หลังจากเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เมิ่งฝานก็มาถึงหน้าผานั้นฝ่ามือเล็กของเมิ่งฝานจับก้อนหินเอาไว้อย่างสุดแรงขณะเดียวกันก็เคลื่อนกายไปอีกฝั่งอย่างระมัดระวัง
ปึก!
เมื่อไม่ทันระวังร่างของเมิ่งฝานก็พุ่งเข้าชนกับก้อนหินทันทีใบหน้าเล็กของเมิ่งฝานปรากฎความเ็ปอย่างเห็นได้ชัดอาการาเ็ที่หน้าอกก่อนหน้านี้มีเืไหลออกมา แต่ในวินาทีต่อมาฝ่ามือของเมิ่งฝานก็คว้าหินที่หน้าผาเอาไว้ออกแรงทั้งห้านิ้วแล้วแนบร่างไปกับหน้าผาเพื่อปีนขึ้นไป
ในที่สุดเมื่ออยู่ห่างจากหน้าผาที่เป็จุดหมายราวสามเมตรเมิ่งฝานก็หยุดชะงักสายตาจับจ้องไปยังอีกฝั่งของหน้าผานั้น ก่อนจะขยับท่อนขาพลางพูดว่า
“สู้ตาย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้น เมิ่งฝานก็ะโไปยังด้านหลังของหน้าผาที่หว่างขาทั้งสองข้างของเมิ่งฝานมีพลังที่แข็งแกร่งปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตาร่างของเมิ่งฝานก็เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วดุจสายฟ้าและมาถึงที่หมายอย่างแม่นยำ
ปึก!
เมิงฝานตกลงไปบนก้อนหิน ความเ็ปแล่นไปทั่วร่างเป็ความเ็ปที่เหมือนกับว่ากระดูกแตกหัก แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังยกยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อรู้ว่าวิชานางแอ่นไร้เงาที่ตนเองฝึกฝนมาอย่างยากลำบากนั้นไม่ได้สูญเปล่า
นางแอ่นไร้เงา คือหนึ่งในวิชายุทธ์แห่งพลังปราณและเป็วิชายุทธ์เพียงหนึ่งเดียวที่เมิ่งฝานถนัดที่สุด
เท่าที่เมิ่งฝานรู้มาพบว่าวิชายุทธ์แห่งพลังปราณแพร่หลายในยุทธภพอย่างมากเป็วิชาที่สามารถใช้พลังปราณในการแสดงอานุภาพโดยหากอิงตามขั้นพลังก็สามารถแบ่งได้เป็ระดับต้นระดับกลาง และระดับสูง และเมื่อพัฒนาขึ้นไปในระดับที่สูงกว่าอานุภาพของมันก็จะเพิ่มขึ้นเป็หนึ่งเท่าตัว
ยังมีระดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้อีกแต่มาถึงยามนี้แล้วเมิ่งฝานก็เพียงแต่เคยได้ยินที่ผู้อื่นเล่ามาเท่านั้น
โดยวิชานางแอ่นไร้เงาที่เมิ่งฝานฝึกฝนเป็หนึ่งในวิชายุทธ์ระดับต้นซึ่งเป็พื้นฐานที่ผู้บำเพ็ญตนอายุน้อยของอูเจิ้นทุกคนต่างก็ใช้เป็
นางแอ่นไร้เงาเป็เพียงทักษะวิชาที่ใช้ในการเพิ่มความเร็วเท่านั้นถึงขนาดที่ว่าไม่อาจเรียกว่าเป็วิชายุทธ์เสียด้วยซ้ำไปแต่เมื่อเมิ่งฝานฝึกฝนมันจนชำนาญก็นับว่าไม่เลวทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย
เมื่อพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบากเมิ่งฝานอาศัยแสงจันทร์มองไปรอบตัวเพราะเื้ัของหน้าผาแห่งนี้คือความหวังสุดท้ายของเขาแล้ว
และในวินาทีต่อมารูม่านตาของเมิ่งฝานหดตัวลงอย่างรวดเร็วเขามองเห็นแสงสีน้ำเงินจางๆ เปล่งประกายอยู่ใต้ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา เมื่อมองมันอย่างละเอียดเห็นเป็ต้นหญ้าใบเลี้ยงคู่ขนาดเล็กต้นหนึ่งส่งกลิ่นอายออกมาอย่างเย้ายวน
“ไป่เย่าเฉ่า!”
พืชวิเศษระดับสอง ไป่เย่าเฉ่า!
เพียงพริบตาร่างกายของเมิ่งฝานก็สั่นไหวเล็กน้อยถึงแม้เขาจะไม่เคยเห็นไป่เย่าเฉ่ามาก่อนแต่ก็พอจะจดจำรูปร่างของมันจากที่เคยเห็นในคัมภีร์ของหมู่บ้านได้และมันเหมือนกันไม่มีผิด! สรรพคุณทางยาของมันดีกว่าเหอโส่วเป็ไหนๆ
เมิ่งฝานพลันดีใจจนออกนอกหน้าทันใดหากนำไป๋เย่าเฉ่าต้นนี้ไปต้มเป็ยาจะดีต่อโรคหานซางของซินหลันไม่น้อยแม้จะไม่อาจรักษาจนหายขาดได้ แต่ก็สามารถระงับไอความเย็นในตัวของมารดาได้นานกว่าเดิม
เมื่อคิดได้เช่นนี้เมิ่งฝานจึงก้าวเดินไปยังไป่เย่าเฉ่าอย่างรวดเร็วเมื่อถึงที่หมายก็พบว่าที่ด้านข้างของไป่เย่าเฉ่ามีวัตถุที่ไม่สะดุดตาอยู่ด้วย
เมิ่งฝานย่นคิ้วเล็กน้อยพร้อมทั้งหยิบมันขึ้นมาอย่างงุนงงเมื่อเมิ่งฝานเช็ดคราบดินโคลนออกไปจึงพบว่ามันคือลูกปัดสีดำ
ลูกปัดนี้มีขนาดเกือบเท่าฝ่ามือของเด็กหนุ่มและเต็มไปด้วยรอยร้าวมีสีดำมืดคล้ายก้อนหินที่แข็งแกร่งทนทานก็ไม่ปาน!
เด็กหนุ่มคิดไม่ถึงเลยว่าของแบบนี้จะมาอยู่กับไป่เย่าเฉ่า และฝังอยู่ในดินโคลนซึ่งหากไม่สังเกตก็คงจะมองไม่เห็นอาจจะมีผู้ใดมาทำตกไว้ที่นี่
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาและไม่ได้สนใจเท่าใดนักยามนี้เข้ามุ่งความสนใจไปยังไป่เย่าเฉ่าเพียงเท่านั้น เมิ่งฝานค่อยๆขุดเอาพืชวิเศษตรงหน้าขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ใช้ผ้าห่อมันเอาไว้อย่างเบามือแล้วนำมาใส่ไว้ในสาบเสื้อตรงหน้าอกของตนเอง
หลังจากจัดการทุกสิ่งเสร็จสิ้นใจของเมิงฝานก็นับว่าวางลงได้ครุ่นคิดถึงความโชคดีของตนเองเมิ่งฝานมองลูกปัดสีดำในมือแล้วพึมพำออกมาเสียงเบา “หึหึ เ้าสิ่งนี้หนักไม่เบา!”
ระหว่างที่พึมพำเขาก็นำมันใส่ไว้ตรงหน้าอกของตนเองเช่นกัน
ภายในสาบเสื้อบริเวณหน้าอกนั้นเืสีแดงของเมิ่งฝานก็ััเข้ากับลูกปัดสีดำก่อนมันจะผสานเข้าไปภายในของลูกปัดสีดำโดยที่เด็กหนุ่มไม่ทันรู้ตัว
เพียงชั่วพริบตาพลันมีแสงสว่างเปล่งประกายขึ้นมาจากลูกปัดนั้น เป็แสงที่สว่างไสวเปล่งประกายทำลายความมืดมิด!
อึก!!
เมิ่งฝานส่งเสียงกระอักออกมาก่อนจะรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นขึ้นไปยังศีรษะแล้วแผ่ซ่านไปทั่วตัวก่อนที่ร่างกายจะเริ่มไร้สติและค่อยๆ หงายหลังลงไป...