นักลงทุนแบบโมเมนตัม (Momentum Investor) คือ นักลงทุนที่ซื้อหุ้นตามการเคลื่อนที่ แนวโน้มของตลาดหรือสภาพเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนประเภทนี้จะมองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยใช้ข้อมูลต่างๆ ทั้งเรื่องปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรม ภาพรวมเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์ทางเทคนิคต่าง ๆ เข้าช่วยในการลงทุน
นักลงทุนประเภทนี้จะคล้าย ๆ นักลงทุนเน้นคุณค่า แต่จะมีข้อต่างคือ นักลงทุนแบบโมเมนตัมมองเรื่องมูลค่าของกิจการหรือหุ้นที่จะซื้อเป็นประเด็นรอง และถือหุ้นในระยะกลาง อาจจะ 3 เดือน 5 เดือน หรือหนึ่งปีตามระยะเวลาขาขึ้นของหุ้น
ซึ่งต่างจากนักลงทุนเน้นคุณค่าจะเน้นเรื่องมูลค่ากิจการของหุ้นที่จะซื้อเป็นหลัก และถือหุ้นในระยะเวลานานกว่า
โมเมนตัมอินเวสเตอร์ นั้นมองว่าทุกธุรกิจหรือหุ้นจะมีแนวโน้มหรือแรงเคลื่อนที่ มีวงจรขาขึ้น ขาลง ดังนั้นทำไมจะต้องไปสนใจลงทุนในธุรกิจที่ซบเซาหรือน่าเบื่อ นักลงทุนประเภทนี้จึงเลือกที่จะลงทุนแต่กับธุรกิจที่มองว่าเป็นขาขึ้นเท่านั้น
อย่างเช่น ขณะนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยว กับตัวเลขการส่งออกของบ้านเราขยายตัวอย่างดีมากมาหลายไตรมาสติดๆ กัน ส่วนการบริโภคภายในประเทศนั้นยังซบเซาอยู่
นักลงทุนแบบโมเมนตัม เมื่อเห็นแนวโน้มว่ากลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และส่งออกดี ก็จะเข้าไปเลือกซื้อหุ้นลงทุนในกลุ่มนี้ แม้หุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักมีราคาแพงแต่นักลงทุนแบบโมเมนตัมจะกล้าซื้อแม้หุ้นกลุ่มพวกนี้อาจจะแพงบ้าง และจะถือหุ้นไปจนแรงส่งของขาขึ้นกลุ่มนี้ชะลอตัวก็จะขายเอากำไรออกมา
ส่วนนักลงทุนเน้นคุณค่าก็อาจจะสนใจอุตสาหกรรมพวกนี้เหมือนกันเพราะถือว่าเป็นธุรกิจในเทรนด์ที่เติบโต แต่เมื่อหุ้นกลุ่มนี้มีราคาแพง นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าจึงไม่ค่อยอยากซื้อ
สรุปคือ โมเมนตัมอินเวสเตอร์ จะเข้าซื้อหุ้นที่มองแล้วว่าเป็นอุตสาหกรรมขาขึ้น ซึ่งขาขึ้นในธุรกิจใด ๆ ก็เหมือนการเคลื่อนที่ เมื่อเริ่มมีแนวโน้มพุ่งขึ้น ราคาหุ้นก็มักจะเคลื่อนที่ไปตามโมเมนตัมของอุตสาหกรรมเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดแรงส่ง
----------------------
'ทำไมหุ้นโรงพยาบาล R ถึงราคาขึ้นมากกว่าปกตินะ'
'ส่วนใหญ่สาเหตุที่ทำให้หุ้นขึ้นแรงระดับซิลลิ่งได้มักมีไม่ค่อยมาก ซักพักเดี๋ยวก็คงมีข่าวลือออกมา'
'แต่หุ้นโรงพยาบาล R ไม่ใช่หุ้นฮิต อาจจะนานหน่อยล่ะมั้งกว่าข่าวจะออก'
'นอกจากหุ้นโรงพยาบาล R ที่พุ่งกว่าปกติ แนวโน้มของหุ้นโรงพยาบาลทุกตัวยังดูดีทั้งหมด ดูโมเมนตัมของกลุ่มนี้แล้ว น่าสนใจที่จะถือต่อแม้หลังจากงบการเงินจะออกแล้วก็ตาม 'ณรัชต์เริ่มลังเลว่าจะเปลี่ยนจากเก็งกำไรเรื่องฤดูกาลอย่างเดียวหรือจะเปลี่ยนเป็นโมเมนตัมอินเวสเตอร์ไปเลยดี
คิดในใจขณะเดินออกจากโรงอาหาร
หลังจากสมทบกับสตาฟและทีมนักกีฬาที่ดูแล พวกเขาก็พากันไปที่โรงยิมในร่มตามกำหนดการที่มีแข่งแบดมินตันก่อน ที่จะเริ่มแข่งขันเป็นคู่แรก ๆ
หลังจากแข่งขันกันอย่างสูสี
สุดท้ายทีมแบดมินตันหญิงคู่มอปลายของพวกเขาก็ไม่รอด แพ้นักกีฬาจากอีกสีที่มีนักกีฬาโรงเรียนเล่นอยู่ด้วยไป 2 ต่อ 1 เซต อดได้เหรียญทองแดงไปอย่างน่าเสียดาย
หลังจากดูแข่งเสร็จและปลอบใจนักกีฬาแบดมินตันเรียบร้อยแล้ว ณรัชต์กับเต้ก็พานักกีฬาตะกร้อ ไปรอแข่งในรอบชิงที่สนามกลางแจ้งของโรงเรียนต่อไป
อาจเพราะเป็นการชิงเหรียญทอง วันนี้จึงมีคนมารอดูคู่ชิงที่ข้างสนามเป็นจำนวนมาก
และเพราะปกติในงานกีฬาสี มอสี่มักเป็นชั้นปีที่ว่างหน่อย จึงมีเวลาตามดูตามเชียร์กีฬาสีเป็นส่วนใหญ่ นั่นเป็นเหตุให้วันนี้ที่ข้างสนามตะกร้อ มีกองเชียร์ที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของนักกีฬาทยอยเข้ามารอเชียร์เต็มรอบสนาม
หลังจากสอบถามกับกรรมการ ยังมีเวลาอีกราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะแข่ง ณรัชต์จึงไล่นักกีฬาไปคุยเล่นกับเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนที่มารอเชียร์อยู่รอบสนามไปก่อน เพื่อให้นักกีฬาผ่อนคลายก่อนแข่ง
"คู่ชิงเราเป็นไง ไปสืบมายัง " ณรัชต์หันไปคุยกับเต้และเล้งที่นั่งรวมกลุ่มอยู่ข้าง ๆ
"น่าจะเหนื่อยหน่อยว่ะ นักกีฬาชายดีๆ นี่เองของสีฟ้า"เต้ตอบ
"เอาเถอะ ต่อให้แพ้ก็ยังได้เหรียญเงินล่ะนะ"เล้งกล่าว
"......"
ใกล้เวลาแข่ง ทีมตะกร้ออีกฝั่งก็เริ่มมาเตรียมตัวที่ข้างสนาม
ณรัชต์มองไปที่จุดนักกีฬาสีฟ้ายืนคุยกันอยู่ก็เห็นนักกีฬาผมสั้นหน้ามนทั้งสี่คนรวมตัวสำรองกำลังเริ่มวอร์มอยู่ที่ข้างสนาม
"ทอมล้วนเลยนี่หว่า"วิทย์ที่นั่งข้างณรัชต์พึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
"อย่างน้อยทีมเราก็สวยกว่าล่ะน่า"เขาพึมพำปลอบใจตัวเอง
นักกีฬาทีมเขาออกจากลุ่มเพื่อนร่วมชั้นทยอยมารวมตัวกันก่อนเริ่มวอร์มร่างกายบ้าง
กรรมการเดินมาบอกว่าอีกห้านาทีจะเริ่มแข่ง พวกเขาจึงเรียกนักกีฬามารวมกัน
วิทย์กล่าวปลุกใจเล็กน้อยและบอกกลยุทธ์ในการเล่น
"ทีมเราซ้อมเยอะและพร้อมกว่า เซตแรกให้รีบกดดันตั้งแต่ต้นเลยนะ"วิทย์กล่าวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนนักกีฬากับสตาฟจะเอามือแตะรวมกัน
"สู้!!! "
เมื่อเริ่มการแข่ง
เริ่มต้นเซตแรกเป็นไปตามที่วิทย์คาดไว้ ทีมอีกฝั่งแม้ดูแล้วจะเล่นดีพอ ๆ กับนักกีฬาทีมเขาหรือเก่งกว่าด้วยซ้ำ แต่เพราะอาจจะไม่ค่อยได้ซ้อมทีมกันจริงๆ จังๆ จึงมักมีจังหวะติดขัดเวลาโต้ หรือทับตำแหน่งจนแย่งกันเล่นลูก สุดท้ายทำให้ทีมพวกเขาชนะไปได้ในเซตแรกนี้
ขึ้นเซตสองทีมอีกฝั่งเริ่มตั้งตัวได้ เล่นกันคล่องขึ้น คงเพราะหลังจบเซตแรกสตาฟอีกฝั่งแก้เกม บอกข้อผิดพลาด และวิธีการเล่นมาใหม่ ทำให้เซตนี้ฝั่งทีมพวกเขาต้านไม่อยู่แพ้ไปในที่สุด
ระหว่างพักก่อนแข่งเซตสุดท้าย หลังวิทย์บอกวิธีการเล่นแก้เกมจบลง ณรัชต์ก็พูดกับนักกีฬาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลงสนาม
"เต็มที่นะพวกเรา แพ้ชนะไม่สำคัญ สู้เต็มที่แล้วก็พอ"
"พวกหนูจะชนะให้ได้ค่ะ"ปิ่นที่เป็นมือกลางของทีมตะกร้อ นักกีฬาตัวทำแต้มหลักกล่าวเสียงมุ่งมั่น
'ดูเหมือนนักกีฬาทีมเขาจะตั้งใจน่าดู'
เริ่มเซตสามอย่างสนุก ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแย่งเก็บคะแนน
แต่ฝั่งเขาได้เปรียบที่กองเชียร์เป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้คะแนนกองเชียร์ที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของนักกีฬาต่างเฮกันสนุก ไม่นับคนดูขาจรที่ล้วนเลือกเชียร์นักกีฬาฝั่งทีมเขาทั้งนั้น
เซตนี้ปิ่นเล่นได้ดีมากแทบจะเป็นตัวทำคะแนนหลักทั้งหมด ทีมพวกเขาค่อย ๆ พลิกนำ จนทำแต้มเข้าสู่แมทซ์พอยต์ก่อน อีกฝั่งเริ่มรู้สึกคับขัน จึงหันมาโต้ลูกจี้มาทางมือสามของทีมพวกเขาที่มืออ่อนที่สุด
แต่ก็เป็นไปตามที่วิทย์คาดไว้ น้องนิดอาจจะเบสิคตะกร้ออ่อนกว่าเพื่อนในทีม ถ้าให้มารับลูก ชงลูก อาจจะทำได้ไม่ดีจนเสียคะแนนได้ วิทย์จึงวางแผนให้ว่าถ้าลูกตะกร้อมาทางนิดให้สวนไปจังหวะเดียวเลย ไม่ต้องสนการเซตลูก
เมื่อสีฟ้าโต้ลูกมาทางนิด นักกีฬาฝั่งเขาก็โหม่งสวนไปทันที ทำเอาอีกฝั่งคาดไม่ถึงทำให้ตั้งรับไม่ทัน เสียคะแนนแมทซ์พอยต์ไป
จบเกมทีมตะกร้อหญิงของสีเหลืองพวกเขาเอาชนะสีฟ้า สองต่อหนึ่งเซต ได้เหรียญทอง!!
จังหวะน้องนิดโหม่งสวนแล้วลูกตะกร้อข้ามฝั่งกระทบพื้น กองเชียร์รอบสนามต่างเฮเสียงดังลั่นด้วยความดีใจกับคะแนนสุดท้าย นักกีฬาในสนามของพวกเขากระโดดดีใจไปกับเสียงเฮของกองเชียร์ข้างสนามด้วย
น้องปิ่นวิ่งมาที่ข้างสนามเกาะแขนณรัชต์พร้อมกระโดดเหยง ๆ ด้วยความดีใจ
กองเชียร์เพื่อนร่วมชั้นนักกีฬาที่เพิ่งเฮเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพากันเป่าปาก แซววิ้ดวิ้วว ที่เห็นเพื่อนร่วมชั้นวิ่งไปเกาะแขนหนุ่มรุ่นพี่
ปิ่นที่เพิ่งรู้ตัว รีบปล่อยมือที่กอดแขนณรัชต์อยู่แล้วยืนเขินอยู่ข้าง ๆ
ณรัชต์เกาหัวเล็กน้อยที่โดนกลุ่มเด็กรุ่นน้องข้างสนามรุมแซวอย่างสนั่นหวั่นไหว
หลังแข่งขันจบทีมสตาฟกับนักกีฬาพวกเขาก็ไปทักทายกับนักกีฬาอีกฝั่ง ก่อนกลับมารวมตัวและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานที่ชนะมาได้ เหล่าเพื่อนที่เป็นสตาฟของเขายังมีส่งสายตาล้อเลียนไม่เลิก ณรัชต์ได้แต่กลอกตาถอนหายใจ
ใกล้พักเที่ยงระหว่างรอกรรมการจัดลำดับรอเรียกขึ้นรับเหรียญ ณรัชต์แยกตัวออกไปเบิกข้าวกล่องที่ศูนย์อำนวยการของสีมาให้สตาฟและนักกีฬาเป็นมื้อเที่ยง
เดินออกจากโซนสนามกีฬาผ่านอาคารเรียนเพื่อตรงไปยังหลังสแตนด์ของสีที่เป็นศูนย์อำนวยการ ณรัชต์ก็เห็นฝรั่งคนหนึ่ง ยืนมองซ้ายมองขวาอยู่ เหมือนจะเป็นคนที่เคยถอยมาเหยียบเท้าเขาที่หน้าโรงเรียนตอนมุงดูขบวนแห่กีฬาสี
เขาเข้าไปถามด้วยภาษาอังกฤษว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า
ฝรั่งทำหน้าโล่งอก ถามหาทางไปห้องน้ำ
โรงเรียนของณรัชต์นั้นออกแบบจัดวางอาคารมาอย่างดี อาคารห้องน้ำส่วนใหญ่จะแซมอยู่ระหว่างอาคารเรียนโดยมีไม้พุ่มกับต้นไม้วางไว้รอบได้ดีมาก นัยว่ากันเรื่องกลิ่นกับเรื่องความสวยงาม
ซึ่งถ้าไม่ใช่คนคุ้นเคยในโรงเรียนอาจทำให้หาห้องน้ำไม่เจอได้
ฝรั่งคนนี้คงป็นคนทั่วไปหรือไม่ก็ผู้ปกครองนักเรียนที่สนใจมาดูงานกีฬาสี ณรัชต์จึงอาสาเป็นคนพาไปเพราะเขาก็อยากแวะฉี่เหมือนกัน
เดินไปห้องน้ำด้วยกันฝรั่งคนนี้ก็ชวนคุย แนะนำตัวเองว่าชื่อมิลเลอร์ พร้อมชูกล้องที่ห้อยคอให้ดูว่าวันนี้มางานกีฬาสีโรงเรียนเพราะอยากจะมาถ่ายรูปลูก
เขารู้ว่าโรงเรียนเขามีนักเรียนลูกครึ่งเยอะมาก จึงไม่ได้แปลกใจอะไร
ณรัชต์นึกขอบคุณเถ้าแก่โรงงานผู้เคยเป็นเจ้านายคนหนึ่งของเขาในช่วงชีวิตที่แล้วที่ทำให้เขาได้ทักษะด้านภาษาอังกฤษที่ดีติดตัวมา นอกจากทักษะการอ่านจากการต้องศึกษาเองแล้ว ทักษะการฟังเขาก็ถือว่าดีมากอีกหนึ่งอย่างด้วย
ทำไมนะเหรอ?
ก็เพราะเถ้าแก่ผู้ชื่นชอบกับนโยบายควบคุมต้นทุน (ขี้เหนียว) แม้จะซื้อเครื่องจักรมาราคาเป็นสิบๆ ล้าน แต่พอผู้ขายส่งวิศวกรมาอบรมเรื่องการใช้งานกับบำรุงรักษาเครื่องจักรให้ลูกค้า เจ้านายเขาก็ไม่คิดอยากจะจ้างล่ามมาช่วยให้เปลืองเงินเพิ่ม
เถ้าแก่จึงอ้างนโยบายควบคุมต้นทุน(ศัพท์ที่เถ้าแก่จำมาจากหัวหน้าฝ่ายการเงินเพราะใช้แล้วจะดูดีกว่าคำว่าประหยัด) โบ้ยงานมาให้ฝ่ายดูแลเครื่องจักรอย่างเขา
ดังนั้นแทนที่ณรัชต์จะต้องเป็นคนนั่งฟังรับการอบรมจากวิศวกรบริษัทเจ้าของเครื่องจักร
เขากลับต้องมายืนข้าง ๆ เป็นล่ามคอยช่วยแปลให้ลูกน้องของเขาฟังแทน
และด้วยวิศวกรสองคนที่มานั้น หนึ่งเป็นชาวออสเตรเลีย กับอีกคนเชื้อสายอินเดีย ทำให้เขาต้องเจอกับภาษาอังกฤษสำเนียงออสซี่กับสำเนียงอินเดียที่ฟังอยาก
นั่นทำให้ภาษาอังกฤษสำเนียงอีสานของเขาพัฒนาไปเร็วมาก จากการฟัง แปล และถาม-ตอบ
มิสเตอร์มิลเลอร์ชวนคุยเรื่องโรงเรียนและเรื่องทั่วไป เขาก็คุยตอบด้วยดี
ระหว่างต่างคนต่างล้างมือในอ่างหลังเสร็จภารกิจ ณรัชต์สังเกตเห็นสร้อยข้อมือเงินของมิสเตอร์มิลเลอร์ จึงทักถึงความสวยของลวดลายด้วยความสนใจ
คำถามเหมือนจะไปถูกใจมิสเตอร์มิลเลอร์
ฝรั่งคนนี้จึงเล่าออกมายาวเหยียดถึงที่มาต่อเนื่อง แม้จะเดินออกมาจากห้องน้ำกันแล้วก็ตาม เมื่อสอบถามจนรู้ว่าจะไปทางเดียวกันที่สแตนด์กีฬา พวกเขาจึงเดินคุยกันไปด้วยความถูกคอ
ช่วงชีวิตที่แล้วของณรัชต์ก่อนที่เขาจะขายหุ้นในบัญชีทั้งหมดมาเจ๊งกับหุ้นบริษัทของเพื่อนเก่านั้น หนึ่งในหุ้นหลักในพอร์ตของเขามีหุ้นบริษัทเครื่องประดับและอัญมณีด้วย
ดังนั้นเขาจึงสนใจธุรกิจพวกนี้อยู่พอสมควร
เมื่อรู้ว่ามิสเตอร์มิลเลอร์ทำธุรกิจนำเข้าพวกเครื่องเงินของบ้านเราไปขายต่างประเทศ ณรัชต์จึงสอบถามเรื่องธุรกิจนี้อย่างกระตือรือร้นและสนใจ
กับนักธุรกิจสำหรับณรัชต์ การได้พูดคุยถึงธุรกิจของเจ้าตัวมักจะได้มุมมองที่น่าสนใจมาด้วยเสมอ ถ้ารู้จักถามคำถามที่ดี
คุยกันจนเดินมาถึงสแตนด์กีฬาแล้วณรัชต์เตรียมจะบอกลาเพื่อตรงไปทางสแตนด์ของสีตัวเอง
"แด๊ดดี้" เสียงร้องทักขึ้น
ณรัชต์หันไปมองตามเสียงก็เห็นเชียร์ลีดเดอร์สีชมพูคนหนึ่งเดินมาทางพวกเขาหลังจากร้องทัก
'หืม มิสเตอร์มิลเลอร์นี่พ่อน้องบีน่าเหรอเนี่ย มิน่ารู้สึกเหมือนโครงหน้าคุ้น ๆ '
ฝรั่งข้างๆ ตัวเขา โบกมือทักทายลูกสาว
------------------------------------------
Name : ณรัชต์
Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 48,400 บาท
:ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท
: เงินสดในบัญชีธนาคาร 100,000 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล K จำนวน 60,000 หุ้น จากราคา14 บาท ราคาปัจจุบัน 14.5 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล M จำนวน 72,000 หุ้น จากราคา 15 บาท ราคาปัจจุบัน 16 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล N จำนวน 28,800 หุ้น จากราคา 28 บาท ราคาปัจจุบัน 29 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล R จำนวน 18,000 หุ้น จากราคา 56 บาท ราคาปัจจุบัน 72 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 48,400 + 850,000 + 100,000 + 870,000 + 1,152,000 + 835,200 + 1,296,000
= จาก 4,732,800 บาท ปัจจุบัน 5,151,600 บาท