เมื่อหนิงเฟยหลงเดินออกมาก็พบว่าหนิงอันอันและซ่งจิ่นติ้งนั้นมีสีหน้าที่วิตกคล้ายอยากจะกล่าวสิ่งใดกับมัน แต่ก็เลือกที่ไม่กล่าวออกมาชายหนุ่มรู้ดีว่าทั้งสองขบคิดสิ่งใดอยู่ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือผ่านการทดสอบเท่านั้น!
“อันอันเจ้าเตรียมตัวเถอะ อีกเดี๋ยวหากมีคนเข้าไปเจ้าค่อยลงมืออย่ารีบร้อน” หนิงเฟยหลงคาดว่าอีกสักครู่คนของตระกูลถูจะต้องลงมือมันหวังว่าจะใช้การประลองนี้ขัดเกลาหนิงอันอันไปในตัวแม้คุณชายตระกูลถูจะเข้าสำนักไม่ได้แล้ว แต่ยังจำเป็นต้องเข้าร่วมกับสำนักยุทธ์หลวงให้ได้อยู่ด้วยเหตุนี้ถูกังยังจำเป็นต้องทดสอบ!
หนิงอันอันตอบรับพี่ชายแล้วก็รวบรวมสมาธิมาที่ตนเองรอคนที่จะเข้าลานทดสอบคนต่อไป ไม่นานถูกังก็ได้เดินเข้าลานประลองด้วยแววตาที่ดุดันมันแผ่รัศมีพลังออกตามทางหวังจะให้ผู้อื่นเกรงกลัว
สภาพของถูกังในตอนนี้ดูน่าเกรงขามดั่งยักษ์มารการปรากฏตัวของมันดูจะอลังการและทรงพลังกว่าถูหย่งเฮ่าหลายเท่าทว่านั่นไม่ใช่สิ่งตัดสินว่ามันจะมีฝีมือที่เทียบเท่าได้อันที่จริงแล้วมันต้องสูญเสียพลังเป็นอย่างมากในการแผ่รัศมีปะทุพลังออกมาเป็นระยะเวลานานแต่การกระทำของมันก็มีผลอยู่บ้างทำให้ผู้คนมากมายไม่กล้าเข้าร่วมการทดสอบกับมันในครานี้
แต่นั่นไม่ได้รวมหนิงอันอันเข้าไปด้วยนางรับรู้ได้จากรอยยิ้มของพี่ชายที่มองไปทางถูกัง ที่แสดงความเย้ยหยันออกมานั่นแสดงว่าคนผู้นี้ก็ไม่ได้มีดีอะไรมากมาย เพียงแค่ทำการแสดงก็เท่านั้น
หนิงอันอันค่อยสืบเท้าเข้าลานประลองทันทีที่เข้าไปถึงลูกธนูนับร้อยก็ได้ถูกยิงออกมาอีกครั้งถูกังที่กำลังแผ่รัศมีพลังถึงกับเบิกตากว้างนั่นเพราะมันไม่คิดว่าจะมีผู้ใดกล้าเข้ามาทดสอบกับมันรวดเร็วขนาดนี้มันไม่ทันจะสร้างแนวป้องกันพลังหยวนออกมา ลูกศรพวกนั้นก็ระดมยิงมาที่มันอย่างกับห่าฝนแล้ว!
หลังจากที่ฝนธนูหยุดลงก็ต้องพบกับถูกังที่มีสภาพเป็นเม่นทั้งตัวของมันปรากฏลูกธนูจำนวนมากปักอยู่ โลหิตหลั่งไหลชโลมกาย ผู้คนมากมายที่พบเห็นก็ต่างพากันหัวเราะเยาะไม่คิดว่าคนที่พวกมันเกรงกลัวจะเป็นผู้ที่ไม่ได้เรื่องเช่นนี้ได้
“ฮ่าฮ่า พี่ชายท่านรู้อยู่แล้วใช่หรือไม่ว่าต้องเป็นเช่นนี้”ซ่งจิ่นติ้งเองก็อดกลั้นไว้ไม่ได้หัวเราะออกมาจนน้ำตาเล็ด
พวกตระกูลถูใบหน้าต่างเกิดความอัปลักษณ์ขึ้น สีหน้าก็แดงสลับม่วงคล้ำเกิดทั้งความอับอายทั้งโมโห ในใจก็ต่างพากันสะบดด่าถูกัง “เจ้าโง่ถูกังเอ้ยโง่แล้วไม่เจียมตัวอีก!!!”
