ดหน้าที่ตว่อเอ๋อเย็บปักให้กับท่าน แต่ว่ายังไม่……” แม่นางน้อยที่กำลังพูดอยู่ นัยน์ตาก็แดงก่ำขึ้นมา เจวี๋ยหวู่หมิงที่กำลังเหม่อมองงานฝีมือที่ยังไม่เรียบร้อยของแม่นางน้อย ในใจพลันเกิดความคิดขึ้นวูบ จึงได้ลูบไปที่หัวของตว่อเอ๋อเบา ๆ แย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นว่า: “เช่นนี้เถอะ เจ้าก็มอบสิ่งนี้ให้ข้า ที่เหลืออยู่นั้น ข้าจะเอามาเย็บปักเอง เป็นอย่างไร?” ทันใดนั้นสายตาของตว่อเอ๋อพลันสว่างวาบขึ้นมา แล้วกล่าวขึ้นว่า: “ก็ได้ ก็ได้ เพียงแต่พี่ยี่ท่านปักดอกไม้เป็นด้วยอย่างงั้นหรือ?” “อย่าได้ลืมว่าข้าเองก็เป็นช่างฝีมือเหมือนกัน ยังมีอะไรที่ทำไม่ได้อีกกัน” เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้กล่าวพลางหยอกเย้าแม่นางน้อย ภายใต้ประกายแววตาที่เต็มไปด้วยความระคนสงสัยของแม่นางน้อย เจวี๋ยหวู่หมิงจึงได้นำเข็มปักพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าที่ยังไม่ทันได้เย็บจนเรียบร้อยให้ ในขณะที่เดินอยู่ตามท้องถนน เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้พบว่า ได้มีประชาชนเดินกันเกลื่อนท้องถนน บ้างสะพายถุงน้อยใหญ่ มีบ้างที่เข็นรถลาก บนรถลากยังมีทั้งเด็กคนชรา บนใบหน้าของคนเหล่านี้กลับแฝงเอาไว้ด้วยความสิ้นหวัง ความโศกเศร้า พกพาความเจ็บปวดรวดร้าวระเหเร่ร่อน “สวรรค์ทรงโปรด ได้โปรดให้พวกเราได้อยู่กันอย่างสงบบ้างเถอะ” ท่านป้าจ้าวพนมมือไปพลาง และกำลังพึมพำไปพลาง “อย่าว่าแต่เอาแต่พูดถึงเรื่องที่ไม่มีประโยชน์พวกนั้นแล้ว ถ้าเกิดพบเจอกับทหารผมเปียเข้าจริง พวกเจ้าก็หนีไปก่อนเลยนะ ข้าจะขวางพวกเขาด้วยชีวิตผู้เฒ่านี้เอาไว้เอง!” ท่านลุงจ้าวที่กำลังทุบเข้าไปที่หน้าอกแล้วกล่าว เมืองหวู่หลิงเองก็ไม่ถือว่าใหญ่โตอะไรมากมาย จึงทำให้เส้นทางบนถนนไม่ได้ยาวมากนัก พวกเขาทุกคนที่เดินทางกันอยู่ ไม่นานนักก็ได้มาถึงประตูเมืองทิศใต้แล้ว ประตูเมืองทิศใต้ ยังมีทหารท้องที่ประจำการกันอยู่ แต่ทว่าทหารหาญเหล่านี้กลับไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเฝ้าประตูเมืองไม่ เพียงแต่แยกย้ายกันไปนั่งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ที่อยู่โดยรอบ บ้างก็นอนบ้างก็นั่งยอง ในขณะที่กำลังนั่งมองประชาชนพวกนี้กำลังหลบหนี ภายในแววตาของทหารเหล่านี้ก็พลันแสดงสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังอยู่เล็กน้อย ทหารเองก็เป็นคนเหมือนกัน ย่อมต้องมีการกลัวตาย เพียงแต่ว่าพวกเขานั้นเป็นคนในกองทัพ จึงมีหน้าที่ต้องคุ้มครองประชาชน แม้จะทราบว่าต้องตายอยู่ดี ก็ต้องอยู่กันเช่นนี้กันต่อไป “สหายเก่าสหายแก่ทั้งหลาย นี่ก็ไกลจะถึงช่วงปีใหม่กันแล้ว อย่าได้ลืมเผากระดาษเงินกระดาษทองมาให้พวกเราด้วยล่ะ!” ทหารเฒ่านายหนึ่งก็ได้ตะโกนพูดออกมา คนที่กำลังหนีกันอยู่นั้นกลับหาได้ตอบรับอะไรไม่ เพียงแต่ก้าวเท้ามุ่งหน้าเดินผ่านประตูเมืองไปอย่างเร่งร้อน “ศัตรูลอบโจมตี!” บนหัวเมือง