“พูดอะไรของเจ้าน่ะ…จริงด้วย! ข้าเผลอกอดเจ้าสหายน้อยนั่นไปแล้วจริงๆด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า สหายของเรา เขาแข็งแกร่งมากเลยล่ะ…ดูสิ! ดูสิ!"”
อสูรวัวกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ยืนมือทั้งสองข้างออกมาให้อสูรอีกาดูด้วยความยินดี
“!!!!!!!!!”
อสูรอีกาหรี่ตามองไปที่แขนทั้งสองข้างของอสูรปีศาจวัว พบเจอเข้าจับรอยจ้ำลึกลงไปที่บนแขน ดูไปก็คล้ายเป็นรูปมือขนาดเล็กปรากฎอยู่บนแขนทั้งสองข้าง ดูแล้วก็พอที่จะเดาได้ว่าเป็นฝืมือของผู้ใด
ถึงสมองของอสูรวัวจะมีอยู่ไม่มาก แต่ร่างกายของมันกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าอสูรตนใดที่อสูรอีกาเคยพบเจอมาทั้งหมด ไม่ต้องพูกถึงมนุษย์เลยด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นขอบเขตสัมผัสสวรรค์มายืนอยู่เบื้องหน้าล้อมรอบสัตว์อสูรวัวจากทุกทิศทาง อย่างมาก็ทำให้เกิดขึ้นแค่เพียงรอยแดงจางๆเท่านั้น
“ร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าของเจ้า…ถึงกลับถูกทำได้เป็นรอยฝังลึกได้เชียวหรือ ต่อให้เป็นขอบเขตสัมผัสสวรรค์ช่วงต้น ก็ยังมิบังอาจที่จะสามารถกระทำ เจ้าเด็กนั่นอยู่แค่เพียงขอบเขตเต๋าสะสมแน่หรือเปล่า! ถ้าเป็นแบบนี้มีหวังสัตว์อสูรขั้นสามแบบพวกเรา ถ้าเผลอไปทำอะไรให้เจ้าหนูนั่นไม่พอใจเข้า มันไม่ฆ่าพวกเราตายห่ากันหมดเลยหรอกเรอะ!”
“ไม่หรอก…สหายน้อยนั่นเป็นคนดีอย่างแน่นอน เค้าไม่ทำอะไรพวกเราหรอก…ถ้าไม่เผลอไปทำอะไรก่อนน่ะนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
อสูรวัวยืนกอดอก กล่าวออกมาด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ
“เอ๊ะ! เจ้าคิดว่าเจ้าเด็กนั่นไว้ใจได้งั้นหรือ…”
“…ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจที่เจ้าพูดเท่าไหร่ แต่ถ้าเจ้าจะหมายความว่าเด็กนั่นเป็นคนดีหรือไม่นั้น…”
อสูรวัวกล่าวออกมาพร้อมกับพยักหน้าอย่างมั่นใจ อสูรอีกาเมื่อได้เห็นเช่นนั่น อารมณ์ที่หวั่นไหวและหวั่นเกรงก็เริ่มที่จะเบาบางลง อสูรอีกาสนิทสนมกับอสูรวัวมาอย่างยาวนาน มากพอที่จะรู้ว่า ถึงสมองของมันจะมีอยู่น้อยนิด แต่มันกลับสามารถที่จะสัมผัสและมองออกได้ ว่าใครกันที่เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกับมัน
“….แบบนี้ข้าก็ค่อยเบาใจขึ้นมาหน่อย..”
อสูรอีกาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก บินจากไปยังทิศทางของตน พร้อมกับอสูรวัวที่วิ่งตามไปด้วย
เซียวเย่กับอสูรพยัคฆ์แดงเดินทางไปได้สักพัก เซียวเย่ก็เหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ด้านข้าง คล้ายว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ทิศทางนั้น….
ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เซียวเย่มาครั้งแรก เนื่องจากเพราะมัวแต่เพ่งสนใจอสูรพยัคฆ์แดงอยู่ จึงไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งที่น่าสงสัยตรงจุดนี้ โดยปกติเซียวเย่มักจะกางพลังมารจิตออกมารอบข้าง เพื่อป้องกันและตรวจสอบสิ่งต่างๆด้วยตนเอง แต่ทิศทางนั้นมันมีอะไรบางอย่างที่พลังมารจิตไม่สามารถที่จะเข้าไปถึง
เซียวเย่หยุดยืนอยู่กับที่ หันหน้าไปมองยังทิศทางนั้นด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ตรงนั้น….มันมีอะไรอยู่หรือเปล่า?”
เซียวเย่ชี้นิ้วออกไป กล่าวถามอสูรพยัคฆ์แดงที่กำลังเดินตาม
"ไหน ไหน…อ้อ! ตรงนั้นเรอะ!….เดี๋ยวน้าข้าขอนึกก่อน….เหมือนจะมีอะไรแปลกๆอยู่จริงๆนั่นแหละ"
อสูรพยัคฆ์แดงคิดวนไปมาอยู่ในหัวได้สักพัก ก่อนที่จะกล่าวออกมาคล้ายว่าตนจำได้
เซียวเย่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่รอช้าเดินไปยังที่แห่งนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเดินเท้ามาถึง เซียวเย่ก็พบเข้ากับรูปปั้นสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ศีรษะของมันกับมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับหัวของอินทรี สวมใส่ชุดเกาะที่น่าเกรงขาม ถือไว้ด้วยง้าวที่มีขนาดใหญ่น่ายำเกรง ยืนประจำตำแหน่งอยู่หน้าทางเข้าซ้ายและขวา เซียวเย่เดินเข้าไปใกล้ ลูบสัมผัสรูปปั้นฝั่งซ้ายอย่างแผ่วเบา
“นี่มัน..รูปปั้นสัตว์อสูรเรอะ”
“.…มันคือองครักษ์พิทักษ์ราชาน่ะ…”
อสูรพยัคฆ์แดงเดินตามเข้ามา กล่าว
“องครักษ์พิทักษ์ราชา? หมายถึงราชาของพวกสัตว์อสูรงั้นหรือ”
เซียวเย่หันหน้ากลับมากล่าวถามด้วยความอยากรู้
“ใช่แล้ว…แต่ข้าหมายถึงสมัยก่อนนะ องครักษ์ในตอนนี้…ก็อย่างที่เจ้าเห็น มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว”
อสูรพยัคฆ์แดงพยักหน้า กล่าวออกไป
"ทำไมถึงได้ไม่มีให้เห็นอีกแล้วเล่า?
เซียวเย่เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ก็ตัดสินใจที่จะกล่าวถามต่อ
"…..ในยุคก่อนหน้า ราชาได้แต่งตั้งสัตว์อสูรเผ่าอินทรีเผ่าหนึ่งขึ้นมาให้เป็นองศรักษ์ประจำพระองค์ สัตว์อสูรเผ่านี้เพียบพร้อมไปด้วยความแข็งแกร่งและภักดี และยังสืบทอดสายเลือดที่ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย….."