ด้านถูกังพอรู้สึกตัวขึ้นมาก็พบว่าตนเองแทบจะเป็นเม่นแล้วใบหน้าก็บูดเบี้ยวเกิดความเขินอายอยากจะแทรกแผ่นดินหนีมันกวาดสายตาไปรอบๆก็พบกับสตรีที่คุ้นตายืนนิ่งอยู่กลางลานทดสอบ ในมือถือป้ายไม่ไผ่อยู่เท่านี้ก็ทำให้มันเกิดโทสะยากจะควบคุม
มันอยากจะสังหารสตรีนางนี้แก้แค้นแทนคุณชายมันเสีย ถ้าไม่ใช่เพราะสตรีนางนี้ไหนเลยคุณชายของมันจะตกหลุมพรางได้ถึงแม้นางจะไม่ใช่คนที่ลงมือทำร้าย แต่นั่นก็เพียงพอให้คุณชายตระกูลหนิงเกิดความเสียใจและเจ็บปวดใจได้แล้ว!
“มันเป็นเพราะเจ้า!!! ตายซะเถอะ!!!!!” ถูกังแผดเสียงร้องตวาด! มันระเบิดพลังชั่วพริบตาแผ่นดินสั่นสะเทือนไปทั่วลานทดสอบหนิงอันอันที่เดิมยืนนิ่งอยู่บัดนี้ได้ชักกระบี่ออกแล้ว
ถูกังไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้ผ่านไปเป็นแน่มันโคจรลมปราณปะทุพลังอันน่าสะพรึงเพียงชั่วพริบตา พลังยุทธ์มันก็เข้าสู่ครึ่งก้าวขั้นที่สิบแล้ว! หมัดอันหนักอึ้งได้ถูกปล่อยออกคล้ายกำปั้นเหล็กที่พร้อมจะบดขยี้ศัตรู!
หนิงอันอันรับรู้ได้ถึงอันตรายที่มาเยือน หากนางเข้าปะทะตรงๆกับถูกังคงไม่อาจรอดเป็นแน่กำปั้นนี้ทรงพลังเกินไป! พลังหยวนมหาศาลถาโถมเข้ามาด้วยความรุนและดุดันอย่างที่สุด! หนิงอันอันวาดกระบี่ออกปลดปล่อยพลังกระบี่สายลมเข้าปะทะก็ไร้ผล ถูกังแสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายคล้ายว่ามันเป็นผู้ชนะแล้ว
หนิงอันอันสะบัดกระบี่อีกครั้งคราวนี้ไม่ได้เน้นที่จะโจมตีหมัดเหล็กอันทรงพลังกลับกันนางสะบัดกระบี่เพื่อเหวี่ยงตัวหมุนขึ้นพุ่งเข้าหาหมัดนั่นด้วยซ้ำ! สายตาทุกผู้จับจ้องไปที่นางอย่างหวาดเสียวทุกชั่วขณะเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
แต่ที่ทำให้พวกมันใจเต้นระส่ำมากที่สุดก็ตอนที่นางพุ่งเข้าหาพลังอันแข็งแกร่งนั่นด้วยพลังกระบี่สายลมอันน้อยนิดพอใกล้จะถึงหมัดนั่นก็ออกแรงกระบี่ปะทะใช้การสะท้อนถอยกลับ ทำให้ทุกคนเกิดความฉงนกับกระบวนท่าที่แปลกประหลาดที่ในคราแรกคล้ายจะโจมตีแต่ไม่โจมตีแล้วกลับมาโจมตีและจะยังถอยหนีอีก “นี่มันกระบวนท่าบัดซบอันใดกัน!?”
นี่เป็นท่าผสมระหว่างสายลมหมุนวนกับสับเปลี่ยนสายลม ทั้งคู่ล้วนเป็นกระบวนท่าที่เอาไว้พลิกแพลงซึ่งสถานการณ์นี้หนิงอันอันใช้ออกมาได้อย่างดีนั่นทำให้หนิงเฟยหลงหุบยิ้มไว้ไม่อยู่พยักหน้าให้ด้วยความปลื้มปริ่ม
แต่นั่นยังไม่พอที่จะรอดพ้นจากกำปั้นอันทรงพลังของถูกังได้นางยังคงต้องหาวิธีหลบหนีหรือไม่ก็ต้องเผชิญหน้าด้วยกำลังทั้งหมดแต่นั่นก็อาจทำให้นางบาดเจ็บอาหัสได้เลย การทดสอบยังเหลืออีกหนึ่งด่าน หากบาดเจ็บสาหัสในรอบนี้แล้วรอบต่อไปจะทำเช่นไร?
หนิงอันอันไม่มีทางเลือกนอกจากจะเผยศักยภาพทั้งหมดออกมาเมื่อไม่นานมานี้นางได้รับวิชาตัวเบาจากพี่ชายเวลานี้สมควรนำมาใช้แล้ว
“ก้าวย่างวิฬารสวรรค์”
หลังจากใช้ท่าเท้านี้นางสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว กระโจนออกใจกลางของพลังหมัดคล้ายแมวน้อยกระโจนหนีฉะนั้นท่วงท่าที่ใช้ออกดูงดงามเป็นพิเศษ และยังคงซึ่งความรวดเร็วที่เป็นเอกลักษณ์
นั่นทำให้ชายหนุ่มทั้งหลายต้องหันหน้ามามองตามนางแม้ในยามที่ปรากฏตัวจะงดงามอยู่แล้ว แต่ระหว่างใช้ก้าวย่างนี้นั้นช่างดูสมบูรณ์แบบถึงที่สุดยากที่จะละสายตาได้ลืมไปแม้กระทั่งการต่อสู้ที่ดุเดือดก่อนหน้า ทำเอาหนิงเฟยหลงเริ่มจะหวงน้องสาวขึ้นมาบ้างแล้วมันแกล้งสะบัดมือออกไปด้านข้าง
ปัง!
ก็ปรากฏเสียงดังสนั่นต้นไม้หักโค่นลงทันที! ทำให้ผู้คนกลับมาได้สติอีกครั้ง!กลับสู่สภาวะปกติ
“ข้าไม่น่านำวิชานี้มาให้อันอันเลย...หึ้ย!” ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดใจจนต้องสบถด่าตนเองแต่สีหน้าที่แสดงออกมากลับนิ่งเฉยมีเพียงที่มือมันที่เท่าที่แสดงออกมันกำหมัดแน่นขึ้นจนเส้นเลือดที่แขนปูดโปน
ตู้ม!!
การต่อสู้คล้ายจะสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากที่หมัดอันทรงพลังนั้นพุ่งทลายพื้นดินจนเกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นถูกังก็ได้หมดสติลงพร้อมกับพลังลมปราณที่เหือดแห้ง มันทุ่มกำลังทั้งหมดหวังจะจัดการหนิงอันอันในคราเดียวทว่านั่นก็ไม่เกิดผลตามคาดกลับต้องสูญเสียมากกว่าเดิมเสียอีก หนิงอันอันไม่รีรออยู่ในลานทดสอบก็ก้าวเดินออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ในสำนักทำการซ่อมแซมพื้นที่บางส่วน
“เห้อ...ช่างน่าเสียดาย....ตระกูลถูช่างอ่อนด้อยนัก…มีแต่พวกไร้ประโยชน์..มีแต่ตัวโง่งม!”ชายหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้นท่ามกลางผู้คนมากมายที่ชมดู มันสวมอาภรณ์ฟ้าหน้าตาพอใช้ได้ไม่ได้หล่อเหลาอันใด แต่ก็ไม่ได้ดูอัปลักษณ์ รูปร่างสูงใหญ่กว่าถูกังเสียอีกมองดูเหมือนยักษ์ปักหลั่น
“ไปตายซะ!!!!” พวกตระกูลถูได้ฟังก็บันดาลโทสะขึ้น พากันกระโจนเข้าใส่หวังจะปลดปล่อยอารมณ์ใส่ชายชุดสีฟ้าพลังหยวนพุ่งพล่านออกมาจากกายพวกมัน แยกออกมาห้าสายโจมตีพร้อมๆกัน!
ตระกูลถูที่มาในวันนี้มีทั้งหมดเจ็ดคนแต่ละคนล้วนอยู่ขั้นแปดขึ้นไปทั้งสิ้นนับว่ามีฝีมือไม่ธรรมดาทว่าผู้ที่มีฝีมือสูงสุดในบรรดาพวกมันได้หายไปแล้วจากการปะลองทั้งคู่นั่นก็คือถูหย่งเฮ่าขั้นสิบ และถูกังขั้นเก้า ส่วนที่เหลือนั้นอยู่ขั้นแปดทั้งหมด
แม้จะอยู่แค่ขั้นแปดแต่สำหรับการทดสอบด่านที่สองนี้ก็สมควรจะเข้ารอบไปได้มากกว่าครึ่งและหากพวกมันลงมือพร้อมกันก็สมควรจะต่อกรกับขั้นที่สิบมีเพียงขั้นสิบเท่านั้นที่พวกมันจะเกรงกลัวและในที่นี้ก็มีเพียงผู้เดียวที่พวกมันเห็นว่าอยู่ขั้นที่สิบก็คือคุณชายตระกูลหนิงหนิงเฟยหลงเท่านั้นที่พวกมันไม่ควรยุ่งหากแต่ที่เหลือหากบังอาจมาล่วงเกินมันแม้แต่น้อยมันก็จะสังหารเสีย!
ชายชุดฟ้านี่สมควรตายแล้วที่บังอาจมาลูบคมพวกมันแม้จะไม่ได้ลงมือกับพวกมันก่อนแต่ก็ทำให้ขุ่นเคือง เช่นนั้นก็อย่าอยู่เลย! ความขับแค้นใจในวันนี้ทั้งหมดจะมาลงกับชายหนุ่มผู้ดวงซวยท่านนี้
ปัง!
พลั่ก!
“ไฉนเป็นเช่นนี้ได้ อั่ก!!” หลังจบการปะทะในที่สุดพวกมันก็รู้แล้วว่ามีบุคคลอีกผู้หนึ่งที่พวกมันไม่สมควรยุ่งด้วย.....นั่นก็คือชายผู้นี้ผู้กล่าววาจาระคายหูพวกมันและเป็นผู้สยบพวกมันด้วยกระบวนท่าเดียวแต่นั่นก็สายไปสียแล้วกว่าจะรู้พวกมันก็ได้โดนอัดหมอบไปแล้ว
“ฮ่าฮ่า ยอดเยี่ยมๆ ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามว่าอะไรอย่างนั้นหรือ”หนิงเฟยหลงเอ่ยปากถามขึ้น
ชายผู้สวมอาภรณ์ฟ้ากล่าวตอบทันที “ข้ามีนามว่าอะไรเจ้าไม่ต้องรู้หรอกไว้ประลองชนะข้า ข้าจึงจะบอกเจ้าเอง”มันเป็นคนชอบกล่าววาจาอย่างโผงผาง หลายคนจึงไม่ชอบขี้หน้าแต่แท้ที่จริงแล้วเป็นคนที่จริงใจ แต่ด้วยการพูดของมันทำให้ผู้อื่นมักเข้าใจผิด
หนิงเฟยหลงนั้นเข้าใจดี มันรู้ได้ว่าชายคนนี้นั้นเป็นคนจริงใจมีสิ่งใดจะพูดอย่างตรงไปตรงมา การกล่าวตอบอย่างโอหังของเขา หนิงเฟยหลงจึงไม่นับว่าเสียมารยาท
“ตกลง! เช่นนั้นหลังการทดสอบเรามาประลองกันให้หนำใจ!” หนิงเฟยหลงกล่าวพร้อมรอยยิ้มแสดงถึงความจริงใจ
ชายหนุ่มผู้นั้นก็รับรู้ได้เช่นกัน “ดี! ข้าจะรอ ฮ่าฮ่า!”