จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 42 ผลชิงหยวน

            กลุ่มคนในชุดคลุมสีดำที่เหลืออีกสองคนได้วิ่งหนีไปในทันที ส่วนเสี่ยวถิงจ้าวเชิน และต้าหู ทั้งสามคนนั้นต่างมองดูฉากนี้ด้วยความคาดไม่ถึงเด็กหนุ่มผู้มีวรยุทธ์ระดับทงม่ายสองคนได้ร่วมมือกันสังหารยอดฝีมือระดับจื่อฝู่ผู้หนึ่ง!

            “เสี่ยวขวง เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”

            มู่เฟิงรีบเข้าไปประคองมู่ขวงในทันทีเด็กหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นมาก่อนจะส่ายหน้าพลางยิ้มแหย “ข้าไม่เป็นอะไร”

            “มาให้ข้าดูหน่อย”

            มู่เฟิงมองไปยังบาดแผลบนทรวงอกและขาของมู่ขวง ก่อนจะพบว่ามันเป็นเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้นปราณกระบี่ไม่ได้เจาะทะลวงถึงอวัยวะภายใน

            “ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าการฝึกฝนของเจ้าจะไม่ได้ไร้ประโยชน์จากพลังป้องกันของเจ้าในตอนนี้เกรงว่าคงมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับทงม่ายเพียงไม่กี่คนที่สามารถเอาชนะเจ้าได้”

            มู่เฟิงหัวเราะขณะกล่าวออกมาปราณกระบี่ของผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่นั้นสามารถเจาะทะลวงผ่านหินได้ลึกถึงสามฟุตอย่างไม่มีปัญหาและส่วนที่เหลือหลังจากสามฟุตนั้นก็จะพังทลายลง

            แต่ร่างกายของมู่ขวงนั้นกลับสามารถต้านทานพลังโจมตีของปราณกระบี่นี้ได้ซึ่งนี่คือผลลัพธ์ของโล่พลังที่ได้มาจากวิธีการฝึกผลาญโลหิตหลอมกายา

            แน่นอนว่าเป็นเพราะมู่ขวงนั้นอยู่ไกลจากระยะการโจมตีด้วยส่วนหนึ่งเพราะหากเขาอยู่ในรัศมีหนึ่งจั้ง* เกรงว่าปราณกระบี่เมื่อครู่คงสามารถสร้างความเสียหายให้กับเขาได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน

             (*1 จั้ง เท่ากับประมาณ 2.5 เมตร)

            “ขอบคุณในความช่วยเหลือของน้องชายทั้งสองวันนี้ข้าจ้าวเชินถือว่าติดหนี้บุญคุณพวกเจ้าแล้ว”

            ทันใดนั้นจ้าวเชินและกลุ่มคนของเขาอีกสามคนรวมถึงผู้บาดเจ็บก็กล่าวขอบคุณเด็กหนุ่มทั้งสองอย่างซาบซึ้งใจ

            “เมื่อผ่านทางมาพบความอยุติธรรม พวกข้าย่อมต้องชักกระบี่เพื่อช่วยเหลือพี่ชายจ้าวเกรงใจกันเกินไปแล้ว อาการบาดเจ็บของพี่ชายท่านนี้ดูเหมือนจะร้ายแรงมากข้าพอจะมียารักษาอยู่บ้าง”

            มู่เฟิงหยิบขวดยาสีขาวออกมาจากแหวนเฉียนคุน

            “แหวนเฉียนคุน!”

            คนทั้งสามต่างอุทานออกมาพร้อมกันสายตาที่พวกเขาใช้มองมู่เฟิงในคราแรกเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อยสิ่งของเช่นแหวนเฉียนคุนนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะสามารถมีได้ดูเหมือนว่าภูมิหลังของเด็กหนุ่มผู้นี้คงไม่ธรรมดาเสียแล้ว

            คนทั้งสามครุ่นคิดกับตัวเอง

            จากนั้นเสี่ยวถิงได้กล่าวขอบคุณและรับมันเอาไว้นางรีบโรยยาในขวดลงบนบาดแผลของสหายในกลุ่มทันที