อสูรพยัคฆ์แดงเงยหน้าขึ้นไปบนฟ้า เสร้งทำท่าทางเหมือนว่ากำลังหวนนึกถึงอดีต กล่าวออกมา
"สายเลือดศักดิ์สิทธิ์?…หมายความว่าไม่ได้มีแค่สายเลือดแท้และสายเลือดผสมงั้นสินะ…"
เซียวเย่กล่าวถามต่อ
"อืม…สายเลือดศักดิ์สิทธิ์เป็นสายเลือดตั้งแต่ยุคก่อกำเนิดสัตว์อสูร…สมัยนั้นประกอบไปด้วยราชาสัตว์อสูรทั้งหมดสามตน อินทรีทองคำ พญางูพฤกษา และพยัคฆ์ขาว พวกมันคือสัตว์อสูรที่ยืนอยู่จุดสูงสุดในยุคสมัยนั้น แต่อยู่ๆพวกมันก็หายสายสูญไป ลูกหลานของพวกมันเมื่อไม่มีราชาที่ให้ความคุ้มครองและดูแล พวกมันก็เริ่มที่จะเข่นฆ่ากันเอง จนในที่สุดพวกมันก็เริ่มที่ล้มหายตายจากกันไปเรื่อยๆ แต่อยู่ๆราชาในยุคสมัยต่อมาก็ไปพบเจอกับเผ่าอินทรีทองคำที่หลงเหลือเข้า ท่านก็เลยแต่งตั้งให้ชนเผ่านั้นเป็นองครักษ์ประจำกายมาตั้งแต่ยุคสมัยนั้น….ก็นั่นแหละที่มาของมัน.."
อสูรพยัคฆ์แดงกล่าวอธิบายออกมายืดยาว เล่าย้อนไปถึงอดีตของแผ่นดินที่ตนกำลังยืนอยู่
"เจ้ายังไม่ได้บอกเลยนะว่าทำไมเผ่าอินทรีทองคำถึงได้หายไป…จะเล่าก็อย่าให้มันขาดตอนเลย.."
เซียวเย่เหมือนจะเห็นว่าอสูรพยัคฆ์แดงกล่าวตัดจบ แต่ยังมีอยู่บางเรื่องที่ตนไม่เข้าใจ
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าอายุไม่ถึงหนึ่งร้อยปีด้วยซ้ำ จะไปรู้เรื่องอะไรมากมายแบบที่เจ้าต้องการกัน…”
อสูรพยัคฆ์แดงหันหน้ามามองค้อน กล่าวปัดออกมาเหมือนไม่อยากเล่า
"เอ้า! ก็ข้าเห็นเจ้าเล่ามาซะยืดยาว ข้าก็หลงนึกว่าเจ้าอาศัยอยู่ในยุคนั้นเสียอีก"
เซียวเย่กล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่แปลกเล็กน้อย
"หึ! ถึงภายนอกข้าจะดูฉลาดและรอบรู้ แต่ข้าก็ไม่ได้สนใจที่จะศึกษาเรื่องพวกนั้นสักหน่อย มันอยู่ในความทรงจำของพวกเราเผ่าสัตว์อสูรทุกตนนั่นแหละ ไม่ว่าเจ้าจะเดินไปถามนกหรือว่าไส้เดือน พวกมันก็บอกเจ้าได้หมดแหละ ถ้าเจ้าคุยกับพวกมันรู้เรื่องน่ะนะ"
อสูรพยัคฆ์แดงกล่าวออกมาด้วยความลำพอง คล้ายว่ามั่นใจในความฉลาดล้ำอยู่พอสมควร
“…แล้วเจ้าได้เข้าไปตรวจสอบข้างในมาหรือยัง…”
เซียวเย่เผลอกรอกตามองบนไม่รู้ตัว หันหน้ากลับไปมองที่ทางเข้า กล่าวออกไป
"โอ่ยย จะไปเหลืออะไร! ไอข้ารึอุตส่าห์หวังว่าจะเจออะไรที่ล้ำค่า หรืออะไรที่พอจะกินได้บ้างก็ยังดี แต่นี่มันอะไรกัน! ไม่รู้ว่ามันจะเอารูปปั้นพวกนี้มาตั้งทำพระแสงอะไร ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ข้าจะไม่เจียดเวลาเข้าไปเลยสาบานได้!….เจ้าจะเข้าไปก็เชิญ ข้าจะยืนรอเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน"
อสูรพยัคฆ์แดงหันหน้าเดินออกไปด้านข้าง หมุนตัวรอบตนเองหนึ่งรอบ ก่อนที่จะล่มตัวลงนอนที่ใต้ต้นไม้ กล่าวออกมาพร้อมกับแสดงท่าทางที่ง่วงนอน
"เห้อ….คำพูดกลับการกระทำช่างต่างกันเสียจริง"
เซียวเย่หันหน้าไปมองอสูรพยัคฆ์แดงที่คล้ายว่าจะหลับไปแล้ว กล่าวออกมาเสียงเบา
เซียวเย่มองสำรวจโดยรอบอยู่เล็กน้อย ก่อนที่จะตัดสินใจเดินหน้าเข้าไปภายใน
ตึก ตึก ตึก
เซียวเย่เดินลงไปที่ขั้นบันไดอย่างเชื่องช้า แสงไฟที่ตอนแรกยังส่องลงมาถึง ในที่สุดมันก็เริ่มที่จะมืดลง มองเห็นได้เพียงทางข้างหน้าที่มืดบอด
เปาะ!
เซียวเย่ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ปรากฎเปลวอัคคีขึ้นมาบนฝ่ามือ มันมีลักษณะทรงกลมเหมือนดวงอาทิตย์น้อยๆ ลอยอยู่ข้างๆเซียวเย่ด้วยเคล็ดวิชามารจิต มันส่องแสงสว่างออกมา ช่วยให้เซียวเย่มองเห็นทางข้างหน้าอย่างเด่นชัด
เซียวเย่เดินลงบันไดต่อไปเรื่อยๆได้สักพัก ในที่สุดก็มาถึงปลายทาง เซียวเย่หันหน้ามองสังเกตออกไปโดยรอบ พบเห็นแค่เพียงห้องที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยนอกจากรูปปั้นที่เหมือนกับข้างนอกทางเข้า
วูบ….
“หืม…นี่มัน…”
เซียวเย่หันขวาไปมองยังทิศทางหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ก็พบเข้ากับตัวอักษรบางอย่างที่จารึกลงไว้ที่บนกำแพง เซียวเย่ลูบคลำมันอย่างแผ่วเบา พยายามตรวจสอบมันอย่างละเอียด
"ตำแหน่งนี้นี่เองสินะ ที่พลังของข้าไม่สามารถที่จะมองผ่าน…."
เซียวเย่เพ่งมองขึ้นไปเบื้องหน้า สังเกตมองภาษาที่ตนเองไม่เคยรู้จัก
‘มันต้องมีกลไลหรืออะไรสักอย่างให้เข้าไปข้างในได้เป็นแน่'
เซียวเย่ครุ่นคิดในใจ พยายามสัมผัสตรวจสอบรอบๆกำแพงอย่างตั้งใจ แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ก็เหมือนจะไม่เป็นผล เซียวเย่ไม่สามารถที่จะหาทางเข้าไปได้
ปัง!
เซียวเย่ตั้งท่าง้างมันขวาชกออกไปอย่างสุดแรง แต่กำแพงก็เหมือนจะไม่ใช่กำแพง มันสามารถที่จะรับพลังหมัดของเซียวเย่ได้อย่างง่ายดาย เหมือนกับว่ามันเป็นฟองน้ำที่ดูดซับพลังของเซียวเย่เอาไว้
“เห้อ…ถึงจะรู้อยู่แล้ว แต่ก็ขอให้เพียงแค่ได้ลองสินะ…”
เซียวเย่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ตัดสินใจที่จะเดินออกไปข้างนอก ละทิ้งซึ่งความพยายามในการไขข้อสงสัยในครั้งนี้
ตีก ตึก กึก!
เซียวเย่ก้าวเท้าได้เพียงแค่สองก้าว ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง รู้สึกเหมือนว่ายังมีบางเรื่องที่ยังไม่ได้กระทำ
เซียวเย่หันหลังเดินกลับมาที่หน้ากำแพงอีกครั้ง ทดลองส่งพลังเต๋ากลืนกินออกมาอ่อนๆที่บริเวณปลายนิ้ว ยื่นนิ้วจี้ไปที่กำแพงเบาๆ
ชี่~~