บทที่ 2 สะสางให้ชัดเจน
หลังจากประโยคสุดท้ายของเสี่ยวเวยสิ้นสุดลง โลกทั้งใบของซิงเย่ก็ดูเหมือนจะเงียบงัด เธอไม่ได้ยินเสียงในใจของอีกฝ่ายอีก ทว่าความเงียบนั้นกลับถูกเติมเต็มด้วยเสียงเกรี้ยวกราดของ เหลียวซูเจวียน ที่กำลังพ่นวาจาเชือดเฉือน ขุดคุ้ยทุกความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในอดีตขึ้นมาตีแผ่กลางห้องโถง
หลินเสี่ยวเวย ยืนหยัดอยู่ข้างๆ แสร้งทำเป็หยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาซับน้ำตาที่ไม่มีจริง แต่แววตาที่จ้องมองซิงเย่นั้นกลับเต็มไปด้วยความจองหองและคำท้าทาย
ซิงเย่มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า หากเธอเป็เพียงซิงเย่คนเดิมที่ไม่รู้อนาคตและไม่มีพลังพิเศษ เธอคงจะใจสลายไปแล้วที่แม่บุญธรรมผู้เลี้ยงดูมา 18 ปี กลายเป็คนแปลกหน้าภายในชั่วข้ามคืน... แต่ในเมื่อเธอ "ได้ยิน" และ "รู้" ความจริงทุกอย่าง ความเ็ปจึงถูกแทนที่ด้วยความสมเพช
“สันดานเดิมมันเปลี่ยนกันไม่ได้จริงๆ เืชั่วจากตระกูลไร้หัวนอนปลายเท้ายังไงมันก็ขุ่นคลองอยู่วันยันค่ำ ซ่งซิงเย่... จำไว้ว่าตระกูลหลินไม่ต้อนรับเธออีก!” เหลียวซูเจวียนแผดเสียง
พ่อแท้ๆ ของซิงเย่หายสาบสูญไปั้แ่อายุสิบขวบ ทิ้งไว้เพียงปริศนาและการตราหน้าจากคนรอบข้าง แม้เธอจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขามากนัก แต่หัวใจของเธอก็ไม่อาจยอมให้ใครมาเหยียดหยามบุพการีได้
“น้าเหลียวคะ... นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ฉันจะเรียกคุณว่าแม่” ซิงเย่เอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงกระดูก
“คำพูดเมื่อครู่ไม่ควรหลุดออกมาจากปากเ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ผู้ทรงเกียรติเลยนะคะ เพราะถ้าคนข้างนอกมาได้ยินเข้า เขาจะสงสัยเอาได้ว่าคุณเป็ปัญญาชนหรือเป็เพียงหญิงปากตลาดที่ไร้การศึกษา”
คำพูดของซิงเย่เหมือนตบหน้าเหลียวซูเจวียนกลางศาลา เพราะมันสะท้อนไปถึงเสี่ยวเวยที่เติบโตมาในตระกูลซ่งที่เธอด่าว่า "เืชั่ว" เช่นกัน
“นี่แก... แกกล้าดียังไง!” เหลียวซูเจวียนหน้าเขียวสลับแดง
“ซ่งซิงเย่! เธอทำตัวก้าวร้าวกับแม่เกินไปแล้วนะ” เสี่ยวเวยรีบแทรกตัวเข้ามาทันที “แม่เลี้ยงดูเธอจนเรียนจบหมอ ให้ชีวิตที่สุขสบายมาตลอด ต่อให้วันนี้ต้องจากกัน เธอก็ควรเหลือความกตัญญูไว้บ้าง ไม่ใช่ทำตัวเป็งูเห่าแว้งกัดเ้าของแบบนี้!”
ยัยซิงเย่นี่แปลกไปจริงๆ เสี่ยวเวยคิดในใจ ในนิยายมันต้องเป็คนเ็าที่ยอมคนนี่นา ทำไมถึงได้ต่อปากต่อคำเก่งนัก?
“กตัญญูงั้นเหรอ?” ซิงเย่แค่นยิ้ม
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันเรียนข้ามชั้นจนประหยัดค่าเล่าเรียนไปมหาศาล เงินรางวัลจากการแข่งขันวิชาการทุกบาทฉันก็ส่งให้พวกคุณ ฉันสร้างหน้าสร้างตาให้ตระกูลหลินจนคนทั้งมณฑลชื่นชม ถ้าจะพูดเื่บุญคุณ ฉันว่าเราเสมอกันแล้วค่ะ”
ซิงเย่ก้าวเข้าไปหาเสี่ยวเวยช้าๆ สายตาคมปราบจับจ้องที่มือนุ่มนิ่มของอีกฝ่าย “แล้วดูมือนี่สิคะ... ขาวสะอาดนวลเนียนขนาดนี้ ดูไม่เหมือนคนที่ต้องลำบากตรากตรำในบ้านยากจนเลยนะคะ แม่ของฉันที่บ้านซ่งคงจะรักและถนอมเธอมาก ถึงได้ให้เธออยู่อย่างคุณหนูขนาดนี้”
เสี่ยวเวยสะดุ้ง รีบหดมือเข้าไปซ่อนในแขนเสื้อ ท่าทางมีพิรุธนั้นทำให้เหลียวซูเจวียนเริ่มชะงัก
“น้าเหลียวคะ คุณเป็คนในโรงงาน ย่อมรู้ดีว่าการจะซื้อตำแหน่งงานในโรงงานทอผ้าให้ลูกสาวสักคนต้องใช้เงินเท่าไหร่” ซิงเย่รุกฆาตต่อ “แม่ของฉันเป็เพียงคนงานระดับ 2 เงินเดือนไม่กี่สิบหยวน แต่เธอกลับเจียดเงินเก็บทั้งชีวิตกว่า 400 หยวนเพื่อซื้ออนาคตให้เสี่ยวเวย... เมื่อเทียบกันแล้ว ฉันว่าตระกูลซ่งรักเสี่ยวเวยมากกว่าที่พวกคุณรักฉันเสียอีก!”
[บ้าน่า! ยัยนี่รู้ได้ไงว่าราคา 400 หยวน! หรือว่ามันแอบไปสืบมา? ไม่ได้การละ ฉันต้องรีบกลับบ้านซ่งไปเตือนยัยแก่คนนั้นให้ปิดปากเื่นี้ซะ ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าตระกูลซ่งยอมเป็หนี้เพื่อฉัน!]
เสียงในใจของเสี่ยวเวยดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันมาพร้อมกับความตื่นตระหนก
ซิงเย่ลอบยิ้มในใจ เธอมั่นใจแล้วว่าพลังอ่านใจของเธอจะทำงานเมื่ออีกฝ่ายมีความรู้สึกรุนแรงหรืออยู่ใกล้ชิดเธอ
“400 หยวน... เงินจำนวนนั้นในยุคนี้มันคือเงินมหาศาลเลยนะคะคุณน้า” ซิงเย่เน้นย้ำ
“ถ้าคุณอยากจะสะสางบัญชีให้ชัดเจน ฉันยินดีจะคืนค่าข้าวสารทุกเม็ดที่ฉันกินในบ้านหลินให้ แต่คุณก็ต้องคืนเงิน 400 หยวนที่แม่ฉันจ่ายไปเพื่อเสี่ยวเวยคืนมาด้วย... ยุติธรรมดีไหมคะ?”
เหลียวซูเจวียนเริ่มลังเล เธอเป็คนเห็นแก่ตัวแต่ก็รักหน้าตาในสังคม หากเื่นี้หลุดออกไปว่าเธอรังแกลูกสาวบุญธรรมที่ฉลาดปราดเปรื่องขนาดนี้ แถมยังติดหนี้ทางใจกับบ้านซ่งอีก ชื่อเสียงของสามีเธออาจจะมัวหมองได้
“ซิงเย่เมื่อกี้น้า…น้าอารมณ์ขึ้นไปหน่อย อย่าถือสากันเลยนะ” เหลียวซูเจวียนแสร้งเปลี่ยนท่าที
[อย่าไปยั่วโมโหอีนี่เลย มันฉลาดเกินไป ถ้าวันหน้ามันได้ดีในโรงพยาบาล เราอาจจะต้องพึ่งพามันก็ได้ อีกอย่าง... ผู้บังคับบัญชาเก่าของตาหลินก็เคยเปรยๆ ว่าอยากได้ยัยนี่ไปเป็ลูกสะใภ้ เก็บทางถอยไว้หน่อยดีกว่า]
ซิงเย่ฟังแล้วก็ได้แต่สมเพชในใจ ความรักของคนพวกนี้ช่างถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์เสียจริง
“เข้าใจแล้วค่ะคุณน้าเหลียว... งั้นเราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก”
ซิงเย่หันหลังกลับ คว้ากระเป๋าเดินทางเพียงไม่กี่ใบแล้วเดินออกจากบ้านพักผู้อำนวยการโรงงานไปอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งให้ เสี่ยวเวยยืนขบเคี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้นอยู่เื้ั
ตลอดทางเดินในลานบ้านพักโรงงานเหล็ก สายตาหลายสิบคู่จ้องมองมาที่ซิงเย่ บ้างก็เวทนา บ้างก็รอซ้ำเติม
“ดูสิ... คุณหนูตัวปลอมโดนไล่ออกมาแล้ว ท่าทางเชิดๆ นั่นคงจะหายไปเร็วๆ นี้แหละ” หญิงสาวร่างท้วมคนหนึ่งเบะปากพูดกับกลุ่มเพื่อน
“บ้านตระกูลซ่งจนจะตายไป ยัยนี่คงต้องไปขุดดินกินแทนข้าวแล้วล่ะมั้ง!”
ซิงเย่ไม่ได้ให้ราคากับเสียงนกเสียงกาเ่าั้ เธอเดินตรงไปที่ประตูรั้วโรงงานด้วยแววตาที่มุ่งมั่น แผนที่ในหัวเริ่มร่างเส้นทางใหม่... เส้นทางที่เธอจะไม่เป็เพียงหมากในนิยายของใคร แต่จะเป็ผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง!