“ของรางวัลแด่การทรยศ”
“เมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างอย่างงั้นเหรอคะ?”
“ใช่”มาซารุบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดขณะที่ออกวิ่งนำเด็กสาวไปยังลานกว้างหน้าปราสาท “ถูกผนึกไว้อยู่ในตัวของเบริลพร้อมกับบันทึกแห่งฟีนาเล่ถ้าไวโอเลตต้องการที่จะเอามันคืนไปด้วยการใช้กำลังแย่งมาเขาก็จะไม่สามารถใช้พลังของมันได้ เพราะมันถูกลงผนึกไว้ด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้าง”
“พี่มาซารุ ฉันไม่เข้าใจค่ะ”มินาโยะบอกกับเขาตามตรง
“ก่อนอื่นเธอต้องรู้ก่อนว่าเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างป็นชื่อของคำสาปที่เมตาเรียสร้างขึ้นเมื่อนานมาแล้วมันถูกฝังไว้ที่ดวงดาวทั้งสิบสามพร้อมๆกับประตูแห่งดาวดาว และผู้พิทักษ์ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อทำลายมันเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างจะเป็นอะไรก็ได้ รูปลักษณ์ของมันเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดพวกนักรบอเวจีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น”
“หมายความว่ายังไงกันคะ?”
“นักรบอเวจีเองก็เป็นหนึ่งในคำสาปของเมตาเรีย”มาซารุบอก “เมื่อตอนที่ไวโอเลตขโมยร่างของเมตาเรียออกมาจากเอิร์ธสตาร์และทำให้จิตใต้สำนึกบางส่วนของเธอตื่นขึ้นมาเมตาเรียได้ลงมือทำสิ่งที่เหมือนกับคำสาปที่เธอเคยทิ้งไว้เมื่อสมัยที่เธอยังมีชีวิตอยู่เธอสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างขึ้นมาอีกครั้งแต่คราวนี้มันแตกต่างไปจากครั้งก่อนเมตาเรียคัดเลือกคนที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้พิทักษ์ให้กลายเป็นนักรบอเวจีคนพวกนั้นคือคนที่โดนคำสาปของเมตาเรีย เป็นเวทมนตร์บทเดียวกับที่เคยใช้สร้างเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างนั่นแหละแต่เมตาเรียเอามันมาใช้กับคน สร้างกองทัพของตัวเองขึ้นเพื่อต่อสู้กับผู้พิทักษ์เป็นคำสาปร้ายที่จะทำให้คนพวกนั้นรับใช้เมตาเรียจนตัวตาย นักรบอเวจีเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างยุคใหม่ที่เมตาเรียสร้างหลังจากที่ไวโอเลตปลุกเธอขึ้นมา”
“แล้วของเก่าล่ะคะ?”
“เหลืออยู่แค่สามดวงดาวเท่านั้นที่ยังปลดผนึกไม่ได้”มาซารุว่า “เอิร์ธสตาร์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เอิร์ธวอเทอร์ก็ด้วยแต่มันยังไม่ได้ถูกปลดผนึกในตอนนี้ผู้พิทักษ์จะสัมผัสถึงมันได้ถ้าคำสาปนั้นเริ่มทำงานแต่ในกรณีของเอิร์ธมูนมันแตกต่างออกไป เมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างเริ่มทำงานนับตั้งแต่วันที่เบริลเกิดและท่านพ่อของเธอเป็นคนหยุดมันเอาไว้แต่แม้แต่คนอย่างเขาเองก็ไม่สามารถที่จะทำลายมันได้เขาทำได้แค่ย้ายมันออกไปจากที่ที่มันเคยอยู่และผนึกมันไว้ในบันทึกเล่มหนึ่งก่อนหน้าที่เขาจะตาย เขาพยายามมอบมันให้เบริล แต่พลังของมันรุนแรงมากเกินไปเธอเข้าใจไหม? คำสาปที่เมตาเรียเคยสร้างถูกผนึกไว้ในบันทึกและเฟรย์พยายามที่จะทำให้มันเข้าไปอยู่ในตัวของเบริลที่มีเศษเสี้ยวหนึ่งของเมตาเรียสถิตอยู่เขาทำให้เบริลกลายเป็นที่สถิตของทั้งเมล็ดพันธุ์และเมตาเรีย ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าอาจจะมีความเสี่ยง ยัยนั่นอาจจะต้านทานพลังนั้นไม่ไหวก็ได้หรือตัวเขาเองอาจจะทำมันไม่สำเร็จก็เป็นได้เขาคิดว่าตัวเองคงจะต้องตายแน่ๆเพื่อทำให้มันสำเร็จ แล้วเขาก็ตายจริงๆแต่ก็นั่นแหละ ทั้งหมดที่เขาพยายามทำกับเบริลสำเร็จไปแล้วในวันที่เขาตาย”
“แต่ทำไม...? เพื่ออะไรกันคะ”
“เขาอยากให้เบริลเป็นคนปลดผนึก”มาซารุตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เคร่งเครียด“เขาอยากให้ยัยนั่นตัดขาดจากทุกอย่างที่เป็นของเมตาเรียด้วยตัวเองเบริลต้องค้นพบมันด้วยตัวเอง ทั้งวิธีปลดผนึกและหนังสือเล่มนั้น”
แต่มาซารุไม่ได้เล่าถึงเรื่องราวอย่างหนึ่งที่อยู่นอกเหนือจากการคาดการณ์ของเฟรย์ให้กับมินาโยะฟังนั่นคือการพบกันของเบริลกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเรื่องราวของเด็กสาวกับเพื่อนสนิทของเขานั้นเป็นเรื่องส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนและไม่ควรเข้าไปแตะต้องแม้ว่ามินาโยะจะเคยเป็นน้องสาวของเบริลก็ตาม แต่มันไม่เกี่ยวกัน อย่างไรก็ตามเหตุผลลึกๆส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของเขาเองด้วยก็เป็นได้เด็กหนุ่มยอมรับอย่างไม่ปิดบังว่าในตอนที่เขาสังเกตเห็นถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากท่าทีของเบริลนั้นมันทำให้เขารู้สึกโล่งใจมากแค่ไหน เขากังวลเหลือเกินกังวลมาตลอดว่าเบริลอาจจะยึดติดกับเขามากเกินไป เด็กสาวสูญเสียทั้งพ่อและคู่หมั้นและเขาเป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอในวันที่เบริลรู้สึกไม่ปลอดภัยแต่เขาไม่อาจตอบสนองต่อเธอได้ และไม่เคยคิดที่จะทำแบบนั้นเบริลเป็นเหมือนกับเพื่อนสนิทของเขา และเป็นเหมือนน้องสาวที่เขาต้องคอยดูแลเธอเป็นคนสำคัญสำหรับเขา ในแง่ที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาบางอย่างซึ่งกันและกันแต่ไม่อาจมากหรือน้อยได้เกินไปกว่านั้น
ในวันที่เบริลตายมีความรู้สึกมากมายปะปนกัน เขาเกลียดชังโลกทั้งใบที่พรากเธอไปอย่างไม่ยุติธรรมเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องเธอได้ ในขณะที่บางส่วนในจิตใจรู้สึกว่างเปล่าครั้งหนึ่งที่เขาคิดว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ช่างมันแต่เดี๋ยวจู่ๆก็เกิดกลัววันพรุ่งนี้ขึ้นมา เด็กหนุ่มสับสนทั้งในตอนที่ได้เห็นร่างของเธอจากไปพร้อมกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ ทั้งคู่โอบกอดกันและกันไว้แม้กระทั่งในตอนที่วิญญาณดับสูญเด็กหนุ่มอิจฉาคนทั้งคู่ที่ได้อยู่ด้วยกันในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตและนั่นทำให้เขานึกถึงตัวเองที่ไม่เคยได้สัมผัสกับช่วงเวลาเหล่านั้น