            “ไม่ทราบว่าน้องชายทั้งสองมีนามว่าอะไร? ภายภาคหน้าพวกเราจะต้องตอบแทนบุญคุณของพวกเจ้าแน่”

            จ้าวเชินเอ่ยถาม

            “โอ้ เป็นพวกข้าที่เสียมารยาทแล้ว ข้ามีนามว่ามู่เฟิง ส่วนน้องชายของข้ามีนามว่ามู่ขวง พวกเรามายังเทือกเขาอันหนานแห่งนี้เพื่อฝึกฝนวรยุทธ์”

            มู่เฟิงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม

            “น้องชายแซ่มู่ทั้งสองหรือว่าพวกเจ้าจะเป็นคนของตระกูลมู่ในเมืองอันหนานอย่างนั้นรึ? ฝีมือของพวกเจ้าทั้งสองนับว่าเก่งกาจมากกระทั่งสามารถร่วมมือกันสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่ได้ ข้าขอชื่นชม”

            จ้าวเชินกล่าวชื่นชมเด็กหนุ่มทั้งสองจากใจจริง

            “พี่ชายจ้าวกล่าวชมกันเกินไปแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะชายผู้นั้นประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไปอีกทั้งการต่อสู้ก่อนหน้านี้ยังทำให้เขาเสียพลังปราณไปไม่น้อยด้วยเหตุนี้พวกข้าสองพี่น้องถึงสามารถจัดการกับเขาได้สำเร็จ”

            “สถานที่ตรงนี้ไม่เหมาะที่จะพูดคุย กลิ่นคาวเลือดพวกนี้อาจดึงดูดอสูรร้ายออกมาได้พวกเราออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ”

            จ้าวเชินมองไปยังร่างไร้วิญญาณบนพื้นก่อนจะกล่าวขึ้น มู่เฟิงจึงพยักหน้า จากนั้นเขากับมู่ขวงก็เดินเข้าไปสำรวจศพของคนทั้งสามที่พวกเขาลงมือสังหารมู่ขวงได้นำกระบี่เล่มนั้นของอีกฝ่ายเก็บเข้าไปในแหวนเฉียนคุนและนอกจากเหรียญตำลึงทองอีกหนึ่งร้อยตำลึง เขาก็ไม่พบสิ่งใดบนร่างของคนทั้งสามแล้ว

            จากนั้นทุกคนก็เดินจากไปโดยไม่มีใครสนใจร่างไร้วิญญาณของคนทั้งสามอีกโดยปกติแล้ว อีกไม่นานคงมีสัตว์อสูรที่ผ่านไปมาเข้ามาจัดการกับศพเหล่านี้เอง

            พวกเขาเดินมุ่งหน้ามาทางเส้นแบ่งเขตแดนที่จะออกไปนอกเขตเทือกเขาอันหนาน เวลานี้ทุกคนได้หยุดลงบริเวณหน้าลำธารเล็กๆ แห่งหนึ่งในที่สุดชายที่ได้รับบาดเจ็บจนหมดสติก็พลันตื่นขึ้นมาเช่นกันเพียงแต่เขายังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มากนัก

            มู่เฟิงและมู่ขวงลงไปในธารน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายเวลานี้บนตัวของเด็กหนุ่มทั้งสองล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและกลิ่นคาวเลือด

            หลี่ต้าหูจับปลาจากต้นน้ำมาได้หลายตัว ด้านเสี่ยวถิงก็กำลังดูแลคนเจ็บ ส่วนจ้าวเชินรับหน้าที่ก่อกองไฟ หลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็ได้มานั่งล้อมวงย่างปลาและพูดคุยกัน

            จ้าวเชินมองไปยังมู่เฟิงที่ท่อนบนกำลังเปลือยเปล่าและเผยให้เห็นรอยแผลเป็นบนตัวของเขา แววตาของเขาแสดงออกถึงความตกใจด้านเสี่ยวถิงเองก็ตกใจเช่นกัน

            “มู่เฟิง เหตุใดบนตัวเจ้าถึงได้มีบาดแผลมากมายนัก?”

            เสี่ยวถิงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

            “รอยแผลเหล่านี้บางส่วนดูเหมือนจะเพิ่งหายดี แต่บางส่วนก็ดูเหมือนจะเป็นรอยแผลเก่าที่ผ่านมานานแล้วนอกจากนี้แผลส่วนใหญ่ล้วนมาจากของมีคมประเภทดาบและหอก ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าจะเก่งกาจถึงเพียงนี้แท้จริงแล้วเจ้าก็เคยผ่านประสบการณ์การต่อสู้มามากมายแล้วนี่เอง”

            จ้าวเชินกล่าวด้วยความตกใจ

            “คิกๆ พี่ชายจ้าวท่านไม่รู้อะไรเสียแล้ว พี่เฟิงของข้านั้นเติบโตมาในกองทัพเขาเคยผ่านศึกมานับร้อย ผ่านการสังหารศัตรูมามากมายรอยแผลเหล่านี้ล้วนได้จากการต่อสู้ในสนามรบทั้งสิ้น”

            มู่ขวงยิ้มร่าพลางกล่าวอย่างภูมิใจในรอยแผลของมู่เฟิง

            “จริงรึ ข้าคิดว่าน้องชายมู่เฟิงอายุเพียงสิบห้าสิบหกปีเท่านั้นเขากลับเคยผ่านศึกรบมามากมายขนาดนี้เชียว?”

            เสี่ยวถิงกล่าวด้วยความชื่นชม

            “น้องชายของข้าพูดจาโอ้อวดเกินไปแล้ว ข้าเคยอยู่ในกองทัพและเคยผ่านการรบมาหลายครั้งก็จริงแต่ไม่ได้ผ่านศึกมาเป็นร้อยครั้งอย่างที่เขากล่าวหรอก”

            มู่เฟิงสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นและรอยสักรูปกิเลน

            “รอยสักรูปลิเลนสีโลหิตรูปนั้น ข้าเคยได้ยินเรื่องของมันมาก่อน ข้าจำได้ว่ามันเป็นรอยสักของทหารจากทัพตระกูลมู่หรือว่าน้องมู่เฟิงเคยเข้าร่วมกองทัพทหารตระกูลมู่มาก่อน”

            จ้าวเชินเอ่ยถาม

            เมื่อได้ยินคำถามนั้น มู่เฟิงพลันหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าในที่สุด

            “ข้าได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้กองทัพทหารตระกูลมู่ถูกกวาดล้างในศึกแนวหน้าของชายแดนทหารกล้าที่ทำเพื่อบ้านเมืองเช่นนี้ ข้าจ้าวเชินนับถือและชื่นชมเป็นที่สุดคาดไม่ถึงว่าน้องมู่เฟิงจะเคยเข้าร่วมกองทัพทหารตระกูลมู่มาก่อน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความแข็งแกร่งของเจ้าจะโดดเด่นมากขนาดนี้ไอหยา อย่าได้พูดถึงเรื่องนั้นเลยวันนี้ข้าขอขอบคุณในความช่วยเหลือของน้องชายทั้งสอง ข้าจ้าวเชินขอดื่มคารวะให้พวกเจ้า!”

            จ้าวเชินชูถุงเหล้าในมือขึ้นมา ขณะกล่าวกับมู่เฟิงและมู่ขวง

            เสี่ยวถิงและหลี่ต้าหูต่างยกถุงเหล้าของตัวเองขึ้นมาเช่นกันก่อนจะกำหมัดคำนับเด็กหนุ่มทั้งสองเพื่อแสดงความขอบคุณ

            “ดื่ม!”

            คนทั้งห้าต่างดื่มเหล้าจากถุงเหล้าของตน จากนั้นพวกเขาก็นั่งพูดคุยกันต่อ

            “พี่ชายจ้าว ไม่ทราบว่าคนพวกนั้นเป็นใครรึเหตุใดต้องลงมือกับพวกท่านด้วย?”

            มู่เฟิงเอ่ยถาม

            “พวกเขาเป็นคนของกลุ่มพยัคฆ์เหลืองกลุ่มพยัคฆ์เหลืองเป็นกลุ่มกำลังขนาดใหญ่ในเมืองอันหนาน ก่อนหน้านี้พวกเขามีความขัดแย้งกับกลุ่มทหารรับจ้างหมาป่าของเราครั้งนี้พวกเรามายังเทือกเขาอันหนานเพื่อช่วยคนตามหาสมุนไพรชนิดหนึ่ง และเราก็ได้พบต้นผลชิงหยวนในท้ายที่สุดข้าปีนขึ้นต้นไม้เพื่อเก็บผลชิงหยวนสองผลแต่ระหว่างนั้นก็ได้พบกับคนของกลุ่มพยัคฆ์เหลืองเข้า จากนั้นพวกเขาจึงลงมือกับพวกเราเพื่อหวังจะชิงของไป”

            จ้าวเชินกล่าวอธิบาย

            ผลชิงหยวนเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ดูดซับพลังปราณเพื่อเติบโตหากผู้ฝึกตนที่มีระดับวรยุทธ์ต่ำกว่าระดับหนิงกังได้กินมันเข้าไป ผลชิงหยวนก็จะช่วยเพิ่มพลังปราณให้กับคนผู้นั้นได้หากผู้ฝึกยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเก้าได้กินมันเข้าไป คนผู้นั้นย่อมสามารถทะลวงสู่ระดับจื่อฝู่ได้สำเร็จ

            “แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนี้”

            มู่เฟิงพยักหน้า และทันใดนั้นจ้าวเชินก็ได้หยิบผลไม้ที่มีขนาดเท่ากำปั้นลูกหนึ่งออกมาผลไม้ลูกนี้มีสีครามใสบริสุทธิ์และมีพื้นผิวแวววาวสะท้อนออกมา สิ่งนี้ก็คือผลชิงหยวน

            “น้องชายทั้งสอง ผลชิงหยวนลูกนี้ข้าขอมอบมันให้พวกเจ้า ส่วนอีกผลหนึ่งนั้นน้องสาวของข้ากำลังจะก้าวขึ้นสู่ระดับจื่อฝู่นางจำเป็นต้องใช้มัน ดังนั้นข้าจึงไม่อาจมอบมันให้พวกเจ้าได้ข้าขอขอบคุณน้องชายทั้งสองที่ช่วยชีวิต”

            จ้าวเชินกล่าวอย่างจริงใจและส่งมอบผลชิงหยวนให้กับมู่เฟิง

            “ไม่ๆ ๆ พวกท่านเกือบต้องสละชีวิตเพื่อแลกมันมาพวกเราสองพี่น้องไม่อาจรับเอาไว้ได้”

            มู่เฟิงและมู่ขวงต่างส่ายหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกล่าวปฏิเสธ

            “ไอหยา พวกเจ้าทั้งสองรับมันเอาไว้เถอะ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงรู้สึกผิดในใจผลชิงหยวนลูกนี้ยังเทียบกับน้ำใจของน้องชายทั้งสองไม่ได้ด้วยซ้ำ”

            จ้าวเชินยัดเยียดผลชิงหยวนใส่ในมือของมู่เฟิง

            “ใช่ๆ พวกเจ้ารับเอาไว้เถอะ”

            เสี่ยวถิงและหลี่ต้าหูกล่าวอย่างจริงใจเช่นกัน

            มู่เฟิงมองหน้าคนทั้งสอง ในเมื่อไม่อาจปฏิเสธได้อีกดังนั้นเขาจึงยอมรับมันเอาไว้ มู่เฟิงมอบผลชิงหยวนลูกนั้นให้กับมู่ขวงในตอนนี้วรยุทธ์ของมู่ขวงนั้นอยู่ในระดับทงม่ายขั้นเก้าแล้ว เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ใช้ผลชิงหยวนนี้เพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับจื่อฝู่

            พวกเขายังคงพูดคุยกันต่อในระหว่างกินอาหารเนื่องจากจ้าวเชินต้องพาสหายร่วมกลุ่มเข้าไปรับการรักษาในตัวเมืองดังนั้นกลุ่มคนทั้งสองจึงได้กล่าวลาและแยกย้ายกันไปตามทาง

            มู่เฟิงและมู่ขวงนั้นยังคงรั้งอยู่ในเทือกเขาอันหนานต่อเนื่องจากมู่เฟิงยังต้องการล่าอสูรร้ายเพื่อฟื้นฟูจุดตันเถียนจื่อฝู่ของตน

     

    คล้ายกับเรื่องจุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】 ที่คุณอ่าน