[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 143 อาภรณ์เซียนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตัวตลกที่โอ้อวดตนถูกตบหน้าจนพ่ายแพ้ย่อยยับ

    ตอนที่ 143 อาภรณ์เซียนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตัวตลกที่โอ้อวดตนถูกตบหน้าจนพ่ายแพ้ย่อยยับ

            ในขณะเดียวกัน นอกเขตแดนของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล

            กลางซากปรักหักพังอันเงียบสงัด กู้ฉางเกอกำลังกลืนกินและหลอมรวมพลังจากร่างของผู้บรรลุขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ล่วงลับไปแล้ว จู่ๆ เขาก็รับรู้ได้ถึงเสียงของสิ่งมีชีวิตบางอย่างซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก

            เสียงเหล่านั้นยังได้กล่าวถึงนามของเขา

            ครืน!

            กู้ฉางเกอก้าวออกไป ก่อนร่างของเขาจะปรากฏขึ้นกลางอากาศ จากนั้นจึงตบฝ่ามือลงเบื้องล่าง พลังแผ่ขยายครอบคลุมคนรุ่นเยาว์เหล่านั้นในทันที ร่างทั้งหมดถูกกดข่มจนมิอาจต้านทานได้

            "ได้โปรด... ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย!"

            พวกเขาต่างเผยสีหน้าหวาดกลัวจนถึงขีดสุด บางคนถึงกับตัวสั่นจนแทบเสียสติ

            กู้ฉางเกอมิเสียเวลาแม้แต่จะพูดคุย เขายื่นมือออกไปทำการสืบค้นจิตวิญญาณของพวกเขาในทันที

            มินานนัก เขาก็ได้รับข้อมูลที่ต้องการจากห้วงจิตของคนเหล่านั้น

            ในช่วงเวลาที่เขาปิดด่านบำเพ็ญเพียร กู้ฉางเกอก็มิได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อื่นเลย

            "หลงเถิง ทายาทแห่งตระกูลมังกรต้องการจะท้าทายข้าอย่างนั้นหรือ"

            เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาฉายแววฉงน

            เขามิเคยแม้แต่จะเคยพบเจอกับหลงเถิง แล้วเหตุใดอีกฝ่ายจึงได้สนใจในตัวเขา จนถึงขั้นประกาศว่าจะสังหารเขาเพื่อจะแย่งชิงทุกสิ่งที่เขาครอบครองไปได้เล่า

            ปฏิกิริยาแรกของกู้ฉางเกอนั้นคือการคิดว่า หลงเถิงคงจะมีปัญหาทางสติปัญญาเป็นแน่

            เมื่อได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหลงเถิงจากสิ่งมีชีวิตเซียนโบราณ เขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ในทันที

            "แน่นอนว่านี่ต้องเป็นฝีมือของเยวี่ยหมิงคงเป็นแน่..."

            นางกำลังผลักไสปัญหามาให้กับเขา เหมือนเช่นที่กู้เซียนเอ๋อร์ เคยกระทำ

            กู้ฉางเกอเริ่มสงสัยว่า ตนเองอาจปฏิบัติต่อพวกนางทั้งสองดีเกินไป จนทำให้พวกนางพากันชักนำความเดือดร้อนมาให้เขา

            "ทว่าดูเหมือนว่าหลงเถิงจะมีปัญหาทางสมองจริงๆ..."

            "ขนาดตัวเอกในนิยายมังกรยังมิโอหังถึงเพียงนี้ ถึงขนาดจะมาแย่งชิงทุกอย่างไปจากข้าหรือ เกรงว่าคงจะเป็นการเสนอตัวมาให้ข้าสังหารเล่นเสียมากกว่า"

            กู้ฉางเกอหัวเราะเย้ยหยัน มิเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

            เขาเข้าใจถึงเจตนาของหลงเถิงในทันที เหตุผลก็คงมิพ้นเพราะอีกฝ่ายหลงใหลในตัวเยวี่ยหมิงคง และต้องการจะแย่งชิงนางไปจากเขา

            เยวี่ยหมิงคงนั้น แม้เขาจะมิพิศมัยนางในหลายมุม ทว่าวงหน้าและร่างกายของนางนั้นถือว่าเป็นเลิศยิ่ง

            มิแปลกใจเลยที่แม้แต่เขาเองก็ยังอดที่จะหลงใหลในความงามของนางมิได้

            มิมีบุรุษใดที่มองนางแล้วจะมิหวั่นไหว

            โดยเฉพาะหลงเถิง ผู้ซึ่งเหมือนถูกออกแบบมาให้เป็นตัวเอกผู้เก็บสะสมสตรีงามเข้าวังหลัง