สายตาของมาซารุตวัดมองเด็กสาวที่ออกวิ่งอย่างสุดกำลังอยู่ข้างตัวเขาโดยไม่ตั้งใจเลยเด็กหนุ่มไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าเขาโหยหาสิ่งเหล่านั้นจากเธอคนนี้มากแค่ไหนทั้งในตอนที่ได้อยู่เคียงข้างเธอ และในตอนที่ปิดผนึกความทรงจำและความรู้สึกทั้งหมดนั้นของเธอไปเด็กหนุ่มปลอบตัวเองว่านั่นเป็นหน้าที่ของเขา และสาบานว่าจะไม่ให้ความเห็นแก่ตัวของเขามาทำให้เรื่องราวที่สานต่อมาจากอดีตนั้นผิดเพี้ยนไปได้เขาใช้ความรับผิดชอบต่อหน้าที่นั้นมาปิดบังความเจ็บปวดของตัวเองและใช้ชีวิตอยู่โดยที่พยายามไม่เข้าไปแตะต้องบาดแผลนั้นมาตลอด ดังนั้นในตอนที่เขาได้เผชิญหน้ากับมาโมรุอีกครั้ง ตอนที่เขาถูกน้องชายชกหน้าและตะโกนความรู้สึกทั้งหมดที่อัดแน่นออกมาความเจ็บปวดนั้นทำให้เด็กหนุ่มตระหนักได้ว่าท้ายสุดแล้วสิ่งที่เขาต้องการมาโดยตลอดมันก็เป็นเพียงแค่เรื่องเล็กๆที่แสนง่ายดาย
เขาปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเธอคนนี้ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบนี้นี่แหละ
“แอลกำลังมาที่นี่”ไวโอเลตบอกกับมินามิ “และเขาจะพาน้องสาวของเธอมาด้วยทั้งที่รู้ถึงความเสี่ยงนั้นมาตลอดถึงได้พยายามแยกพวกเธอออกจากกันตัวเธอกับน้องสาวเชื่อมโยงถึงกันด้วยพลังของสายเลือดแห่งเอิร์ธมูนที่หลงเหลืออยู่มันอาจจะทำให้เธอคลุ้มคลั่ง และอาจจะทำให้สายสัมพันธ์ของเมตาเรียที่อยู่ในเมล็ดพันธุ์นั่นกระตุ้นให้ตัวเมตาเรียเองตื่นขึ้นมาเขาแย่งชิงเอาพลังของเอิร์ธมูนมาจากน้องสาวเธอ ส่วนหนึ่งก็เพื่อใช้ควบคุมเธอแต่อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะเขากลัวว่าหากเบริลน่าได้พลังของเอิร์ธมูนไปทุกอย่างจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้น เพราะตอนที่กลับมาเกิดใหม่ที่โลกนี้เมตาเรียเลือกที่จะเข้าหาเบริลน่าผ่านนัยน์ตาต้องสาปแทนที่จะเป็นเธอ เขากลัวว่ามันจะเป็นอย่างนั้นถึงได้มอบพลังของเอิร์ธมูนกลับคืนไปให้เบริลน่าไม่ได้ จะอยู่เคียงข้างเธอก็ไม่ได้เขาถึงได้ทำเรื่องงี่เง่าอย่างการแย่งชิงพลังของเบริลน่ามาและใส่ความทรงจำของเธอไว้ให้เด็กนั่นแทน เพื่อไม่ให้หล่อนจำอดีตของตัวเองได้ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะส่งผลกระทบต่อเธอทั้งคู่ แต่ก็นั่นแหละ มันสายไปแล้วนัยน์ต้องสาปนั่นได้ถูกใช้งานที่โลกนี้อย่างที่เมตาเรียหวังและสิ่งที่แอลกลัวก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว”
ไวโอเลตเดินวนรอบตัวเด็กสาวและใช้นัยน์ตาสีม่วงใสของเขาจ้องมองเธอ
“เมตาเรียตื่นขึ้นมาแล้วถึงจะยังไม่ค่อยสมบูรณ์นักก็ตาม แต่สิ่งที่เฟรย์หวังน่ะไม่มีทางเป็นจริงได้หรอก”
ไวโอเลตว่า
“การที่แอลมาที่นี่พร้อมกับน้องสาวเธอนั่นแหละคือคำตอบหมอนั่นพยายามจะช่วยเธอ แต่มันไม่ทันการณ์แล้วเพราะผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์รู้เรื่องเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในตัวเธอเข้าซะก่อนหมอนั่นถึงได้พาเธอมาที่นี่ก่อนที่แอลจะเตรียมตัวได้ทันเขาต้องการปลดผนึกเพื่อช่วยเธอแน่นอน แต่ต่อให้หมอนั่นมีความสามารถในการอ่านความทรงจำยังไงก็ไม่รู้วิธีปลดผนึกได้หรอก”
“เพราะนายจัดการเขาไปแล้ว!” มินามิตะโกนสุดเสียง “นายฆ่าอาโออิไปแล้ว!”
“ใช่ ฉันทำ” ไวโอเลตกล่าว“ต่อไปก็ถึงคราวของเธอบ้างล่ะ”
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่สั่นไหวมีอะไรบางอย่างกำลังมุ่งหน้ามายังที่ที่ทั้งคู่อยู่แต่ดูเหมือนไวโอเลตจะไม่ได้ตระหนกกับเหตุการณ์เหล่านั้นราวกับเขาเห็นมันมาซ้ำราวซ้ำเล่าและคุ้นเคยกับมันดีและแล้วในที่สุดเมื่อแรงสั่นสะเทือนใต้ผืนดินใกล้เข้ามาและทำลายแผ่นหินอ่อนที่ปูอยู่โดยรอบลานกว้างแตกระแหงเป็นรอยแยกหน่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งก็แทงยอดขึ้นมาจากรอยแยกนั้นก่อนจะเจริญเติบโตขึ้นอย่างว่องไวกลายเป็นต้นไม้สูงใหญ่อยู่ตรงหน้าคนทั้งคู่
กรีนเดินออกมาจากต้นไม้ยักษ์นั้นผ่านทางรอยแยกของเปลือกไม้ที่ปริตัวออกมา
“เรดล่ะ?”
ไวโอเลตถาม
“ไม่มาด้วย”
กรีนตอบ พลางขยับแว่นตาที่เลื่อนหลุดลงมาให้เข้าที่และมองมาที่มินามิด้วยนัยน์ตาสีเข้มที่ยากจะคาดเดาอารมณ์
“กำจัดตัวก่อกวนออกไปได้หมดแล้วทีนี้ก็เหลือแค่สองผู้พิทักษ์นั่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง”
เด็กหนุ่มบอกไวโอเลต
“ขอบใจมาก”
คนที่มีตำแหน่งสูงสุดในหน่วยเอ่ยปากอย่างพึงพอใจอีกด้านหนึ่งต้นไม้ที่กรีนออกมากำลังสลายตัวไปกลายเป็นเศษใบไม้สีน้ำตาลแห้งที่ปลิวว่อนไปทั่วลานกว้างกรีนเดินไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับไวโอเลต โดยมีมินามิยืนอยู่ตรงกลางคนทั้งคู่
“ของที่นายตามหาล่ะ?”
กรีนถาม
“อยู่ในตัวของเธอนี่แหละ”ไวโอเลตตอบ แล้วทั้งคู่ก็เดินวนรอบตัวมินามิที่ยืนเป็นเป้านิ่งอยู่ตรงกลางด้วยสีหน้าพรั่นพรึงสุดขีด
“หมายความว่าหมอนั่นเก็บแม่กุญแจไว้กับลูกกุญแจงั้นเหรอ”กรีนเปรียบเปรย
“ใช่แล้ว” ไวโอเลตว่า “เพราะมั่นใจมากน่ะสิว่าจะไม่มีใครเอามันออกมาได้”
นักรบอเวจีหนุ่มยิ้มนิดๆอย่างมีความหมาย
“อา...”กรีนรำพันอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก“นัยน์ตาต้องสาปของเมตาเรียนั่นก็ดันใช้ได้เฉพาะกับคนน้องด้วยแล้วเราจะจัดการกับเธอยังไงดีล่ะ?”
