หยกงามเคียงบัลลังก์

    บทที่ 35 ค้นตำหนัก

    บทที่ 35 ค้นตำหนัก


    ฮ่องเต้ทรงมององค์ชายหกที่คุกเข่าร่ำไห้อยู่บนพื้นแล้วหันไปมองฮองเฮาที่พิงร่างไว้กับแม่นมของตนเอง ในที่สุดก็ตรัสว่า

    “องครักษ์เสินอิงเว่ย ค้นตำหนัก”

    เสียงหมัวมัวคุกเข่าลงโขกศีรษะจนหน้าผากปรากฏรอยเลือด “ให้องครักษ์เสินอิงเว่ยค้นตำหนักไม่ได้นะเพคะ! ฝ่าบาท ไม่ว่าฮองเฮาจะบริสุทธิ์หรือไม่ ขอเพียงมีการค้นตำหนักก็จะแสดงให้เห็นว่าฮองเฮาทรงสูญเสียความน่าเชื่อถือ ถึงสุดท้ายจะพบว่าฮองเฮาเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ฮองเฮาที่เคยถูกองครักษ์ค้นตำหนัก ฝ่าบาทจะไปเผชิญหน้ากับผู้อื่นอย่างไรเพคะ”

    ฮองเฮากัดริมฝีปากแน่น ไม่ปล่อยให้ตนเองร้องไห้ออกมา นางต้องการรักษาศักดิ์ศรีในฐานันดรที่เหลืออยู่น้อยนิดเอาไว้

    องครักษ์เสินอิงเว่ยงั้นรึ ฮองเฮาหัวเราะอย่างขมขื่นอยู่ในใจ สุดท้ายแล้วนางยังคงเดินหมากพลาดจนได้ ถึงยามนี้ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดฮุ่ยเฟยจึงออกปากให้องครักษ์เสินอิงเว่ยค้นตำหนักของตนเองโดยไม่สนใจว่าจะชื่อเสียงจะด่างพร้อย ที่แท้ก็วางกับดักรอนางอยู่ตรงนี้เอง

    แต่ฮุ่ยเฟยไม่สนใจฮ่องเต้อยู่แล้ว จึงกล้าเสี่ยงเดิมพันโดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียง แต่นางกลับไม่กล้า


    เหตุผลไม่ใช่แค่เพราะในตำหนักของนางซุกซ่อนยาต้องห้ามเอาไว้จริง ๆ แต่ยังพัวพันถึงศักดิ์ศรี

    เมื่อยาต้องห้ามถูกค้นพบ นางก็จะสูญเสียความโปรดปรานในทันที แต่นางมีตระกูลสวีหนุนหลัง ขอเพียงกุ้ยเฟยฟื้นขึ้นมาได้ นางก็จะไม่ถูกปลดจากตำแหน่งฮองเฮา นี่เป็นแผนการของกุ้ยเฟย ดังนั้นกุ้ยเฟยจะต้องฟื้นขึ้นมาแน่นอน

    อีกอย่าง นางยังมีองค์ชายเก้า ฮ่องเต้ทรงสูญเสียฮองเฮาไปแล้วคนหนึ่ง ถึงจะไม่พอพระทัยแค่ไหนก็ไม่มีทางปลดนาง


    กลัวแต่เพียงฮองเฮาที่เคยถูกบุรุษทั้งกลุ่มค้นตำหนักมาก่อน ถึงวันหน้าสามารถยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้ง แต่ก็ยากจะได้พระทัยฮ่องเต้กลับคืนมา

    วันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของทุกเดือน เมื่อฮ่องเต้เสด็จมาที่วังฉางชุนของนางก็จะทรงระลึกขึ้นมาได้ว่า เก้าอี้ที่ทรงนั่ง ตู้เก็บอาภรณ์ โต๊ะเครื่องแป้ง กระทั่งแท่นบรรทม ทุกสิ่งทุกอย่างในตำหนักฮองเฮาของพระองค์ล้วนเคยถูกชายอื่นสัมผัสมาก่อน


    เสมือนตอกนางไว้บนเสาแห่งความอัปยศ

    ทำให้ครึ่งชีวิตที่เหลือของนางไม่อาจได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้อีก

    กู้กุ้ยเฟย… เจ้าโหดเหี้ยมนัก!

    เสียงหมัวมัวกอดขาองครักษ์เสินอิงเว่ยที่กำลังจะออกไปถ่ายทอดคำสั่งจึงถูกองครักษ์ผู้นั้นเตะออกไปให้พ้นทาง เสียงหมัวมัวอายุมากแล้วร่างกายจะทนรับการเตะนั้นได้อย่างไร นางกุมอกร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น

    ครั้นเห็นว่าองครักษ์เสินอิงเว่ยกำลังจะก้าวออกไปนอกตำหนักแล้ว ฮองเฮาพลันเอ่ยขึ้นมาเสียงแหลม “ฝ่าบาท ถ้าตอนนี้คนที่ถูกสงสัยคือฮองเฮาเสี้ยวหมิ่น พระองค์ยังจะทรงมีรับสั่งให้ค้นตำหนักอยู่ไหมเพคะ!”

    นี่เป็นครั้งแรกที่สวีฮองเฮากล้าเอ่ยถึงฮองเฮาเสี้ยวหมิ่นอย่างเปิดเผย กระทั่งในสถานการณ์เช่นนี้ นางยึดมั่นถือดีมาโดยตลอด เชื่อว่าตนเองหาได้ด้อยไปกว่าฮองเฮาเสี้ยวหมิ่น


    ตอนนี้กลับยอมรับต่อหน้าทุกคนว่าตำแหน่งของนางในพระทัยฝ่าบาทไม่อาจเทียบได้

    นี่คือไพ่ใบสุดท้ายของนาง

    ฮ่องเต้สดับแล้วก็พลันยกพระหัตถ์บอกให้องครักษ์เสินอิงเว่ยหยุดความเคลื่อนไหว

    กู้อวี้เห็นฉากนี้ ม่านตาก็พลันหดเล็ก ทราบว่าฝ่าบาททรงพระทัยอ่อนอีกแล้ว นางอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต หันไปส่งสายตาให้หมอหลวงหลิน

    หมอหลวงหลินเข้าใจได้ในทันที หมุนตัวเดินเข้าไปด้านใน

    บรรยากาศภายในตำหนักหนักอึ้ง เสียงหมัวมัวที่นอนโอดโอยอยู่บนพื้นไม่มีแก่ใจมาสนอาการบาดเจ็บของตัวเองอีกแล้ว ลนลานลุกขึ้นไปสวมกอดฮองเฮาจากเบื้องหลังอย่างต้องการปลอบโยนนาง


    ปีนั้นนางเพิ่งจะคลอดลูก สามีก็เอาตัวลูกสาวบังเกิดเกล้าไปขายเพราะติดหนี้พนัน นางจึงลงนามในสัญญาทาสขายตนเองเข้าไปเป็นแม่นมในตระกูลสวี

    สวีฮองเฮาโตมาด้วยการดื่มนมจากอกนาง นางรักใคร่ทะนุถนอมอีกฝ่ายประดุจลูกสาวของตนเอง แล้วจะไม่ล่วงรู้ความเจ็บปวดของสวีฮองเฮาได้อย่างไร เมื่อมาเห็นสภาพเช่นนี้ของสวีฮองเฮา หัวใจทั้งดวงก็ราวกับจะแหลกสลาย

    เสียงหมัวมัวน้ำตาไหลพราก ละล่ำละลักว่า “ฮองเฮาช่างอาภัพนัก”

    ฮองเฮาไม่ได้ตรัสตอบ เพียงถามย้ำคำถามเดิม “ฝ่าบาท ถ้าตอนนี้คนที่ถูกสงสัยคือฮองเฮาเสี้ยวหมิ่น พระองค์จะยังมีรับสั่งให้ค้นตำหนักไหมเพคะ”

    ความพิโรธของฮ่องเต้พลันสลายไปกว่าครึ่ง ฝ่าบาทจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะมอบหัวใจทั้งดวงให้ฮองเฮาเสี้ยวหมิ่นไปแล้ว ไม่ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปถึงขั้นไหน เขาก็จะเลือกเชื่อใจอีกฝ่ายเสมอ

    แต่สวีฮองเฮา…

    ฮองเฮาผู้มีพระชนมพรรษาเพียงสามสิบกว่า เป็นกุลสตรีที่ตระกูลสวีอบรมบ่มเพาะออกมา ตั้งแต่รู้ความ คำพูดและอากัปกิริยาก็ราวกับใช้ไม้บรรทัดวัดมาก็ไม่ปาน เป็นแบบอย่างของกุลสตรีตระกูลใหญ่


    นับแต่อภิเษก แม้เขาจะไม่ได้มอบใจต่อฮองเฮามากนัก แต่ก็รู้สึกขอบคุณที่นางมอบวังหลังที่เงียบสงบให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตร ลมหายใจกระชั้นแสดงถึงความสับสน

    “ถ้าตอนนี้คนที่ถูกสงสัยคือฮองเฮาเสี้ยวหมิ่น พระนางจะไม่มีวันทำให้ฝ่าบาทต้องลำบากพระทัย”

    เมื่อทุกคนได้ยินวาจานี้ก็หันไปทางต้นเสียง


    เห็นกุ้ยเฟยเดินออกมาโดยมีนางกำนัลช่วยประคอง พูดได้ประโยคเดียวก็หายใจหอบ ร่างส่ายโงนเงน ราวกับว่าจะเป็นลมหมดสติในพริบตาถัดไป


    “เสด็จแม่” องค์ชายหกผุดลุกขึ้นวิ่งเข้าไปหาทั้งใบหน้าเปื้อนน้ำตา แต่ก็ไม่กล้าโผเข้าอ้อมอกเฉกยามปกติ “เสด็จแม่ ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว ถังเอ๋อร์ตกใจหมด ฮือ ๆๆ”

    กุ้ยเฟยไม่ได้บอกองค์ชายหกว่านางจงใจถูกยาพิษ ด้วยเกรงว่าเด็กน้อยอาจเก็บความลับไม่อยู่ เห็นองค์ชายหกทุกข์ใจเพราะตนเองเช่นนี้ นางก็รู้สึกละอายใจระคนปวดร้าว แต่ก็แฝงด้วยความประทับใจด้วยเช่นกัน

    “พี่สาว” กู้อวี้รีบเข้าไปประคองร่างที่โงนเงน “พี่สาวเพิ่งฟื้น นอนพักอยู่ข้างในก็พอแล้ว จะออกมาทำไม”

    กุ้ยเฟยตบหลังมือกู้อวี้เบา ๆ ราวกับจะปลอบใจ แล้วคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้โดยมีกู้ซื่อจื่อช่วยประคอง “ฝ่าบาท หม่อมฉันเคราะห์ดีได้หมอหลวงหลินช่วยชีวิตเอาไว้ จึงรอดกลับมาจากประตูผีเพคะ”

    พูดไปได้สองประโยค นางก็หายใจหอบ พักอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อไปว่า “เมื่อครู่ได้ยินเสียงทุกคนทะเลาะกันดังมาจากข้างนอก จึงใคร่บังอาจขอร้องฝ่าบาท โปรดมอบความสบายใจให้หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”

    นางหัวเราะเสียงขื่นขม “ครานี้เกือบไม่รอดชีวิต หม่อมฉันหวาดกลัวยิ่งนัก”

    ยามนั้น นางสนมที่อยู่ฝ่ายกุ้ยเฟยล้วนเอ่ยขึ้นมาว่า “ใช่เพคะ ฝ่าบาท หากสิ่งที่โจวเป่าหลินพูดมาคือความจริง วันหน้าพวกหม่อมฉันจะกินหรือนอนก็คงยากจะสงบใจได้นะเพคะ”

    หยางเหม่ยเหรินกล่าว “ฝ่าบาท หลังจากหม่อมฉันให้กำเนิดองค์หญิงแปดก็มีอาการตกเลือดมาโดยตลอด หมอหลวงบอกว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป หม่อมฉันคงอยู่ได้ไม่เกินอายุสามสิบ ฝ่าบาท ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็เป็นแบบนี้แล้ว ขอพระองค์โปรดทรงเห็นแก่พี่สาวน้องสาวคนอื่นในวังหลังด้วยเถิดเพคะ”

    เจิ้งเหลียงเยวี่ยนปาดน้ำตากล่าวว่า “หม่อมฉันเข้าวังช้า แต่ได้ยินว่าฮองเฮาเสี้ยวหมิ่นทรงมีน้ำพระทัยโอบอ้อมอารี ถ้าพระนางยังมีชีวิตอยู่ จะต้องไม่ปล่อยให้พวกหม่อมฉันมีชีวิตอยู่ในความหวาดผวาแน่นอนเพคะ”

    กุ้ยเฟยรีบตีเหล็กตอนที่ยังร้อน “หม่อมฉันทราบว่าเรื่องนี้ทำให้ฮองเฮาลำบากพระทัย แต่เชื่อว่าฮองเฮาจะต้องไม่ใช่คนถ่อยที่จิตใจโหดเหี้ยมดังคำพูดของโจวเป่าหลินเป็นแน่ แต่เห็นแก่พี่สาวน้องสาวทั้งหลาย ฮองเฮาทรงกรุณาด้วยเถิดเพคะ”

    กล่าวจบ กุ้ยเฟยก็ทรุดร่างไปพิงบนตัวกู้อวี้อย่างหมดแรง

    ฝ่าบาททรงเห็นดังนั้น ในที่สุดก็มีรับสั่งว่า “ค้นตำหนัก”

    ฮองเฮาคิดไม่ถึงว่ากุ้ยเฟยจะปรากฏตัวขึ้นตอนนี้ ฝ่าบาทสามารถพระทัยอ่อนต่อนาง ก็สามารถพระทัยอ่อนต่อกุ้ยเฟยที่อ่อนแอเปราะบางได้เช่นกัน

    สุดท้ายนางยังคงหลบไปไม่พ้นเช่นนั้นหรือ?


    ฮองเฮาหลับตาแน่น ความรู้สึกถาโถมปั่นป่วนในใจ มือที่วางอยู่บนข้อมือของเสียงหมัวมัวกำแน่นโดยไม่รู้ตัว

    “คุณหนูใหญ่”


    ฮองเฮาได้ยินเสียงหมัวมัวเรียกตนเองเช่นนั้นก็ลืมตาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ นางไม่ได้ยินคำเรียกหานี้มานานแล้ว หลังจากเข้าวังมา นางก็ไม่ใช่บุตรีของคนอื่นอีกต่อไป แต่กลายเป็นมารดาของแผ่นดิน ความไร้เดียงสาถูกขัดเกลาหายไปทีละน้อย กลายเป็นฮองเฮาที่หัวใจแข็งกระด้างดุจก้อนหิน

    ฮองเฮาเห็นเสียงหมัวมัวยิ้มอ่อนโยนให้ตนเอง ความอาวรณ์และเศร้าเสียดายฉายชัดบนใบหน้า

    เสียงหมัวมัวปล่อยมือนาง กระซิบว่า “หนทางต่อจากนี้ คุณหนูใหญ่คงต้องเดินต่อไปด้วยตัวเองแล้วนะเจ้าคะ”

    เห็นเสียงหมัวมัวค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้น เดินห่างจากตนเองออกไปทุกที ฮองเฮาพลันตระหนักได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง

    นางร้องออกมาอย่างช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ประหนึ่งเด็กน้อยที่สูญเสียอ้อมกอดอันอบอุ่นของมารดา

    “หมัวมัว ไม่นะ หมัวมัว!”



    คล้ายกับเรื่องหยกงามเคียงบัลลังก์ ที่คุณอ่าน