ตอนที่ 6
บทแห่งเด็กชายในหุบเขา
เถรเ้า
หนานสิงห์คำคุกเข่า ยกมือพนมขึ้นหว่างคิ้ว ก่อนจะโน้มตัวลง และวางฝ่ามือทั้งสองแนบกับพื้น เขาทำแบบนั้นจนครบสามครา
“เป็บุญของลูกยิ่งนัก ที่มีวาสนาได้พบกับเถรเ้าอีกครั้ง” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเงยหน้า
ชายชราผู้ห่มคลุมผ้าสีน้ำตาลเข้ม ยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างสำรวม ขณะที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ไผ่กลางลานบ้านของสิงห์คำ
สิงห์คำและลูกเมียรวมสี่คน นั่งราบกับพื้นดินที่ระดับต่ำกว่า หัวหน้าหมู่บ้านที่องอาจผ่าเผย ตอนนี้ดูนอบน้อมแสดงถึงความเคารพอย่างสูงต่อผู้มาเยือน ชาวบ้านหลายคนพากันยืนมุงดูอยู่ไม่ห่าง หนึ่งในนั้นมีแสนรวมอยู่ด้วย
“เดิมทีอาตมาตั้งใจจะธุดงค์หาสถานที่วิเวกจำพรรษาใน่ฤดูฝน ระหว่างทางบังเอิญพบกับขบวนสินค้าที่กลับจากเมืองสองแคว พอสอบความกันจึงรู้ว่า เป็ขบวนสินค้าของลูกชายโยมสิงห์คำ อาตมาเห็นว่า เป็โอกาสดีที่จะได้มาเยี่ยมเยียนโยม จึงได้ขอติดตามร่วมขบวนมาด้วย”
“เถรเ้าช่างเมตตาลูกนัก ครั้งเมื่อสมัยหนุ่มที่ลูกได้บวชในพระศาสนา ก็ได้เถรเ้าเมตตาสั่งสอน บัดนี้ลูกสึกออกมามีเหย้ามีเรือน แม้อยู่ในป่าในดง เถรเ้าก็ยังเมตตามาเยี่ยมเยียนลูกอีก ลูกซาบซึ้งใจเหลือเกิน” สิงห์คำพูด
“ถึงจะสึกออกมาจากภิกษุเพศ แต่ก็อย่าได้หลงลืมธรรมะที่เคยเล่าเรียนมา เพราะธรรมะนั้นเป็สิ่งเที่ยงแท้ เป็เครื่องดับทุกข์ให้มวลสรรพสัตว์ได้ ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในเมือง หรือในป่า ก็สามารถนำธรรมะมาปรับใช้ได้เสมอ”
“แล้วเถรเ้าเป็อย่างไรบ้าง เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนตอนที่ลูกสึกออกมาใหม่ๆ ลูกเคยได้ข่าวว่า ท่านออกจากวัดที่สองแคว แล้วเดินธุดงค์ไปที่ไหนไม่ปรากฏ ตอนนี้เถรเ้ากลับมาอยู่ที่สองแควตามเดิมแล้วรึ” สิงห์คำถาม
“ครั้งนั้นอาตมาออกธุดงค์จากสองแควไปทั่วเมืองเหนือ ข้ามไปเมืองมอญ ก่อนจะลงใต้ไปเมืองไชยา และเมืองนครศรีธรรมราช จากนั้นก็ข้ามสมุทรไปยังเมืองลังกา อาตมาอยู่ศึกษาธรรมที่ลังกาอีกร่วมสิบปีจึงได้กลับมา และออกธุดงควัตรตามเมืองใต้อีกหลายปี เพิ่งจะได้ย้อนกลับมาที่เมืองเหนือก็เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง”
“เป็บุญของหมู่บ้านลูกนักที่เถรเ้าได้มาเยือน ลูกขอนิมนต์ให้ท่านอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้สักระยะหนึ่งก่อนได้หรือไม่ อย่างน้อยก็ให้หมดฤดูฝน”
“อาตมายินดีรับกิจนิมนต์ของโยม ขอเพียงแต่มีบริเวณที่สงบเงียบให้อาตมาได้ปักกลดก็พอ… ที่ชายป่านอกหมู่บ้านนั้นก็ดีนะ ดูวิเวกเหมาะสมแก่การภาวนา”
“สุดแล้วแต่เถรเ้าจะเห็นว่าเหมาะสม ขาดเหลือสิ่งใด ลูกขอรับหน้าที่เป็โยมอุปัฏฐากเถรเ้าเอง”
“เจริญพร... ขออนุโมทนา”
หนานสิงห์คำะโเรียกให้ชาวบ้านคนหนึ่งออกมา เขาสั่งการให้พาเถรเ้าไปยังชายป่านอกหมู่บ้าน และให้ช่วยหาทำเลเหมาะสมให้เถรท่านได้ปักกลด
“ลูกขอคุยธุระกับลูกชายที่เพิ่งกลับมาถึงก่อนสักครู่ เสร็จเื่แล้วลูกจะตามไปสนทนาธรรมกับเถรเ้าอีก”
“เจริญพร” เถรเ้าเอ่ย ก่อนจะลุกขึ้นด้วยกิริยาสำรวม
ชาวบ้านที่ล้อมรอบมุงดูอยู่ ก็แหวกทางเปิดออกให้ท่านเดินผ่าน แสนก็เช่นกัน
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 82 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 30]
-พลังกาย: 15 /20
-พลังปราณจิต: 280/280
[-พลังแฝง: อำนาจพุทธคุณ: ---]
แสน ‘เพ่งมอง’ ชายชราตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง เขาไม่เคยมองเห็นใครมีระดับค่าพลังสูงถึงขนาดนี้มาก่อน
เถรเ้าชะงักเท้าชั่วขณะ ก่อนจะหันมามองแสน มุมปากของชายชราเหมือนจะขยับยิ้มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียว จากนั้นเขาก็ออกเดินผ่านหน้าแสนไป
‘... เขาเป็ใครกันนะ?’ แสนคิดพลางมองตามแผ่นหลังของชายชราที่เดินห่างออกไป
หลังจากนั้น ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ก็พากันแยกย้าย หันไปสนใจถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของญาติมิตรที่เพิ่งเดินทางกลับมา แสนถือวิสาสะเดินเลียบๆ เคียงๆ เข้าไปใกล้สิงห์คำ
“การค้าขายเที่ยวนี้เป็ยังไงบ้างล่ะ สิงห์ผา” สิงห์คำเอ่ยถามลูกชาย
“เกลือของเราขายได้ราคาดีมากที่เมืองสองแคว ต่อให้หักค่าเรือที่จ้างล่องลงไปแล้ว ก็ยังเหลือกำไรมากกว่าขายที่ทุ่งยั้งเสียอีกพ่อ”
“จริงรึ เดี๋ยวนี้คนสองแควรำ่รวยถึงขนาดให้ราคาเกลือสูงปานนั้นเชียวรึ”
“ไม่ใช่พวกสองแควหรอกพ่อ เป็พ่อค้าจากเมืองอโยธยา กับเมืองสุพรรณภูมิ ที่มาแย่งกันซื้อต่างหากล่ะ สุดท้ายข้าก็ขายให้พวกอโยธยาไปเพราะให้ราคาดีกว่า ว่ากันว่า พวกนั้นจะเอาไปขายต่อให้พวกเรือจีนที่ปากทะเลอีกทอด”
“อืม... เป็อย่างนี้นี่เอง การค้าของเราครั้งนี้ถึงได้ทำกำไรได้มาก”
“แต่ก็ไม่สะดวกราบรื่นเท่าไรนักหรอกพ่อ อย่างที่รู้กันอยู่ว่า เมืองสองแควนั้นขึ้นอยู่กับเมืองสุโขทัย แล้วพวกสุโขทัยก็ไม่ค่อยถูกกับพวกอโยธยา ดังนั้นเมื่อข้าค้าขายกับพวกอโยธยา จึงต้องคอยระมัดระวัง เกรงว่าจะทำให้พวกสุโขทัยพลอยไม่พอใจไปด้วย” สิงห์ผาพูด
“นั่นคงเป็เพราะว่า เ้าเมืองอโยธยานั้นเกี่ยวดองกับเมืองละโว้ ซึ่งเคยเป็คู่ากับเมืองสุโขทัยมาก่อน ความสัมพันธ์ของทั้งสองเมืองนี้เลยไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไรนัก...” สิงห์คำสันนิษฐาน
“พวกเราที่ทำการค้านั้น ต้องหมั่นฟังข่าวสารจากบ้านเมืองรอบๆ ไว้เสมอนะลูก นอกจากจะช่วยในเื่ค้าขายแล้ว มันอาจจะช่วยให้เรารอดพ้นจากปัญหาความขัดแย้งของบรรดาเ้าเมืองต่างๆ ได้ด้วย...”
สิงห์ผาพูดคุยเื่การเดินทางกับพ่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกตัวไปดูแลสินค้าที่แลกเปลี่ยนกลับมา รวมถึงแจกจ่ายส่วนแบ่งต่างๆ ให้กับผู้ที่ร่วมเดินทางไปด้วยทั้งหมดอย่างยุติธรรม
เมื่อเห็นสบโอกาส แสนที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ก็เข้าไปหาสิงห์คำทันที “เอ่อ... ลุงหนาน ว่างพอจะคุยกับฉันหน่อยมั้ยจ๊ะ?”
“อ้าว! ไอ้แสน เอ็งมัวมาทำอะไรอยู่แถวนี้ ไม่รีบไปดูของฝากจากอ้ายสิงห์ผามันรึ ชักช้าประเดี๋ยวก็อดหรอก”
“ไม่เป็ไรหรอกจ้ะ ฉันอยากจะถามอะไรกับลุงมากกว่า”
“จะถามอะไรล่ะ? ว่ามาสิ”
“พ่อเฒ่าหัวโล้น ที่นั่งคุยกับลุงอยู่เมื่อกี้เป็ใครรึ? ทำไมถึงได้แต่งตัวประหลาดนัก?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ระวังคำพูดคำจาหน่อยนะไอ้แสน ต้องเรียกท่านว่า เถรเ้า ถึงจะถูก ท่านเป็พระในพระศาสนา ท่านเคยเป็อาจารย์ของข้า สมัยที่ข้าบวชเป็พระเมื่อตอนยังหนุ่ม รอยสักที่หน้าอกของข้า ก็ได้ท่านนี่แหละที่ปลุกเสกให้”
“พระศาสนาคืออะไร?”
“พระศาสนาก็คือ ธรรมะที่พระโคดมแห่งชมพูทวีปได้ค้นพบ และได้บอกต่อให้ผู้คนทั้งหลายได้รับรู้กันทั่ว เหล่าลูกศิษย์ที่เลื่อมใสในพระโคดมก็นำธรรมะนั้นมาเผยแผ่ต่อยังดินแดนของพวกเรา”
“ชมพูทวีปคืออะไร?”
“ชมพูทวีปก็คือ ดินแดนที่อยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันตก ไกลมากๆ เป็ดินแดนที่พระโคดมได้ถือกำเนิด และเริ่มประกาศพระศาสนา”
“แล้วเถรเ้าก็มาจากชมพูทวีปเหรอ?”