“จับเธอไว้ กรีน”
ไวโอเลตพูดเสียงต่ำแต่ดูเหมือนกรีนจะรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไรต่อเถาวัลย์เส้นใหญ่ฝุดขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของมินามิและตรงเข้ารัดร่างของเด็กสาวไว้มินามิกรีดร้องตะโกนลั่น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจมีใครช่วยเธอได้เถาวัลย์ของกรีนบีบรัดตัวเธอแน่น แขนทั้งสองข้างของเด็กสาวถูกดันไขว้หลังและดูเหมือนจะมีเพียงแค่ส่วนของลำคอขึ้นไปเท่านั้นที่ไม่ถูกพันธนาการไว้กรีนยกร่างของเธอให้สูงขึ้นไปเหนือพื้นดินอย่างช้าๆขณะที่ไวโอเลตเดินเข้ามาเผชิญหน้ากับเธอ
“สายเลือดแห่งเอิร์ธมูน”
ไวโอเลตเอ่ยพลางเรียกดาบเล่มหนึ่งขึ้นมาในมือ เด็กหนุ่มกระชับมันไว้แน่นก่อนจะตวัดออกไปตรงหน้าเหนือขึ้นไปที่ร่างของมินามิ เถาวัลย์ที่รัดแขนเธออยู่ขาดกระจุยหยาดเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลตรงต้นแขนก่อนที่จะมีหยดหนึ่งไหลรินลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง
“แผ่นดินแห่งเอิร์ธมูน”
วินาทีที่หยดเลือดของมินามิสัมผัสลงพื้นดินด้านล่างแสงสว่างสีม่วงเข้มก็สาดแสงจ้าออกมาจากผืนดินใต้ฝ่าเท้านั้นวงแหวนเวทสีม่วงเข้มขนาดยักษ์ส่องสว่างขึ้นมาหลังจากนั้นอักขระที่เขียนร่ายอยู่ตรงขอบวงแหวนเวทนั้นเป็นตัวอักษรรูปแบบเดียวกับที่ปรากฏอยู่ในบันทึกแห่งฟีนาเล่ที่เด็กสาวเคยเห็น
“สายสัมพันธ์แห่งเอิร์ธมูน”
มินามิกรีดเสียงร้องลั่นร่างทั้งร่างสว่างไสวด้วยพลังที่พวยพุ่งออกมาจากข้างในตัวของเด็กสาว สติเริ่มจะเลือนพร่าและภาพตรงหน้ากถูกแทนที่ด้วยความทรงจำเก่าๆที่แล่นวาบเข้ามาใบหน้ากับรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนของพ่อ แผ่นหลังที่เลือนรางของแม่ และดอกไม้ดอกเล็กที่ใครบางคนหยิบยื่นมาให้ไกลออกไปท่ามกลางกระแสแห่งความทรงจำที่ไหลผ่านใบหน้าที่เหมือนกันกับเธอกำลังส่งรอยยิ้มเล็กๆที่แสนซุกซนมาให้เจ้าของร่างนั้นนั่งอยู่ท่ามกลางแปลงดอกไม้เนื้อตัวเปรอะเปื้อนด้วยดินโคลนแต่สีหน้ามีความสุขนัก ฝ่ามือเล็กๆของเจ้าของร่างยื่นตรงออกมามีมงกุฏดอกไม้ที่เจ้าตัวบรรจงร้อยเรียงให้อยู่บนฝ่ามือคู่นั้น
‘สุขสันต์วันเกิดนะคะท่านพี่’
เสียงใสของเด็กสาวร้องดังอยู่ตรงหน้า
‘ท่านพี่จะอยู่กับน้องตลอดไปใช่ไหมคะ?’
ความสดใสของรอยยิ้มนั้นถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานเมื่อเด็กสาวสบตามองเข้าไปในนัยน์ตาสีแดงสดคู่นั้นลึกเข้าไปในแววตานั้นมีนัยน์ตาสีม่วงใสเช่นเดียวกับเธอสะท้อนอยู่
นัยน์ตาของมินามิเบิกโพลงกว้าง
อะไรบางอย่างปะทุออกมาจากร่างของเธอราวกับหมอกขวันสีขาวขุ่นที่ก่อตัวเป็นรูปร่างของหญิงสาวผมยาวสยายร่างของมินามิบิดเร่าอยู่บนเถาวัลย์ที่รัดร่างของเธอแน่น ต่ำลงไปเบื้องล่างกรีนกำลังทุกข์ทรมานเพราะพลังที่เอ่อล้นออกมานั้นเด็กหนุ่มพยายามต้านทานพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของมินามิ เถาวัลย์ของเด็กหนุ่มเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวสดกลายเป็นสีซีดจางก่อนที่พวกมันจะเริ่มแห้งเหี่ยวกลายเป็นเถาวัลย์แห้งๆสีน้ำตาลไหม้รัดตัวมินามิอยู่
“ไวโอเลต อีกนานแค่ไหน?”