ไม่ทราบว่ามีเสียงดังมาจากที่ไหนกัน ในระหว่างที่มีเสียงตะโกนนี้ดังก้องออกมา พลทหารราชวงศ์หมิงที่เดิมทีเกียจคร้านกันพวกนั้น ก็ได้สะดุ้งจนลงขึ้นเหมือนกับก้นติดสปริง กระดอนขึ้นอย่างทันควัน แต่ละคนคล้ายกับได้ฉีดเลือดไก่[2]กันเข้าไป พร้อมกับมุ่งหน้าไปที่หัวเมือง “เหล่าประชาชนทั้งหลาย มิใช่ว่าเราไม่คิดที่จะให้พวกเจ้าออกไปกัน แต่ความจริงทหารผมเปียช่างมาได้เร็วกันเกินไปแล้ว เมืองหวู่หลิงในวันนี้ จะต้องมีแต่ตายสถานเดียวแน่นอน ยังคงต้องขออภัยต่อเหล่าประชาชนทั้งหลายกันด้วยแล้ว หากว่าชาติหน้าสามารถเกิดเป็นวัวเป็นม้า จะขอชดใช้ให้แก่พวกท่านกันอีกครา” เสียงอันแหบพร่าเมื่อได้ดังขึ้น และก็เป็นแม่ทัพที่ถ่ายทอดคำสั่งว่าจะเปิดประตูเมืองให้ประชาชนออกจากเมืองกันตั้งแต่เมื่อวาน “ตูม!” กระสุนปืนใหญ่บอกจะมาก็มากันทันที ในระหว่างที่เกิดเสียงจากการกระแทกเข้ามากันอย่างรุนแรง ก็พลันระเบิดกำแพงเมืองชั้นนอกแตกจนเกิดเป็นรูขนาดใหญ่ขึ้นในทันที ประชาชนที่พึ่งจะรวมตัวกันเพื่อหลบหนีกันก็พลันร้องตะโกนกันขึ้นอย่างเสียงดัง กระจัดกระจายวิ่งหนีเอาตัวรอดไปทุกสารทิศ มีอยู่หลายคนที่พอจะมีกำลังวังชามากหน่อยก็ได้เข้ามาควบคุมความเป็นระเบียบ เพื่อที่จะไม่ให้ประชาชนหลบหนีกันวุ่นวาย นี่จึงค่อยได้ควบคุมสถานการณ์ที่อยู่ทางด้านของประตูเมืองให้สงบลงได้ “ซ่อมแซมกำแพงเมือง!” รองแม่ทัพประจำเมืองหวู่หลิงนามเหอหยงฝูได้สั่งการพลทหารและช่างฝีมือเข้าซ่อมแซมกำแพงเมืองไปพลาง ส่วนอีกทางก็สาดแววตาเป็นประกายจับจ้องมองพลทหารโฮ่วจิน[3]ที่อยู่ห่างไกลออกไป การปิดล้อมเมืองหวู่หลิงของโฮ่วจินก็คือการยกทัพที่มากถึงพันกว่านายเข้ามากันก่อน กองธงแปดสีมีการจัดตั้งแบ่งออกเป็นกองพลหนิวลู่ (ธนูใหญ่) โดยที่มีกันทั้งหมดสามร้อยนาย ห้ากองพลหนิวลู่ก็จะเป็นหนึ่งเจี่ยหล่า ห้าเจี่ยหล่าก็จะเกิดเป็นหนึ่งกู้ซาน (ธง[4]) พวกที่อยู่แนวหน้ากันทางด้านนอก สมควรที่จะเป็นหนึ่งเจี่ยหล่ากันแล้ว “พวกเรายังมีทหารประจำการอยู่นับพัน ก็แค่เอ๋อร์เจิน (หัวหน้าประจำกองธนูใหญ่) ของเจี่ยหล่า ยังคิดจะทลายเมืองหวู่หลิงเรา องค์ชายฉู่อิงเจ้าช่างดูแคลนข้าเหอหยงฝูกันเกินไปแล้ว” บนประตูเมือง เหอหยงฝูชักดาบตะโกนเสียงดังก้อง แผ่ซ่านไปด้วยพลังอำนาจออกมา การที่เขาได้ตะโกนออกมาเช่นนี้ ยังพอที่จะเติมเต็มกำลังใจและสมาธิให้แก่ทัพหมิงที่อ่อนล้าเป็นอย่างยิ่งจนแทบไม่เหลือกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง อีกทั้งยังทำให้พลทหารยิ่งมีกำลังใจพอกพูนได้มากยิ่งขึ้น... [1] เปรียบเปรยว่า เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว[2] เป็นการเปรียบเปรยเหมือนกับเลือดลมสูบฉีด[3] โฮ่วจิน คือการเรียกขานของทหารที่เป็นชนชาวนอกด่าน โดยที่มี เขอข่าน เป็นผู้ปกครอง หรือภายหลังถูกเรียกว่า กองทัพแมนจู[4] หนิวลู่ เจี่ยหล่า กู้ซาน ที่ใช้ทับศัพท์ไปนั้นเนื่องจากยึดตามหลักที่มีผู้แปลบทความ “แปดกองพลของทัพแมนจู”