“ไม่ใช่... เถรท่านเป็คนในดินแดนของเรานี่แหละ ลือกันว่า ก่อนที่จะบวชเป็พระ ท่านเป็ลูกเ้าเมืองมาก่อน แต่เมืองอะไรก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด เพราะท่านบวชมานานมากแล้ว และก็ไม่มีใครกล้าถามท่านตรงๆ ในหมู่บรรดาลูกศิษษ์จึงพากันเรียกท่านว่า เถรเ้า”
แสนรับฟังอย่างตั้งใจ แต่สีหน้าของเขายังบ่งบอกว่ามีเื่ที่สงสัย
สิงห์คำมองออก “เอ็งยังคาใจเื่อะไรอีกรึ?”
“อืม... เถรเ้ากับลุงหนาน ต่างก็เป็คนในดินแดนนี้ แล้วทำไมถึงได้ไปเลื่อมใสในธรรมะของพระโคดม ที่มาจากดินแดนห่างไกลอย่างชมพูทวีปด้วยล่ะ”
“แสนเอ้ย… ธรรมะนั้นไม่ใช่ของพระโคดม มันมีมาอยู่ก่อนแล้ว ท่านเป็เพียงผู้ค้นพบและนำมาเผยแผ่ ธรรมะคือความจริงที่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง ดั้งนั้นจึงไม่มีพรมแดนสำหรับผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา”
แสนเป็เด็กช่างสงสัย แต่ก็ไม่ใช่เด็กเซ้าซี้ การสนทนานั้นจึงจบลง คืนนั้นแสนกลับไปถามแม่อุ๊ยด้วยคำถามเดียวกัน
“ข้าไม่รู้หรอกว่า ธรรมะที่พระโคดมสอนคืออะไร หมอผีหมอขวัญอย่างข้า รู้จักแต่วิธีสื่อสารกับผีบรรพชน หน้าที่ของข้าคือ วิงวอนร้องขอให้ผีฟ้าผีนา คุ้มครองลูกหลานและหมู่บ้าน ให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย ให้ทำไร่ ทำนา ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์”
“แต่ข้าก็ไม่ขัดข้องหรอกนะ ถ้าคนในหมู่บ้านจะเลื่อมใสในธรรมะของพระโคดม ตราบเท่าที่ไม่หลงลืมผีฟ้า พญาแถน และผีบรรพชน เพราะหากธรรมะจากต่างแดนนั้นวิเศษจริงอย่างที่สิงห์คำว่า ก็เป็เื่ดีเสียอีก ที่ลูกหลานจะได้เรียนรู้สิ่งวิเศษนั้น และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์” อุ๊ยคำพูด
ผ่านไปครึ่งค่อนคืน แสนยังนอนไม่หลับ เขายังคิดถึงเื่ของเถรเ้า โดยเฉพาะค่าพลังที่แสนมองเห็น แต่แล้วจู่ๆ แสนก็นึกอะไรขึ้นมาได้
“แย่แล้ว!” แสนอุทานขึ้นอย่างใ “ลืมบอกลุงหนานเื่รอยเท้าเสือสมิงไปเลย”
แสนลังเลที่จะปลุกแม่อุ๊ยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ เขาตัดสินใจลุกพรวดออกจากกระท่อม คิดว่าจะวิ่งไปที่เรือนของหนานสิงห์คำ แต่พอคิดอีกที ระยะทางจากกระท่อมของเขาไปชายป่าน่าจะใกล้กว่า เขาจึงเปลี่ยนใจ คว้าท่อนไม้จากกองไฟหน้ากระท่อมขึ้นมาเป่าให้ไฟติดลุกโชนขึ้น ก่อนจะวิ่งออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าตรงไปยังชายป่า
‘ตอนนี้เถรเ้าเป็คนเดียวที่อยู่นอกหมู่บ้าน เราต้องรีบไปเตือนเขาเื่เสือสมิง’ แสนคิดแล้วก็วิ่งไปอย่างสุดกำลัง
ราตรีในหุบเขานั้นมืดมิด แต่ก็สว่างด้วยแสงจันทร์ มันเป็เวลาที่สัตว์ป่าออกหากิน นักล่าตามธรรมชาตินั้น จะใช้เวลา่นี้ออกล่าเหยื่อ และผู้ที่อ่อนแอกว่าก็รู้ดีว่า มันเป็เวลาที่ควรซุ่มซ่อนตัวเพื่อรักษาชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็วัฏจักรที่เกิดขึ้นวนเวียนมาช้านาน
แต่ค่ำคืนนี้ต่างออกไป ทั้งนักล่าและเหยื่อต่างเก็บตัวเงียบเชียบ เพราะมันล่วงรู้ว่า มีสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติกำลังเยื้องย่างอยู่ในป่า
แสนสังเกตได้ว่า คืนนี้เงียบจนผิดปกติ ไม่มีแม้แต่เสียงกบเขียดหรือแมลง แต่เขาไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด เพราะนับั้แ่เมื่อสามปีก่อน แสนก็ไม่เคยกลัวอะไรอีกเลย
แสนวิ่งมาถึงยังชายป่า เขากวาดตามองหาไปรอบตัว แล้วก็พบว่าที่โคนต้นฉำฉาใหญ่ มีมุ้งทรงกลมสีน้ำตาลกางห้อยแขวนอยู่ แต่แล้วแสนก็ต้องชะงัก เมื่อมองเห็นว่าถัดไปไม่ไกลจากต้นฉำฉา เสือโคร่งขนาดใหญ่กว่าสองวาตัวหนึ่ง กำลังย่องตรงเข้าไปยังมุ้งสีน้ำตาลนั้น ห่างไม่เกินสิบก้าว
ไวเท่าความคิด แสนวิ่งตรงเข้าหาเสือตัวนั้น พร้อมกับส่งเสียงร้องะโหมายให้เสือร้ายใหนี แต่เสียงะโของแสน กลับทำให้มันร้องคำรามขึ้น และเปลี่ยนทิศทางเป็วิ่งกระโจนเข้าใส่เขาแทน
[สถานะปัจจุบัน]
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 8 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 2]
-พลังกาย: 18 /20
-พลังปราณจิต: 0
[-พลังแฝง: วิริยะ: 20 - กล้าหาญ: 20]
* * * *
[สถานะศัตรู]
[เสือสมิง: เพศผู้]
[อายุ: 13 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 11]
-พลังกาย: 110/110
-พลังปราณจิต: 0
[-พลังแฝง-อำนาจผีตายโหง: 50]
* * * *
แสนเหวี่ยงท่อนไม้ในมือฟาดเข้าใส่หน้าของเสือร้ายอย่างจัง สะเก็ดไฟแตกกระจายออกพร้อมกับท่อนไม้ในมือที่หักเป็สองท่อน เสือร้ายชะงักจนตะปบพลาดเป้าหมาย แต่กลับทำให้มันโกรธเกรี้ยวมากยิ่งขึ้น มันเอี้ยวตัวเงื้อกรงเล็บฟาดใส่แสน เขาถอยหลบจนล้มกลิ้ง แสนควานมือเป็ระวิงหาอาวุธ แล้วก็หยิบได้ไม้ยาวท่อนหนึ่งขึ้นมา เขาเสือกตัวทิ่มแทงไปที่คอของมันทันที
ท่อนไม้ยาวโค้งงอจนหักคามือเขา มันไม่ระคายิัหนาของเสือร้ายแม้แต่นิด เ้าเสือยืนสองขาผงาดเหนือร่างของแสน อุ้งเท้าหน้าทั้งสองของมันชูสูง มองเห็นกรงเล็บยาวโง้งแหลม มันคำรามขึ้นเสียงดังก้องป่า ก่อนจะตะปบกรงเล็บทั้งสองลงมา
ทันใดนั้น ร่างมหึมาของเสือร้ายก็หยุดชะงักแข็งค้าง กรงเล็บแหลมคมอยู่ห่างจากใบหน้าของแสนไม่กี่คืบ ดวงตาของมันตื่นตระหนกแปลกใจ รู้สึกราวกับถูกรั้งไว้ด้วยเชือกที่มองไม่เห็น
แม้จะไม่เข้าใจ แต่แสนก็รีบถอยตัวหนีออกมาตั้งหลัก พลางมองหาสิ่งที่จะใช้เป็อาวุธ
เ้าเสือร้ายร้องคำรามออกมาลั่นสนั่นป่า มีเงาดำพร่าเลือนจำนวนหนึ่งลอยออกมาจากร่างของมัน พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องดังโหยหวน ปลดปล่อยเ้าเสือร้ายให้ขยับตัวได้อีกครั้ง แต่คราวนี้มันเลิกสนใจในตัวแสน มันหมุนร่างหันกลับ มองจ้องตรงไปยังมุ้งสีน้ำตาลที่โคนต้นฉำฉา
ลมพัดม่านมุ้งตวัดเปิดออก เผยให้เห็นร่างของเถรเ้าในผ้าคลุมกายสีน้ำตาลเข้ม ชายชรานั่งสงบนิ่งในท่าขัดสมาธิ มือทั้งสองยกประคองไว้อย่างหลวมๆ ที่กลางอก ใบหน้านั้นหลับตานิ่งเฉยไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ
.........................................
..........................................
*ไรท์ขอเสริม
ศาสนาพุทธได้เผยแผ่เข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อไรนั้น ยังไม่มีข้อสรุปตรงกันที่ชัดเจน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อกันว่า อยู่ในราว พ.ศ. 236 ในสมัยพระเ้าอโศกมหาราช ซึ่งได้ส่งพระภิกษุสองรูปออกเดินทางเผยแผ่ศาสนามายังดินแดนแถบนี้ แม้จะแทบไม่มีหลักฐานใดๆ หลงเหลือไว้เลยว่า ดินแดนที่พระภิกษุทั้งสองรูปเดินทางมานั้นจะเป็ที่ใด
แต่มีข้อสันนิษฐานที่ตรงกันอยู่เื่หนึ่งคือ การมาถึงของวัฒนธรรมอินเดียและศาสนาพุทธ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยฉับพลัน แต่เป็กระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายร้อยปี ผ่านการติดต่อแลกเปลี่ยนทางการค้าระหว่างพ่อค้าชาวอินเดีย และชาวพื้นเมืองในสุวรรณภูมิ ดังนั้นศาสนาพุทธจึงไม่ได้เดินทางเข้ามาแบบเดี่ยวๆ แต่เข้ามาพร้อมกับวัฒนธรรมอื่นๆ ของอินเดียด้วย และใช้เวลาอีกหลายร้อยปีจึงจะวางหลักปักฐาน ผสานเข้ากับความเชื่อของท้องถิ่นได้ โดยน่าจะเริ่มต้นจากกลุ่มคนในชนชั้นปกครอง ก่อนจะแพร่หลายออกสู่ผู้คนทั่วไป
ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบในดินแดนประเทศไทยพบว่า ในราว่ พ.ศ. 1002-1200 ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ได้มีความรุ่งเรืองและทรงอิทธิพลอย่างมากในดินแดนแถบนี้ โดยจะพบได้จากโบราณสถานและโบราณวัตถุ ซึ่งแสดงออกถึงความเป็พุทธนิกายมหายานอย่างชัดเจน
ส่วนพุทธนิกายเถรวาทที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันนั้น มีหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่า มีการเผยแพร่เข้ามาราวพุทธศตวรรษที่ 5 จากอาณาจักรศรีลังกา ผ่านมายังอาณาจักรมอญ พุกาม จนมาถึงบ้านเมือง และอาณาจักรต่างๆ ในดินแดนของประเทศไทยปัจจุบัน และจนถึง่ประมาณหลังปี พ.ศ. 1200 ที่พุทธนิกายมหายานเริ่มเสื่อมอิทธิพลลง ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจึงเริ่มมีผู้นับถือมากขึ้นเรื่อยๆ จนราวปี พ.ศ 1300 คนพื้นเมืองส่วนใหญ่ในอาณาจักรก็กลายเป็พุทธเถรวาท
ถึงแม้คนพื้นเมืองจะยอมรับนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งความเชื่อในศาสนาผีดั้งเดิมไปทั้งหมด ยังคงผสมผสานทั้งความเชื่อ และพิธีกรรมแบบ ผี พราหมณ์ พุทธ เข้าด้วยกัน ซึ่งทางฝ่ายพุทธก็จำยอมยกย่องผีในบางเื่ เช่นยอมให้มี พิธีทำขวัญนาคก่อนบวชเป็พระ พิธีจุดบั้งไฟขอฝน เป็ต้น ซึ่งเดิมทีล้วนเป็พิธีกรรมของท้องถิ่นในแถบนี้ทั้งสิ้น ไม่มีปรากฏในวัฒนธรรมจากอินเดีย และยังมีอีกหลายพิธีกรรม ที่เกิดจากการผสมผสานจนกลายเป็พุทธศาสนาแบบไทย แต่ถึงแม้จะมีการประนีประนอมรับความเชื่อท้องถิ่นควบรวมเข้ากับศาสนาพุทธ แต่ผีในความเชื่อท้องถิ่นก็ถูกลดความสำคัญลงไป โดยถูกทำให้เป็รองศาสนาพุทธ ในบางครั้งก็ถูกทำให้กลายเป็เทพชั้นรองในศาสนาพราหมณ์ไปเลยด้วยซ้ำ แต่เราก็ยังพบร่องรอยของการนับถือผี สอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรม และพิธีกรรมต่างๆ ของคนไทยทุกระดับชั้นมาจนถึงทุกวันนี้....
*เมืองทุ่งยั้งปัจจุบันอยู่ในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิษถ์
เมืองทุ่งยั้ง เป็เมืองโบราณอยู่ห่างจากเมืองศรีสัชนาลัยของแคว้นสุโขทัยประมาณ 35 กิโลเมตร เป็เมืองที่ปรากฏชื่ออยู่ในบันทึกของล้านนาทางเหนือ และอีกหลายเมืองทางใต้
เป็เมืองที่คาดว่า น่าจะมีความข้องเกี่ยวกับสุโขทัยอย่างแแ่ และเป็เมืองสำคัญที่ควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทางการค้า ระหว่างเมืองทางเหนือและเมืองทางใต้ เพราะเมืองทุ่งยั้ง ตั้งอยู่ในทำเลที่โอบล้อมด้วยูเาสูงรูปเกือกม้า ทิศใต้ติดกับแม่น้ำน่าน ซึ่งพ่อค้าจากที่ราบภาคกลางจะล่องเรือขึ้นมา เพื่อรอซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับพ่อค้าจากทางเหนือ ซึ่งเดินเท้าข้ามเขาสูงมาั้แ่สิบสองปันนา เชียงราย พะเยา น่าน แพร่
สาเหตุที่พ่อค้าจากภาคกลางต้องมาหยุดยั้งรอพ่อค้าจากเมืองเหนือที่เมืองทุ่งยั้ง นั่นก็เพราะว่า เหนือลำน้ำน่านขึ้นไปเต็มไปด้วยแก่งหิน และทางน้ำที่รุนแรงแปรปรวน ยากที่จะล่องเรือสินค้าขนาดใหญ่ขึ้นไปได้ แต่ในปัจจุบัน หลังจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ กระแสน้ำในแม่น้ำน่านก็ไม่ไหลรุนแรงเหมือนดังเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป
........................
.......................
พบกันใหม่ตอนหน้าครับ สวัสดี