กรีนเอ่ยถามแต่นัยน์ตาสีม่วงใสของไวโอเลตจับจ้องอยู่แต่ร่างที่บิดตัวไปมาอย่างทรมานของมินามิ
แล้วที่สุดมันก็สิ้นสุดลงทั้งความเจ็บปวดทรมานของมินามิและเสียงกรีดร้องของเธอความผิดปกตินั้นจางหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงร่างบางที่ฟุบตัวสลบอยู่บนเถาวัลย์ยักษ์ที่กรีนสร้างเจ้าของเถาวัลย์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบอยู่พักหนึ่ง แล้วในวินาทีนั้นเองอะไรบางอย่างก็พุ่งออกมาจากร่างของเด็กสาวบนยอดเถาวัลย์ทุกทิศทางมันเป็นผลึกคริสตัลสีม่วงใสที่มีปลายแหลมคมจำนวนมหาศาลไวโอเลตสร้างโล่ขึ้นมาป้องกันตัวเองได้ทันในชั่วอึดใจแต่กรีนอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะป้องกันตัวเองไหวร่างสูงของเด็กหนุ่มกระตุกเฮือกเมื่อปลายคริสตัลแท่งหนึ่งแทงทะลุเข้าที่ช่องท้องของเขาหยาดเลือดสาดกระเซ็นย้อมเครื่องแบบสีขาวให้เต็มไปด้วยสีแดงฉานคริสตัลมากมายที่ปะทุออกมาจากร่างของมินามิพุ่งเข้ากรีดร่างของกรีนสร้างบาดแผลไว้ให้เขามากเกินกว่าที่ร่างกายนั้นจะรับไหวแม้ไวโอเลตจะสร้างโล่อีกอันมาเพื่อช่วยป้องกันเขาไว้ก็ไม่ทันการณ์
“กลับไปซะ!”
ไวโอเลตร้องเสียงห้วนนัยน์ตาสีม่วงใสของเขาวาวโรจน์ แล้วในวินาทีถัดมา วงแหวนเวทสีม่วงเข้มขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมาใต้ฝ่าเท้าของกรีนพาร่างของเขาไปจากเอิร์ธมูนพร้อมๆกับร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยแผล
ไวโอเลตหันมาเผชิญหน้ากับมินามิอีกครั้งแต่เด็กสาวที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้นั้นไม่ใช่เธอคนเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป
ร่างสีขาวไข่มุกโปร่งแสงซ้อนทับอยู่บนร่างของมินามิและกำลังขยับเคลื่อนไหวไปมาราวกับผ้าขาวบางที่ต้องลมมินามิสลบไปแล้ว แต่เจ้าของร่างอีกคนที่ปรากฏตัวซ้อนทับอยู่บนร่างของเธอนั้นกำลังลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเถาวัลย์ของกรีนที่รัดตัวเด็กสาวหายวับกลายเป็นฝุ่นควันสีน้ำตาลแห้งร่างบางนั้นก็ค่อยๆร่อนลงพื้นอย่างช้าๆและนิ่มนวล ที่ด้านล่างนั้นไวโอเลตกำลังยืนรอเธออยู่ ฝ่ามือของเด็กหนุ่มยื่นออกไปข้างหน้าและคว้าเอาปลายนิ้วที่ปล่อยลู่ลงข้างตัวของเด็กสาวไว้
แพขนตาของเด็กสาวค่อยๆปรือขึ้นช้าๆและเมื่อนัยน์ตาสีม่วงใสสองคู่ประสานสายตากันนั้น ไวโอเลตก็เอ่ยขึ้น
“ว่าไง เมตาเรีย”