            ในโลกนี้ ใบหน้าและรูปลักษณ์ยังคงมีอิทธิพลสูงส่ง

            หากเยวี่ยหมิงคงเป็นเพียงสตรีอัปลักษณ์ กู้ฉางเกอก็คงมิแม้แต่จะเสียเวลาไปยุ่งเกี่ยวกับนางเสียด้วยซ้ำ

            หลังจากรีดเค้นประโยชน์จากนางจนหมดสิ้น เขาก็คงจะโยนนางทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย

            แม้กู้ฉางเกอจะมิใช่ผู้ตื้นเขิน ทว่าก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าเขามีจุดอ่อนต่อความงาม

            "ทว่านางผู้นี้กลับกล้าลอบวางแผนกับข้าอีกจนได้..."

            กู้ฉางเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย "ช่างเถิด เห็นแก่การที่นางทำตัวดีในช่วงที่ผ่านมา ข้าจะมิเอาความกับนางก็แล้วกัน ทว่าหลงเถิงผู้นี้ดูเหมือนจะอยากดับสูญเสียจริงๆ..."

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอก็หัวเราะเบาๆ

            เขาเคยเป็นฝ่ายหมายตาสิ่งของของผู้อื่นมาโดยตลอด ทว่าหลงเถิงกลับกล้าหมายตาสิ่งที่เป็นของเขาเสียเองได้ ช่างบังอาจเสียจริง

            กู้ฉางเกอคิดสงสัยว่าตนเองคงจะวางตัวต่ำต้อยในช่วงที่ผ่านมาจนเกินไป จึงทำให้สิ่งมีชีวิตเซียนโบราณกลุ่มนี้กล้าเหยียดหยามศักดิ์ศรีของเขาได้ถึงเพียงนี้

            เขาค่อยๆ หลับตาลง พลันใช้เคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศเพ่งดูภาพที่ปรากฏขึ้นในจิตใจ ภาพนั้นเผยให้เห็นถึงสถานการณ์ของเฮยหมิงในเขตแดนตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล

            กู้ฉางเกอครุ่นคิด หากเวลายังเอื้ออำนวย เขาอาจจะไปสะสางเรื่องราวของหลงเถิงก่อนก็เป็นได้

            ในพื้นที่ของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล บนยอดเขาแห่งหนึ่ง

            ณ ลานเรือนสลัวอันรางเลือน

            ขณะนั้นเฮยหมิงกำลังกางปีกสีดำ แผ่รัศมีอันดำสนิทสะท้อนแสงเป็นประกายสีเงิน เขากำลังฝึกฝนบำเพ็ญเพียรวิชา

            ในขณะเดียวกัน เขาพึมพำด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้

            "เพียงแค่ถ่ายทอดส่วนของอาภรณ์เซียนให้กับคนสามคน ก็ทำให้ข้าได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาลถึงเพียงนี้ ตอนนี้แค่การฝึกฝนด้วยตนเอง ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรก็ยังเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า!"

            "วิชานี้ช่างทรงพลังเกินกว่าจะหยั่งถึง อีกมินานข้าก็จะเหนือกว่าทุกคน และกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนือทุกสิ่ง!"

            เฮยหมิงตื่นเต้นจนแทบจะระงับไว้มิอยู่ เขาได้พิสูจน์แล้วถึงความน่ากลัวของเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ

            เขาเพียงถ่ายทอดส่วนของวิชาให้ผู้ติดตามทั้งสามคน ผลลัพธ์ก็คือพรสวรรค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ และพลังบำเพ็ญของเขาก็ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

            ด้วยความก้าวหน้าอันรวดเร็วนี้ อีกมินานเขาก็จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตมหาปราชญ์ และอาจก้าวล้ำสูงถึงระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์หรือเจ้าครองแคว้น

            เฮยหมิงเริ่มมองเห็นภาพของตนเองในฐานะผู้นำแห่งคนรุ่นเยาว์ในตระกูล และเชื่อมั่นว่าเขาจะก้าวข้ามท่านพี่ของตนได้ในมิช้า

            ..

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก…

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากภายนอกลาน

            รัศมีพลังที่แผ่ออกมาโดยมิตั้งใจของเฮยหมิงพลันเลือนหาย เขารีบปรับอารมณ์และเปิดประตูด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

            "ท่านพี่ ท่านมาถึงแล้วหรือ..."

            เขากล่าวออกมา

            หญิงสาวผู้ยืนอยู่นอกลานเรือน แม้จะเป็นพี่สาวของเฮยหมิง ทว่ากลับดูราวกับอายุเพียงสิบเจ็ดหรือสิบแปดปีเท่านั้น

            นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ รายล้อมไปด้วยหมอกเมฆาโอบล้อม ดวงหน้างดงามวิจิตร ผมสีดำสนิทราวกับกลุ่มเมฆ บนเรือนผมนั้นเสียบปิ่นเก้าหงส์ประดับไว้อย่างงดงาม

            นางสวมชุดคลุมอันหรูหรา ทอด้วยลวดลายภูผาและธาราบนผืนหยกงาม รัศมีที่แผ่ออกมาช่างสูงส่งและบริสุทธิ์ดุจบัวศักดิ์สิทธิ์

            นางคือเฮยเหยียนอวี้ อัจฉริยะผู้เลิศล้ำแห่งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ผู้ซึ่งพลังบำเพ็ญได้ก้าวเข้าสู่ระดับลึกล้ำจนยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง…

            "เฮยหมิง เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ"

            เสียงของเฮยเหยียนอวี้เอ่ยถามขึ้นอย่างนุ่มนวล ใบหน้าของนางสงบนิ่ง ปราศจากอารมณ์ที่เกินจำเป็น

            สำหรับนางแล้ว เฮยหมิงผู้เป็นน้องชายร่วมสายเลือดเดียวกัน แม้จะไร้พรสวรรค์ ทว่าด้วยความเป็นพี่สาว นางจึงยังคอยดูแลช่วยเหลือเขาอยู่บ้าง เพื่อป้องกันมิให้ถูกผู้อื่นรังแก

            ทว่า พรสวรรค์ด้านการฝึกบำเพ็ญของเฮยหมิงกลับน่าผิดหวังนัก แม้จะได้รับทรัพยากรจำนวนมาก ก็ยังแทบมิมีความก้าวหน้าใดๆ

            เมื่อเป็นเช่นนี้ นางจึงเลือกที่จะปล่อยวางและมิใส่ใจอีกต่อไป และปล่อยให้เขาใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยตามแต่ที่จะเป็นไป

            วันนี้เมื่อเฮยหมิงกล่าวว่ามีเรื่องสำคัญ นางจึงสละเวลาเพื่อมาดูว่าเขาต้องการสิ่งใด

            "ท่านพี่ รีบเข้ามาเถิด ข้ามีเรื่องสำคัญอยากพูดกับท่าน"

            เฮยหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขามองซ้ายมองขวา และเมื่อเห็นว่ามิมีผู้ใดติดตามมาด้วย เขาจึงรู้สึกเบาใจ

            ตามที่บันทึกกล่าวไว้ ส่วนของเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศที่เกี่ยวกับอาภรณ์เซียนนั้นมิมีอันตรายอันใดต่อผู้บำเพ็ญเพียร ทว่ากลับเต็มไปด้วยหลักการอันลึกซึ้งเกี่ยวกับมรรคา

            เฮยหมิงจึงตั้งใจจะถ่ายทอดวิชาส่วนนี้ให้กับท่านพี่ของเขา

            เขาเชื่อว่านี่คือการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเขาและเฮยเหยียนอวี้เอง

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฮยเหยียนอวี้แฝงความสงสัยเอาไว้ในใจ ขณะเดินตามเขาเข้าไปในลาน

            "เฮยหมิง มีอันใดกันแน่ หรือเจ้าไปก่อเรื่องอันใดไว้อีกแล้ว"

            นางเอ่ยถามขึ้นตามสัญชาตญาณ คิดว่าน้องชายคงไปก่อเรื่องวุ่นวายอันใดไว้อีก และต้องการจะให้ตนช่วยแก้ไข

            "ท่านพี่ มิใช่อย่างที่ท่านคิด ครานี้ข้าอยากจะให้ท่านดูของสิ่งหนึ่งที่ข้าได้มา"

            เฮยหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกที่บรรจุส่วนของอาภรณ์เซียนออกมาจากอกเสื้อ

            เขาอ้างว่าได้พบกับมันโดยบังเอิญที่แผงขายของเก่า

            "นี่คือสิ่งใดกัน คัมภีร์แห่งมรรคาเทพโบราณอย่างนั้นหรือ"

            เฮยเหยียนอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางมิค่อยเชื่อในคำพูดของเขาในตอนแรก

            ทว่าเมื่อมองดูสมุดบันทึกนั้นอีกครั้ง ดวงตาของนางพลันจับจ้องแน่นิ่ง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง

            "ช่างลึกล้ำยิ่งนัก! เจ้าโชคดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ..."

            เฮยเหยียนอวี้มิอาจปกปิดความตกตะลึงและยินดีที่แผ่ซ่านอยู่ในใจได้

            นางรู้สึกพึงใจอยู่ลึกๆ เพราะแม้เฮยหมิงจะไร้ความสามารถ ทว่ากลับนำสิ่งล้ำค่านี้มามอบให้นางเป็นคนแรก

            มิเสียแรงที่นางดูแลเขาอย่างดีเสมอมา นางคิดเช่นนั้นอยู่ในใจ ขณะถือสมุดบันทึกนั้นไว้อย่างระมัดระวัง

            "ท่านพี่ ท่านจดจำวิชานี้ไว้เถิด หากมันได้ผลจริง ท่านก็ค่อยนำไปถ่ายทอดให้แก่บิดาและเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลต่อไป"

            เฮยหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง เขาพยายามระงับความตื่นเต้นในใจ มิให้แสดงอาการผิดปกติออกมา

            "เฮยหมิง เจ้ามีจิตใจที่งดงามยิ่งนัก! ทั้งตระกูลปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนั้น ทว่าเมื่อเจ้าได้รับวิชาโบราณนี้มา เจ้ากลับคิดถึงตระกูลเป็นอันดับแรก"

            เฮยเหยียนอวี้เอ่ยขึ้นอย่างชื่นชม ดวงตาของนางที่มองไปยังน้องชายเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน

            การกระทำของเฮยหมิงในวันนี้ ทำให้นางซึ่งเป็นพี่สาวรู้สึกเคารพในตัวเขาโดยมิรู้ตัว

            "ท่านพี่ ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นเพียงคนไร้ค่า มิมีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญเพียร การเก็บวิชานี้ไว้กับข้า ก็เป็นเพียงการสูญเปล่า สู้ถ่ายทอดให้กับตระกูลเพื่อเพิ่มพลังให้แข็งแกร่งขึ้นยังจะดีกว่าเสียอีก..."

            "เช่นนี้ ข้าจะได้ใช้ชีวิตแบบหนุ่มเจ้าสำราญไปได้สบายขึ้นด้วย"

            เฮยหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเหน็บแนมตนเอง

            ท่าทีของเขาทำให้เฮยเหยียนอวี้นิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

            "หลายปีมานี้เจ้าต้องลำบากมามากนัก วางใจเถิด ข้าจะนำเรื่องนี้ไปกล่าวกับบิดาและท่านปู่ ตระกูลของเราจะมิลืมให้รางวัลตอบแทนแก่เจ้าเป็นอันขาด"

            "เมื่อได้ยินคำนี้ ข้าก็เบาใจแล้ว"

            เฮยหมิงพยักหน้ารับ ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

            ทั้งสองพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่เฮยเหยียนอวี้จะแสดงความห่วงใยน้องชาย จากนั้นจึงจากไปพร้อมกับความตั้งใจที่จะนำวิชานี้ไปปรึกษากับเหล่าผู้อาวุโสในตระกูล

            เฮยเหยียนอวี้นั้นสัมผัสได้ว่าความลึกลับของวิชานี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเซียน

            เพียงแค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นแล้ว

            …

            "สำเร็จแล้ว..."

            เมื่อเฮยเหยียนอวี้จากไป เฮยหมิงผู้ยืนอยู่ในลานกว้างก็ถึงกับเผยความยินดีออกมาในทันที ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดีจนแทบจะควบคุมมิอยู่

            เขาเชื่อมั่นว่าเมื่อท่านพี่นำวิชานี้ไปถ่ายทอดต่อ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในตระกูลก็จะกลายเป็นอาภรณ์เซียนของเขาทั้งหมด

            ความคิดนี้ทำให้เขาเผยรอยยิ้มอันเปี่ยมล้นไปด้วยความทะเยอทะยานออกมา

            "ทุกสิ่งล้วนต้องขอบคุณมหาผู้สูงสุด!"

            เฮยหมิงกล่าวด้วยความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม เขายิ่งรู้สึกเกรงขามต่อมหาผู้สูงสุดที่เขาเคยพบหน้าเพียงครั้งเดียว

            …

            ณ ที่ห่างไกลออกไปนับหมื่นลี้ กู้ฉางเกอกำลังมองภาพทั้งหมดผ่านสายตาของเฮยหมิง

            รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา

            "การแสดงของหมอนี่มิเลวเลยทีเดียว"

            "บางครั้งคนไร้ค่าก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน เฮยหมิงมีทั้งแผนการและความทะเยอทะยานอย่างเกินคาดเลยทีเดียว"

            กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ รู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์นี้

            ทั้งหมดนี้ถือเป็นความสำเร็จที่เกินความคาดหมาย

            เฮยหมิงกำลังทำหน้าที่ได้อย่างดีเกินคาด

            ทว่าสุดท้ายแล้ว เคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ ทั้งหมดนี้ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากตัวเขา

            เฮยหมิงก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในสายใยของเขาเท่านั้น

            สายใยทุกเส้นที่แผ่ออกมา มิเพียงแต่จะมิเป็นอันตรายเท่านั้น ทว่ายังแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้งเกี่ยวกับมรรคา จนดูเหมือนวิชานี้นั้นไร้พิษภัย

            ทว่าแท้จริงแล้ว สายใยเหล่านี้คือสิ่งที่ผูกมัดพวกเขาไว้กับความเป็นความตาย

            เพียงแค่กู้ฉางเกอขยับจิตเพียงเสี้ยววินาที สายใยนั้นก็จะขาดสะบั้นลง

            และผู้ที่ถูกผูกมัดไว้ ก็จะดับสิ้นในทันใด

            เพราะทุกสิ่งล้วนอยู่ในแผนการของเขาโดยสมบูรณ์!

            "เมื่อเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลกลายเป็นอาภรณ์เซียนทั้งหมด นั่นก็คือเวลาที่ข้าจะปรากฏตัวออกมา ผลลัพธ์ที่ได้ในตอนนั้น ย่อมมหาศาลเกินกว่าการออกค้นหาสุสานบรรพชนในตอนนี้หลายเท่านัก!"

            กู้ฉางเกอยิ้มอย่างพึงพอใจ

            อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่

            ด้วยเหตุนี้ กู้ฉางเกอจึงลุกขึ้นจากที่ เขาเตรียมตัวมุ่งหน้าไปจัดการหลงเถิงเสียก่อน

            …

            ในขณะเดียวกัน ข่าวการเคลื่อนไหวของหลงเถิงนั้นแพร่กระจายไปทั่ว ท่ามกลางตระกูลเซียนโบราณของแผ่นดินเซียนโบราณ ข่าวนี้ได้สร้างความตื่นตะลึงเป็นวงกว้าง

            แม้ผู้บำเพ็ญจากโลกภายนอกอาจจะมิเข้าใจในความสำคัญ ทว่าสำหรับตระกูลเซียนโบราณในดินแดนนี้ หลงเถิงคือสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งของคนรุ่นเดียวกัน

            แม้แต่ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้อยู่ในสิบอันดับยอดฝีมือ ก็ยังอดมิได้ที่จะครั่นคร้ามต่อนามของหลงเถิง พวกเขาต่างตระหนักว่ามิมีทางเทียบเคียงกับเขาได้

            การที่หลงเถิงออกตัวในครั้งนี้ จึงก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในหมู่เซียนโบราณ มิเว้นแม้แต่ผู้แข็งแกร่งรุ่นอาวุโส

            "หลงเถิงประกาศชัดว่าจะปราบปรามหนุ่มน้อยจากโลกภายนอกผู้มีนามว่ากู้ฉางเกอ"

            "เขายังกล่าวอีกว่า จะช่วงชิงทุกสิ่งที่อีกฝ่ายครอบครองไว้!"

            ข่าวลือนี้แพร่สะพัดไปในวงกว้าง ทำให้เหล่าผู้เยาว์จากโลกภายนอกต่างตกตะลึงและหวาดหวั่น

            สำหรับเซียนโบราณในแผ่นดินนี้ พวกเขารู้จักกู้ฉางเกอเพียงผิวเผินเท่านั้น

            ทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรจากโลกภายนอก มิมีผู้ใดมิรู้จักนามของเขา

            ความแข็งแกร่งของกู้ฉางเกอนั้นทะลุกรอบของคนรุ่นเดียวกัน ราวกับก้าวข้ามเข้าสู่ขอบเขตของผู้ต้องห้ามแห่งยุค

            จะกล่าวว่าเขาคือผู้นำของคนรุ่นเยาว์จากโลกภายนอกในแผ่นดินเซียนโบราณนี้ ก็หาใช่คำกล่าวที่เกินจริงไม่..."หลงเถิงผู้นั้นนับว่าเป็นตัวอันใดกัน ถึงกับกล้าประกาศว่าจะปราบปรามศิษย์มรรคากู้ ช่างเป็นเรื่องขบขันที่น่าอับอายที่สุดในใต้หล้า!"

            เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสะท้อนจากเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั่วทุกพื้นที่

            "ฮ่าๆๆ ข้าอยากจะหัวเราะจนฟันแทบหลุดออกหมดปาก! หากเขากล่าวว่าจะปราบปรามยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้อื่น ข้าก็ยังพอเชื่อว่าอาจจะมีโอกาสได้..."

            "ทว่าเขากลับประกาศว่าจะกำจัดศิษย์มรรคากู้ เขาคงจะมิรู้ว่าผู้ต้องห้ามแห่งยุคนั้นหมายถึงสิ่งใด!"

            "ช่างโอหังเสียจริง! ครานี้เราคงจะได้เห็นตัวตลกที่โอ้อวดตนผู้ถูกตบหน้าจนพ่ายแพ้ย่อยยับไปในภายหลังเป็นแน่"

            เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ได้ยินข่าวต่างพากันหัวเราะจนแทบขาดใจ น้ำตาไหลพรากด้วยความขบขัน

            เขตแดนชั้นในของแดนสวรรค์อันกว้างใหญ่จนยากจะเปรียบเปรยนี้ แม้จะใช้คำว่ากว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตมาพรรณนา ก็คงยังจะมิเพียงพอ

            ทว่าในพื้นที่อันกว้างใหญ่เช่นนั้น หากผู้ใดสามารถสร้างชื่อเสียงสะท้านฟ้าดิน และได้รับการยกย่องว่ามีพรสวรรค์เซียนแท้และเป็นผู้ลึกลับอันเป็นผู้ต้องห้ามแห่งยุคได้

            คนผู้นั้นจะเป็นผู้ใดก็ได้อย่างนั้นหรือ

            ในสายตาของพวกเขา หลงเถิงมิใช่อื่นใด นอกจากตัวตลกที่กระโดดโลดเต้นอย่างไร้ค่า

            ผลงานการกำจัดศัตรูของกู้ฉางเกอนั้น ล้วนเกิดจากพลังอันแท้จริงของเขาทั้งสิ้น

            มินานมานี้ องค์หญิงเจ็ดแห่ง วังสมุทร ผู้เลื่องชื่อว่ามีพลังไร้ผู้เทียบเคียง ก็ยังถูกกู้ฉางเกอกำราบได้อย่างง่ายดาย

            ด้วยพลังอันแข็งแกร่งเช่นนี้ ผู้ใดเลยจะกล้าปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของเขาได้

            ยิ่งไปกว่านั้น กู้ฉางเกอยังเป็นผู้มาจากโลกภายนอก มิใช่สิ่งมีชีวิตพื้นถิ่น

            การที่สิ่งมีชีวิตพื้นถิ่นกล้าท้าทายเขาเช่นนี้ ก็ทำให้เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่างยิ่งเดือดดาล

            "พวกเผ่าเซียนโบราณ แม้จะแข็งแกร่งเพียงใด ทว่าทั้งหมดก็เพียงอาศัยความได้เปรียบจากสิ่งแวดล้อมของแผ่นดินนี้เท่านั้น!"

            …

            บนยอดเขาสูงตระหง่าน

            เย่หลางเทียนพุ่งฝ่ามือบดขยี้งูยักษ์ตัวหนึ่งจนแหลกละเอียด ก่อนจะเก็บดอกไม้วิเศษที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมา

            "ศิษย์มรรคากู้มีพลังลึกล้ำเกินหยั่งถึง ส่วนหลงเถิงนั้น... ข้าได้ยินมาว่าเขานั้นก็เป็นผู้ที่รับมือได้ยากยิ่ง"

            "ทว่าข้าก็อยากรู้ว่า เขาจะบีบให้ศิษย์มรรคากู้เผยพลังออกมาได้สักเพียงใดกัน"

            เย่หลางเทียนเอ่ยพลางส่ายศีรษะ

            สำหรับเขาแล้ว ข่าวนี้หาได้มีความสำคัญใดๆ ไม่

            ในทางตรงกันข้าม หลงเถิงผู้เป็นที่หวาดกลัวของแผ่นดินเซียนโบราณ กลับเป็นผู้ที่เขามิได้ให้ความใส่ใจนัก

            พลังที่แท้จริงคือพลังที่รับรู้ได้ว่ายิ่งใหญ่ ทว่ามิอาจหยั่งถึงว่ามันแข็งแกร่งเพียงใด

            และกู้ฉางเกอ... ได้มอบความรู้สึกนั้นให้แก่เขามาโดยตลอด

            "หากถึงเวลาที่ทั้งสองจะได้ปะทะกันจริงๆ ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นว่าพลังที่แท้จริงของศิษย์มรรคากู้นั้นลึกล้ำเพียงใด เช่นนี้ก็มิเสียเที่ยวที่มายังที่แห่งนี้แล้ว"

            เมื่อคิดได้เช่นนี้ เย่หลางเทียนพลันเอนกายเปลี่ยนท่าทาง เขาเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อให้การเผชิญหน้าระหว่างสองผู้ยิ่งใหญ่มาถึงโดยเร็ว

            เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นทั่วทุกมุมของแผ่นดิน เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากโลกภายนอกล้วนรู้สึกสั่นสะท้าน

            หลงเถิงทรงพลังด้วยพรสวรรค์และพลังบำเพ็ญอันล้ำลึก ทว่าความแข็งแกร่งของกู้ฉางเกอกลับเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความลึกลับและน่าสะพรึงกลัว

            มิมีผู้ใดกล้าประเมินกู้ฉางเกอต่ำไป ทุกคนต่างเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

            ทว่าคำประกาศอันแข็งกร้าวของหลงเถิงในครั้งนี้ กลับทำให้สายตาของทุกคนเป็นประกาย

            "เจ้านี่มันช่างมิรู้อันใดเสียเลย! ถึงได้กล้ากล่าววาจาเช่นนั้นโดยที่มิสืบหาความจริงมาก่อนได้"

            "ทว่าก็เข้าทางพวกเราเสียพอดี เขานั้นได้กระทำในสิ่งที่พวกเราอยากทำทว่ากลับมิมีความกล้าหาญมากเพียงพอ... พลังที่แท้จริงของกู้ฉางเกอจัดว่าอยู่ในห้วงเขตผู้ต้องห้ามแห่งยุคแล้วจริงหรือ"

            เหล่ายอดอัจฉริยะบางคนแอบถกกันอย่างลับๆ หลายคนเคยคิดอยากจะท้าทายกู้ฉางเกอ ทว่าความมิมั่นใจในความแข็งแกร่งของตนเองทำให้พวกเขาลังเลและถอยหนีมาโดยตลอด

            …

            โครม!

            ริมทะเลสาบสีมรกตที่แผ่ประกายระยิบระยับ รัศมีแห่งเทพพวยพุ่งสว่างไสว ภายในหมอกแสงอันเลือนรางนั้น มีพืชคล้ายบุปผาเซียนต้นหนึ่งเปล่งประกายราวกับอัญมณีอันล้ำค่า พร้อมผลวิญญาณเซียนหลายผลห้อยอยู่

            ที่นี่เกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด เหล่ายอดอัจฉริยะจากโลกภายนอกและสิ่งมีชีวิตเซียนโบราณต่างเข้าต่อสู้แย่งชิงพืชวิเศษนี้

            ในท้ายที่สุด ท่ามกลางสมรภูมิเดือด เยวี่ยหมิงคงซึ่งถูกรายล้อมไว้ด้วยศัตรูหลายคน พลันใช้ปลายนิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศ

            แรงกดดันอันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วทั้งผืนฟ้าและผืนดิน รัศมีความตายปกคลุม ทุกสายตาต่างจับจ้องนางราวกับกำลังมององค์จักรพรรดินีที่ปกครองโลกหล้าอย่างไร้เทียมทาน

            พลังอันมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาดุจสายฝนเซียนโปรยปราย ผู้คนรอบข้างล้วนถูกบดขยี้จนต้องถอยหนีไปด้วยความตื่นตระหนก

            ร่างของนางเหยียบลงบนผิวน้ำ ก่อนจะพุ่งเข้าไปคว้าพืชเซียนต้นนั้นไว้

            "ผลวิญญาณเซียนที่อัดแน่นด้วยพลังแห่งเซียน..."

            เยวี่ยหมิงคงพยักหน้าเบาๆ นางคว้าผลเซียนเหล่านั้นไว้โดยแทบมิต้องเปลืองแรง

            ด้วยผลวิญญาณเซียนเหล่านี้ นางมั่นใจว่าจะสามารถก้าวเข้าสู่ ขอบเขตเทวะมายาได้ในเร็ววัน

            และเมื่อถึงตอนนั้น พลังของผลเซียนเหล่านี้จะช่วยให้นางสร้างรากฐานเซียนที่ไร้ตำหนิได้โดยง่าย!

            "องค์หญิง มีข่าวคราวเกี่ยวกับคำประกาศของหลงเถิงแห่งตระกูลมังกรเพคะ..."

            หลังจากคว้าผลวิญญาณเซียนมาได้ เยวี่ยหมิงคงตั้งใจจะจากไปเพื่อหาที่เงียบสงบสำหรับการปิดด่านฝึกบำเพ็ญเพียร

            ทว่าผู้ติดตามผู้หนึ่งก้าวออกมา รายงานเรื่องนี้ให้นางทราบ

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยวี่ยหมิงคงเพียงแค่พยักหน้า สีหน้าปราศจากความประหลาดใจใดๆ ก่อนดวงตาจะทอประกายขึ้นเล็กน้อย

            "แล้วรู้หรือไม่ว่ากู้ฉางเกออยู่ที่ใด" นางเอ่ยถาม

            ในชาติก่อน นางมิเคยเดินทางมายังแผ่นดินเซียนโบราณแห่งนี้ จึงมิมีโอกาสได้เผชิญหน้ากับหลงเถิง

            ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และโอกาสวาสนาต่างๆ ในดินแดนแห่งนี้ก็ล้วนมาจากการรวบรวมข่าวสารจากชาติที่แล้ว

            ครั้งนั้น หลงเถิงมิได้มีความบาดหมางใดกับกู้ฉางเกอ

            เยวี่ยหมิงคงสันนิษฐานว่า ในเวลานั้น กู้ฉางเกอคงจะกำลังวางแผนดำเนินการกระทำบางสิ่งที่สำคัญ จึงเลือกที่จะละเลยหลงเถิงไป

            ทว่าในชีวิตนี้ เมื่อหลงเถิงประกาศกร้าวและหมายจะช่วงชิงตัวนาง

            ด้วยนิสัยของกู้ฉางเกอแล้ว ย่อมมิมีทางปล่อยหลงเถิงไปอย่างแน่นอน

            ท้ายที่สุด เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เกิดขึ้นเพราะนางตั้งใจกล่าวชี้นำไปยังตัวตนของกู้ฉางเกอ

            การลอบวางหมากเช่นนี้ บางคราก็นับว่าเป็นความสนุกเล็กๆ น้อยๆ สำหรับนาง

            เพราะผู้ใดใช้ให้กู้ฉางเกอชอบกลั่นแกล้งนางก่อนเล่า

            แน่นอนว่ากลอุบายเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ หาได้ส่งผลต่อกู้ฉางเกอมากนัก

            สำหรับผู้แข็งแกร่งอย่างเขา ถึงแม้หลงเถิงจะมีพรสวรรค์และพลังบำเพ็ญสูงส่งเพียงใด ทว่าก็ยังเทียบกับกู้ฉางเกอมิได้อยู่ดี

            ในสายตาของนาง จุดจบของหลงเถิงมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ หนทางแห่งความตาย

            นางมิแม้แต่จะคิดถึงความเป็นไปได้อื่นใดอีก

            "ผู้ที่อวดดีที่สุด ก็ย่อมได้รับผลที่หนักหนาที่สุด"

            นิสัยอวดดีของหลงเถิงที่เชื่อมั่นในความไร้เทียมทานของตนเองนั้นทำให้นางรู้ดีว่า เขามิอาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมนี้ได้

            สิ่งเดียวที่นางต้องการทราบในเวลานี้ก็คือ กู้ฉางเกออยู่ที่ใด

            "เรียนองค์หญิง พวกเรามิอาจทราบตำแหน่งของประมุขน้อยกู้ได้ในช่วงเวลานี้..."

            คำตอบของผู้ติดตามมิได้ทำให้นางแปลกใจ เพราะหากผู้ใดสามารถจับทางหรือสืบหาตำแหน่งของกู้ฉางเกอได้ เขาผู้นั้นก็ย่อมมิใช่กู้ฉางเกอแล้ว

            "ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา เกรงว่าเขาคงเดาออกมิยากว่าเป็นข้าที่ลอบวางแผนการ และผลักเขาเข้าสู่กระแสคลื่นใหญ่ในครั้งนี้..."

            เยวี่ยหมิงคงคิดอยู่ในใจ นางรู้สึกว่าช่วงนี้คงต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอไปก่อนเสียแล้ว

            เพราะลึกๆ แล้ว นางรู้สึกระแวดระวังเล็กน้อย

            กู้ฉางเกอคงตั้งใจจะซุ่มตัวเพิ่มพูนพลังในเงามืด

            ทว่าการกระทำของนางกลับทำให้เขาถูกลากเข้าสู่กระแสแห่งความวุ่นวาย

            ถึงตอนนั้นเขาจะอารมณ์ดีไปได้อย่างไรกัน และคงมิพ้นจะต้องทวงถามถึงความรับผิดชอบเพื่อตามสะสางบัญชีนี้กับนางแน่

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน