ตอนที่ 137 ท่านไลท์หายตัวไป
ขบวนนักผจญภัยนับร้อยชีวิตได้เคลื่อนทัพเข้าสู่ป่าดาราฉาย ด้วยขวัญและกำลังใจที่ฮึกเหิม โดยในวันนี้นอกจากจะเป็นการนำทัพเพื่อออกสำรวจและกำจัดโดยไวทเคานต์นิคที่เป็นถึง ขุนนางผู้ควบคุมสมาคมกิลด์นักผจญภัยด้วยแล้ว
วันนี้ทางด้านของกลุ่มนักผจญภัยก็มีอีกบุคคลสำคัญที่ถึงแม้จะไม่มี ยศศักดิ์หรือตำแหน่งอะไรให้คุยโม้โอ้อวด
หากแต่ไลท์ กลับทำให้กลุ่มนักผจญภัยอีกนับร้อยชีวิต ต่างตื่นตัวและตื่นเต้น ในการผจญภัยครั้งนี้มากกว่าครั้งไหนๆ เสียอีก
“ว่าแต่ท่านไลท์...วันนี้ไม่ได้พาเจ้าโปริ่งมาด้วยเหรอครับ ทุกที่เห็นท่านไลท์ที่ไหนก็จะเห็นเจ้าโปริ่งอยู่ข้างๆ กายตลอด?!”
คาห์นได้เอ่ยถามหาถึงเจ้าโปริ่ง เนื่องจากโดยปกติแล้ว เจ้าโปริ่งมักจะติดตามไลท์ ไปไหนมาไหนตลอดเวลา...กลับกันวันนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าโปริ่งเลย
“นั้นสิครับ ท่านไลท์ที่ไม่มีเจ้าโปริ่งติดตาม ดูแปลกไป ชอบกล?” แมทเองที่รับหน้าที่คุ้มกันไลท์ก็สงสัยเช่นเดียวกัน
“. . .”
ไลท์เมื่อได้ยินถึงคำถามของคาห์นและแมท รวมไปถึงยังเห็นสายตาของคนที่อยู่รอบๆ ข้าง ก็นิ่งอึ้งไปสักพัก
เพราะจริงๆ แล้ว ที่เจ้าโปริ่งไม่ได้มากับเขา ก็เป็นเพราะว่า มันได้ไปรอทุกๆ คนอยู่ในป่ากับโทมัส จิม เอลล่าและแอล นานแล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม หากไลท์พูดเรื่องนี้ออกไป แผนของเขาคงจะพังพินาศอย่างแน่นอน...เขาจึงจำเป็นต้อง แสร้งพูดโกหก แกล้มตลกขบขัน เพื่อให้ทุกคนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาหรือเรียกง่ายๆ ว่า เบี่ยงประเด็นนั่นเอง
“พวกท่านจิตใจโหดร้ายเกินไปแล้ว...ให้สไลม์ตัวเล็กๆ เข้ามาในป่าที่อันตรายแบบนี้ ไม่ต้องถึงมือของหมาป่าสีชาดหรอก ลำพังแค่โดนอสูรสักตัวลอบจู่โจม เผลอๆ เจ้าโปริ่งของผม คงจะถูกฆ่าตายอย่างแน่นอน จริงไหมครับ? ฮ่าฮ่า” หลังจากพูดจบ ไลท์ก็ทำทีเป็นหัวเราะ
‘ฮ่าฮ่า!’
สร้างความตลกขบขันขึ้นในหมู่นักผจญภัยที่ได้ยินเรื่องราวของเขาได้มากทีเดียว
“จริงด้วย ข้าก็หลงลืมไปเสียแล้วว่าเจ้าโปริ่งของท่านไลท์ นั้นเป็นแค่สไลม์ธรรมดาตัวหนึ่ง...ที่ผ่านมาๆ ที่ข้าคิดว่ามันแข็งแกร่ง สงสัยอาจจะเป็นเพราะบารมีและพลังของท่านไลท์ที่คอยปกป้องมันอยู่สินะ” คราวนี้เป็นหัวหน้าหน่วยที่พูดแทรกขึ้นมาบ้าง
ซึ่งก็ทำให้นักผจญภัยคนอื่นๆ พยักหน้าในเชิงเห็นด้วยไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนที่เรื่องของเจ้าโปริ่งจะถูกลืมเลือนไปในที่สุด
ส่วนทางด้านของโทมัส จิม เอลล่าและแอล ทางด้านกลุ่มของไวทเคานต์นิค คาห์นหรือหัวหน้าหน่วยก็ไม่ได้ใคร่สนใจอะไรมากนัก
เพราะด้วยสถานการณ์ภายในร้านอาหารสามเวลาในตอนนี้ ยังคงต้องปิดร้านเพื่อทำความสะอาด จึงมีความเป็นไปได้ว่า ไลท์คงให้ทั้งหมดอยู่ช่วยกันทำความสะอาดร้านนั่นเอง
“ท่านไลท์ตามพวกเราเข้ามาในป่าแบบนี้ มันจะดีเหรครับอ ดูเหมือนว่าฉันค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวทั้งๆ ที่เธอก็กำลังเดือดร้อนอยู่เลย?” ไวทเคานต์นิคหันมาถามกับไลท์บ้าง ถึงเรื่องในวันนี้ที่ตนเองได้ พูดเปรยๆ เมื่อวันก่อน ที่พูดพร่ำบ่นถึงเรื่องที่ร้านอาหารสามเวลาต้องปิดไปชั่วคราว
จนทำให้ไม่มีโอกาสได้ซื้อเนื้อเสียบไม้ ตักตุนเอาไว้ ตอนเข้าไปในป่า ดั่งเช่นที่เคยทำตามคำบอกเล่าของคาห์นและหัวหน้าหน่วยที่ บอกเอาไว้ว่าเนื้อเสียบไม้ถือเป็นอาหารที่สามารถใช้ทดแทนเนื้อแห้งอันไร้รสชาติได้นั่นเอง
และด้วยเหตุนี้เอง ไลท์ที่ตั้งใจเสนอตัว ขอติดตามเข้าไปในป่าด้วย ก็ประจวบเหมาะพอดิบพอดี
เขาไม่จำเป็นต้องปั้นแต่งเรื่องให้ปวดหัวเลยสักนิด ที่ไลท์ทำก็แค่ พูดไปว่า “ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวผมตามเข้าไปในป่าและทำอาหารให้ทุกคนกินเองเลยก็แล้วกัน แลกกับการที่ทุกคนช่วยคุ้มกันผม ไปเก็บผักและพืชที่ใช้ในการทำอาหาร” เพียงเท่านี้ก็ทำให้ไลท์ได้มายืนอยู่ในขบวนนักผจญภัยของไวทเคานต์นิคได้อย่างง่ายดาย
ผ่านไปกว่าหลายชั่วโมง จากที่ท้องฟ้าเคยสลัวในยามอรุณรุ่ง บัดนี้แสงจากพระอาทิตย์ในยามเช้า ก็ได้ทอแสงส่องลงมาจากฟากฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขบวนนักผจญภัยของท่านไวทเคานต์ ได้มาหยุดอยู่ที่ป่าในส่วนกลาง ได้ตามกำหนดการและใช้โอกาสนี้ พักผ่อนกันสักครู่
ดื่มน้ำ ทานอาหารเช้าเพื่อเติมพลังและต่อจากนี้จะแยกย้ายกันออกตามหาร่องรอยของอสูรหมาป่าสีชาด กันตามแผนการ
ทั้งนี้ไลท์ที่ขอติดตามเข้ามาด้วย ก็ได้ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวให้กับนักผจญภัยทุกๆ คน ตามที่ได้รับปากเอาไว้
ไลท์ได้เตรียมเนื้อเสียบไม้ออกมาย่างและส่งให้กับนักผจญภัยได้รับประทานกันจนอิ่มหนำ ซึ่งควันจากการปิ้งย่างเนื้อเสียบไม้ของไลท์นี้เอง มันได้ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณป่าดาราฉาย จนเกิดเป็นหมู่ควันลอยสูงเสียดฟ้าเป็นควันจางๆ
และควันที่หอมฟุ้งอันมีเนื้อเสียบไม้เป็นตัวนำพานี้เอง ก็ได้ทำให้มีสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งที่ได้กลิ่นของเนื้อย่าง ต่างหิวโหยและได้แอบลอบเข้ามาใกล้ๆ กับบริเวณที่พักของนักผจญภัย
หวังจะเข้ามากินเนื้อเสียบไม้ที่หอมหวนพวกนี้ ก่อนจะถูกนักผจญภัยที่หลายล้อม ‘ฉึก!’ ฆ่าพวกมันในทันที
“แม้แต่สัตว์อสูรก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับอาหารของท่านไลท์ วันนี้พวกเราโชคดีจริงๆ ถึงจะยังไม่เจออสูรหมาป่าสีชาด แต่ด้วยแก่นผลึกของสัตว์อสูรที่พวกเราล่าได้ ก็มากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวกันไปได้อีกหลายเดือนเลยทีเดียว”
นักผจญภัยต่างยิ้มแย้มกันถ้วนหน้า เมื่อพวกเขาสามารถออกล่าสัตว์อสูรที่หลงเข้ามาในบริเวณกันไปได้หลายสิบตัว และจำนวนของสัตว์อสูรที่พวกเขาสังหารได้ ก็สามารถนำไปขึ้นเงินกับทางสมาคมกิลด์และศาสนจักรแห่งแสงได้ตามที่ต้องการ
โดยที่กลุ่มทหารของท่านไวทเคานต์นิค ก็ไม่คิดจะยื้อแย่งสัตว์อสูรพวกนี้ไปจากนักผจญภัยเลย
แต่ในขณะนั่นเอง ในระหว่างที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับเนื้อเสียบไม้ของไลท์ และ การล่าสัตว์อสูรที่หลงเข้ามานั่นเอง
“บรู๊ววว~”
จู่ๆ ก็มีเสียงเห่าหอนอันทรงพลังได้ดังขึ้นที่อีกฟากหนึ่งของป่า ที่จากการคาดเดาน่าจะอยู่ห่างจากจุดตั้งแคมป์ของกลุ่มนักผจญภัยไปไกลทีเดียว
เสียงเห่าหอนได้ดังขึ้น เสียงที่ทรงพลังและเย็นยะเยือกได้ส่งมาถึงบริเวณจุดตั้งแคมป์ของเหล่านักผจญภัย จนขนของทุกคนตั้งชันด้วยความหวาดหวั่นกับภัยร้ายที่ปรากฏตัวขึ้น
“เสียงหอนของสัตว์อสูรตัวนี้ ใช้หมาป่าสีชาดหรือไม่?!” ไวทเคานต์นิคได้หันไปถามคาห์นและหัวหน้าหน่วย ที่ทั้งสองเคยเผชิญหน้ากับอสูรหมาป่าสีชาดมาแล้ว ด้วยความตกตะลึง
“ใช่ครับ ข้าน้อยมั่นใจว่าต้องเป็นเสียงของมันอย่างแน่นอน” คาห์นและหัวหน้าหน่วยต่างขานรับเป็นเสียงเดียวกัน
“ช่างทรงพลังมากจริงๆ ขนาดอยู่ห่างกันไกลขนาดนี้ ข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งของมันได้เลย” ไวทเคานต์นิคยืนมองไปยังทิศทางของเสียงที่ได้ยิน ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึง พลังของอสูรหมาป่าที่น่าเกรงขาม
“คาห์นส่งหน่วยสอดแนมออกไป ไปตรวจตำแหน่งของอสูรหมาป่าตัวนั้น ว่ามันซ่อนตัวอยู่ที่ใด...และให้ทุกคนจำเอาไว้ ห้ามทุกคนปะทะต่อสู้กับมันเป็นอันขาด” ไวทเคานต์นิคเริ่มบัญชาการ
เขาได้ส่งหน่วยสอดแนม จำนวน 2 กลุ่มออกไป โดยจากทักษะที่ไลท์ได้มองสำรวจหน่วยสอดแนมทั้งสองกลุ่มนี้
ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีพลังเวท 2 ดาวขั้นกลางแทบทั้งสิ้น อีกทั้งพลังส่วนใหญ่ก็เป็นพลังที่ใช้ในการลอบเร้นแทบทั้งสิ้น จึงให้ความรู้สึกเดียวกับจิมอยู่ไม่น้อย
ครั้นเมื่อไวทเคานต์นิคได้ส่งหน่วยสอดแนมออกไป หลังจากนั้นทางด้านของขุนนางวัยกลางคนก็ได้ออกคำสั่งให้ทุกคน รีบเก็บข้าวของเพื่อออกเดินทาง ตามไปสมทบกับหน่วยสอดแนมในทันที
กระนั้นเมื่อสถานการณ์ไม่ได้ราบรื่นและปลอดภัยดั่งเช่นที่คาดเดา ไวทเคานต์นิคจึงได้สั่งให้ ไลท์ ไปหลบอยู่ด้านหลังของขบวนเพื่อความปลอดภัยในทันที
และนี้เอง มันก็ได้เข้าแผนการของไลท์ด้วยเช่นกัน
ไลท์เดินติดตามขบวนนักผจญภัยอยู่ด้านหลังโดยมีแค่แมทที่เป็นคนคอยเฝ้าระวัง เนื่องจากคาห์นและหัวหน้าหน่วยต่างก็ขึ้นไปเป็นทัพหน้า เพื่อช่วยเหลือท่านไวทเคานต์
“หมาป่าอสูรสีชาด น่าจะแข็งแกร่งน่าดูเลยนะครับท่านไลท์ หากผมเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เผลอเข้าไปในป่าแล้วพบเจอกับมัน มีหวังผมคงได้ตกเป็นอาหารของมันแน่ๆ” แมทเองก็ดูจะตกใจที่สัมผัสได้ถึงพลังของหมาป่าสีชาดอยู่ไม่น้อย แต่ในความตกใจที่แสดงออกมา ก็มีรอยยิ้มที่แอบแฝงไปด้วยความโชคดี
ที่ในหลายสัปดาห์ก่อน หากไม่ได้อาหารอันแสนอร่อยจากไลท์มาดึงรั้งให้ตัวเอง หลงใหลจนหัวปักหัวปำ ป่านนี้แมท ชายหนุ่มเจ้าสำราญก็คงน่าจะกลายเป็นศพให้กับหมาป่าสีชาดนี้ไปแล้ว
ซึ่งในระหว่างที่แมทกำลังบอกเล่าเรื่องของตัวเอง พลางพูดคุยกับลูกน้องที่เคยติดตามตนเองมานาน บอกเล่าถึงความโชคดีกันจนหลงลืมไปเลยว่า ในขบวนกลุ่มของตัวเอง ได้มีชายคนหนึ่งที่หายตัวไป
และชายคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น...หากแต่เป็นไลท์ ที่หายไปตอนไหนก็ไม่รู้
กว่าที่แมทจะรู้ตัวอีกที ว่าไลท์นั้นหายตัวไป ก็เป็นเวลานานอยู่พอสมควร
“เจ้าพูดว่ายังไงนะ ท่านไลท์หายตัวไปอย่างนั้นเหรอ?!” ผู้ติดตามของแมท ได้รีบแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้น ในกลุ่มขบวนด้านหลังให้กับคาห์นได้รับทราบ
คาห์นที่รับรู้ก็พลันตกใจจนแทบสิ้นสติ “ฉันบอกแล้วใช่ไหม ให้ทุกคนช่วยกันดูแลท่านไลท์ให้ดีๆ!” คาห์นตวาดใส่ผู้ติดตามของแมท จนขวัญหนีดีฝ่อ
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างคาห์นกับแมท จะอยู่ในขั้นที่นับว่าเป็นสหายต่างวัยกันได้แล้ว แต่คนที่เป็นคนผูกสัมพันธ์ของทั้งสองคนเอาไว้ นั้นก็คือ ‘ไลท์’ ฉะนั้นมีหรือที่คาห์นจะไม่หัวเสีย ที่แมทปล่อยให้ไลท์นั้นหายตัวไป
“ด้านหลังเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ไวทเคานต์นิค ที่เห็นคาห์นกำลังโต้เถียงกับนักผจญภัยที่เคยกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกันมาก่อน ก็เกิดสงสัย ก่อนจะรับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่าไลท์นั้นได้หายตัวไป
“เป็นความผิดของพวกเราเองครับ ที่เอาแต่พูดเล่นกันเสียงดัง จนไม่ได้สนใจว่าท่านไลท์หายไปตอนไหน…ทันทีที่พวกเรารู้ ท่านแมทก็รีบออกไปตามหาด้วยตัวเองแล้วขอรับ” ผู้ติดตามของแมทนั้นไม่กล้าเล่นลิ้นต่อหน้าไวทเคานต์นิค
เมื่อเห็นว่าไวทเคานต์นิคกำลังสงสัยถึงการหายตัวไปของไลท์ พวกเขาก็รีบเล่าทุกอย่างที่พวกเขาเอาแต่พูดเล่นกันอยู่ด้านหลัง ออกไปในทันที พร้อมกับยอมรับในความประมาทในครั้งนี้ จนแมทและเพื่อนๆ ภายในกลุ่มได้แยกตัวกันออกตามท่านไลท์เป็นการด่วน
“เรื่องลงโทษเอาไว้พูดคุยกันทีหลัง ตอนนี้ให้คนของเราออกไปช่วยกันตามหาท่านไลท์ก่อน...ไม่สิ ฉันไปเองน่าจะดีที่สุด” ไวทเคานต์นิคตัดสินใจที่จะเป็นคนออกตามหาไลท์ด้วยตัวเอง เนื่องจากไวทเคานต์นิคก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นขุนนางผู้ดูแลสมาคมกิลด์นักผจญภัย ตัวของไวทเคานต์ก็เคยออกผจญภัยจนพลังพิเศษในการได้ลุกตื่นขึ้น ซึ่งก็คือพลังในการแกะร่องรอยระดับ 2 ดาว
“ให้ผมเป็นคนออกตามหาเองเถอะครับ” คาห์นเองก็ขอเสนอตัว
การที่ขบวนทัพไม่มีหัวเรือใหญ่อย่างไวทเคานต์นิค ไฉนเลยที่จะเดินต่อไปได้ หากแต่ว่าขุนนางวัยกลางคนกลับส่ายหน้าและยืนกรานที่จะเป็นคนออกไปตามหาไลท์ด้วยตัวเองด้วยความแน่วแน่
“จะให้ข้าต้องทำผิดต่อท่านไลท์ไปถึงไหนกัน? สถานการณ์ที่ร้านอาหารสามเวลาที่ต้องปิดร้านไป ก็เป็นเพราะกฎหมายที่ขุนนางเช่นข้า ไม่สามารถปกป้องท่านไลท์ได้ไม่ใช่เหรอ? แค่เรื่องนี้ก็ทำให้ข้า แทบจะไม่กล้าสู้หน้าท่านไลท์ได้อยู่แล้ว...ครั้นจะให้ข้าทอดทิ้งท่านไลท์ให้คนอื่น ทั้งๆ ที่ข้าเป็นคนเชื้อเชิญท่านไลท์มาด้วยตัวเอง ข้าปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้หรอก” ไวทเคานต์นิคแสดงออกถึงสีหน้าที่ดูยังคงรู้สึกผิดต่อไลท์
“คาห์น หัวหน้าหน่วย พวกเจ้าทั้งสองต่างก็เคยทำหน้าที่เป็นแม่ทัพกันมาก่อน ข้าแค่ฝากให้พวกเจ้าดูแลกลุ่มนักผจญภัยนี้แค่เดี๋ยวเดียวแล้วข้าจะรีบกลับมา”
คาห์นและทุกคน ต่างก็พูดกันไม่ออก...ทุกคนต่างรู้ว่าไวทเคานต์นิคนั้นรู้สึกผิดกับท่านไลท์ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานมากขนาดไหน
ไฉนเลยที่ทุกคนจะกล้า ขัดใจและขัดคำสั่งของไวทเคานต์นิคได้อีก
ดังนั้นเมื่อรับมอบถึงคำสั่งกันเสร็จสรรพ ไวทเคานต์นิคก็ได้ติดตาม ผู้ติดตามของแมท กลับไปยังจุดที่คาดว่า ไลท์นั้นหายตัวไปในทันที
“ฉันบอกแล้ว เชฟไลท์นี้แหละคือเหยื่อล่อชั้นดี” เป็นเสียงของโทมัสที่พูดกับจิม เอลล่าและแอล ผ่านมุมมองสายตาของเจ้าโปริ่งร่างแยกที่แอบติดตามดูกลุ่มขบวนของไวทเคานต์นิคจากที่ห่างไกล
“เอาล่ะ ที่เหลือก็ถึงเวลาของพวกเราแล้ว รีบไปกันเถอะ อย่าปล่อยให้เชฟไลท์ต้องรอนาน” สิ้นเสียงของโทมัส
ทั้ง 4 คนกับอีก 1 ตัว ก็เคลื่อนตัวกันออกจากจุดหลบซ่อน พลางมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกับที่ไลท์ ยืนเก็บพืชผักอยู่
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy