จารึกที่ 260 : พายุลูกเห็บโลหิต : การผลิบานของเขตแดนเหมันต์พฤกษา
หากทิศทักษิณของแดนเนรเทศสูญญตาคือขุมนรกแห่งไฟบรรพกาลที่แผดเผาและหลอมละลายทุกสัจธรรม... ทิศอุดรของมิติปิดตายแห่งนี้ ย่อมเป็นขุมนรกแห่งความเยือกแข็งที่สามารถแช่แข็งได้แม้กระทั่งกาลเวลาและวิญญาณของผู้แสวงมรรค!
ภูมิประเทศในอาณาเขตแดนเหนือของแดนเนรเทศ แตกต่างจากผืนดินสีดำเกรียมในแดนใต้ฟากฟ้าอย่างสิ้นเชิง ที่นี่คือเทือกเขาน้ำแข็งที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ยอดเขาแต่ละลูกแหลมคมประหนึ่งทวนสวรรค์ที่ชี้หน้าท้าทายฟ้าดิน ทว่าผลึกน้ำแข็งเหล่านั้นมิได้เป็นสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะบนยอดเขาในโลกผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป แต่มันคือ 'น้ำแข็งสีโลหิต' ที่เกิดจากการควบแน่นของปราณมาร ความอาฆาตแค้น และโลหิตของสัตว์อสูรบรรพกาลที่ตกตายทับถมกันมานับหมื่นปี
พายุลมหนาวกรรโชกพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งตลอดเวลา เสียงลมหวีดหวิวประหนึ่งเสียงร่ำไห้ของภูตผี ทว่าสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าสีเทาอมแดงอันขุ่นมัว มิใช่เกล็ดหิมะที่งดงามหรือหยาดพิรุณโปรยปราย แต่มันคือ 'พายุลูกเห็บโลหิต'ขนาดเท่ากำปั้นมนุษย์!
ลูกเห็บแต่ละก้อนอัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งความตายและความหนาวเหน็บสุดขั้ว ทุกครั้งที่ลูกเห็บสีเลือดตกกระทบพื้น มันจะกระแทกจนเกิดหลุมลึกและทิ้งรอยแตกร้าวไว้บนศิลาน้ำแข็งที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า หากผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานหรือแม้แต่แก่นทองคำขั้นต้น หลงก้าวล่วงเข้ามาในอาณาเขตนี้เพียงก้าวเดียว ร่างกาย กายเนื้อ และปราณวิญญาณจะถูกความเย็นกัดกินจนแช่แข็ง และแตกสลายกลายเป็นผุยผงสีแดงในเสี้ยวลมหายใจ!
ท่ามกลางความเกรี้ยวกราดของพายุลูกเห็บโลหิตที่โหมกระหน่ำประหนึ่งสวรรค์กำลังลงทัณฑ์ เงาร่างสองสายกำลังก้าวเดินฝ่ามฤตยูด้วยความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ทุกย่างก้าวล้วนต้องจ่ายด้วยปราณวิญญาณและพลังใจที่เหนือมนุษย์
หลินชิงเสวี่ย สตรีผู้มีใบหน้างดงามและเย็นชาดุจเทพธิดาแห่งภูเขาหิมะ บัดนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางเต็มไปด้วยรอยฉีกขาดและคราบเลือดที่แข็งตัว ริมฝีปากที่เคยอวบอิ่มซีดเผือดจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ มือขวาของนางกำกระบี่เหมันต์ไว้แน่นจนข้อปูดขาว นางต้องรีดเค้นปราณเหมันต์บริสุทธิ์ในจุดตันเถียนออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างม่านพลังบางๆ ปัดเป่าและเบี่ยงเบนทิศทางของลูกเห็บโลหิตที่พุ่งเข้าใส่ประหนึ่งห่าธนูจากมัจจุราช
ข้างกายของนางคือ เย่ปิงอวิ๋น สตรีผู้ครอบครองวิถีแห่งพฤกษาและสายเลือดที่หยิ่งทะนงไม่แพ้กัน สภาพของเย่ปิงอวิ๋นในยามนี้ย่ำแย่ยิ่งกว่าศิษย์พี่ของนาง แม้สัจธรรมแห่งพฤกษาและน้ำแข็งจะมีความเกื้อหนุนกันในบางสภาวะ ทว่าในขุมนรกที่กฎเกณฑ์แห่งความหนาวเหน็บมุ่งเน้นไปที่การ 'ทำลายสัจธรรมการเติบโต' เช่นนี้ วิถีพฤกษาของนางย่อมถูกกดทับจนแทบจะเหี่ยวเฉา!
นางต้องฝืนใช้รากไม้วิญญาณที่เหลืออยู่ พันรอบแขนและขาของตนเองซอกซอนเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นชีพจรและเส้นเลือดไม่ให้หยุดเต้นจากการถูกแช่แข็ง
"แฮ่ก... แฮ่ก... ศิษย์พี่หลิน..." เย่ปิงอวิ๋นหอบหายใจ ไอเย็นสีขาวขุ่นพ่นออกจากปาก "ที่นี่มันนรกชัดๆ... กฎเกณฑ์แห่งความตายของพายุลูกเห็บนี้ มันมิได้แค่แช่แข็งกายเนื้อ แต่มันกำลังกัดกินวิญญาณพฤกษาของข้า... หากเราหา 'แก่นพฤกษาเหมันต์' ไม่พบภายในช่วงเวลาที่ก้านธูปมอดดับ... พวกเราคงต้องกลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งอยู่ที่นี่เป็นแน่"
หลินชิงเสวี่ยหยุดฝีเท้าอันหนักอึ้ง นางหรี่ตาลงมองฝ่าพายุสีเลือดเบื้องหน้า ดวงตาที่เคยสั่นคลอนด้วยความเหนื่อยล้า บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่และแข็งกร้าวประหนึ่งเหล็กกล้าที่ถูกตีขึ้นรูป
"ศิษย์น้องเย่... เจ้าจงถามใจตนเองดูเถิด ว่าพวกเราคือผู้ใด!" หลินชิงเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดทะลุเสียงพายุ "พวกเราคืออัจฉริยะแห่งขั้วอำนาจ คือสตรีผู้เย่อหยิ่งที่ก้าวเดินบนมรรคาด้วยสองเท้าของตนเอง! อาเจีย... บุรุษหน้าเงินผู้นั้น ยอมทนทรมานแสนสาหัส สลักกระดูกตนเองจนกลายเป็นคนครึ่งอสูร เพียงเพื่อไขว่คว้าพลังมาปกป้องพวกเราและแหกกฎเกณฑ์ของแดนเนรเทศ... แล้วพวกเราเล่า? จะยอมศิโรราบต่อพายุน้ำแข็งกิ๊กก๊อกนี่ แล้วกลายเป็นเพียงภาระที่คอยรั้งท้ายให้เขาต้องกังวลไปตลอดชีวิตงั้นหรือ?"
คำกล่าวของหลินชิงเสวี่ยแทงทะลุความหนาวเหน็บ เข้าไปบีบรัดหัวใจของเย่ปิงอวิ๋น ภาพแผ่นหลังที่ตั้งตระหง่านและท่อนแขนที่สลักอักขระมารของบุรุษชุดดำ ยังคงตราตรึงในห้วงสำนึกของพวกนาง
"ความตายและความกดดันเช่นนี้แหละ คือเตาหลอมที่ดีที่สุดสำหรับผู้แสวงมรรค!" หลินชิงเสวี่ยกล่าวต่อ น้ำเสียงของนางเยือกเย็นทว่าแฝงด้วยความดุดันที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น "ปราณเหมันต์ของข้า และวิญญาณพฤกษาของเจ้า... หากพวกเรายอมแพ้และถูกมันแช่แข็งจนแตกสลาย นั่นแปลว่าสัจธรรมในมรรคาของพวกเรามีค่าเพียงหยิบมือ! ทว่าหากพวกเราทำความเข้าใจและก้าวข้ามกฎเกณฑ์ของมันไปได้... พวกเราจะแข็งแกร่งพอที่จะยืนเคียงข้างเขากระทืบสวรรค์ได้อย่างภาคภูมิ โดยไม่ต้องหยิบยืมพลังของผู้ใด!"
เย่ปิงอวิ๋นเบิกตากว้าง ความหวาดกลัวต่อความหนาวเหน็บและกฎเกณฑ์แห่งความตาย ถูกไฟแห่งความมุ่งมั่นและทิฐิของยอดสตรีแผดเผาจนสิ้นเกลี้ยง นางกัดปลายลิ้นตนเองอย่างแรงจนโลหิตคาวคลุ้งไหลริน ความเจ็บปวดกระตุ้นให้สติสัมปชัญญะแจ่มใสขึ้นอย่างเฉียบพลัน
"ท่านกล่าวถูกต้องศิษย์พี่หลิน! ข้าจะไม่ยอมเป็นภาระให้ตาบ้าหน้าเงินนั่นมานั่งคิดบัญชีบุญคุณเด็ดขาด! ต่อให้สวรรค์ของแดนเนรเทศจะแช่แข็งข้า ข้าก็จะให้รากไม้ของข้าแทงทะลุนรกนี้ผลิบานขึ้นมาให้จงได้!"
ทว่า... ในวินาทีที่เจตจำนงของสองสตรีประสานกันเป็นหนึ่งเดียว กฎเกณฑ์ฟ้าดินในพายุลูกเห็บโลหิตก็พลันเกิดความวิปริตอย่างรุนแรง ราวกับมันสัมผัสได้ถึงความโอหังของผู้บุกรุก!
"ฮูมมมมมมมม!!!"
เสียงลมพายุที่เคยกรรโชก พลันเปลี่ยนเป็นเสียงหอนโหยหวนประหนึ่งภูตผีนับหมื่นตนนรกแตก! ลูกเห็บโลหิตนับล้านก้อนที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากฟ้า พลันหยุดชะงักแข็งค้างอยู่กลางอากาศธาตุอย่างผิดธรรมชาติ ก่อนที่พวกมันจะหมุนวนเข้าหากัน ก่อตัวเป็นพายุเกลียวสว่านขนาดยักษ์สามสาย ล้อมรอบหลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นไว้ทุกทิศทาง!
จากใจกลางพายุลูกเห็บโลหิตที่รวมตัวกัน ปรากฏเงาร่างมหึมาที่สูงตระหง่านถึงสิบห้าจั้ง! มันมิใช่สัตว์อสูรที่มีเลือดเนื้อและขนสัตว์ ทว่ามันคือ 'อสูรพฤกษาเหมันต์กลืนวิญญาณ' (吞魂冰木妖 - ทุนหุนปิงมู่เยา)
ร่างกายของมันก่อตัวขึ้นจากรากไม้สีดำสนิทขนาดมหึมา ที่ถูกเคลือบและแช่แข็งอยู่ในผลึกน้ำแข็งสีเลือด แขนทั้งสี่ข้างของมันคือกิ่งก้านศิลาที่แหลมคมดุจหอกสวรรค์ และบนลำต้นขนาดใหญ่ของมัน ปรากฏใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมานของวิญญาณผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนที่เคยถูกมันกลืนกิน สลักเสลาอยู่ราวกับภาพจำหลักแห่งฝันร้าย!
"อสูรบรรพกาลกึ่งวิญญาณแรกเริ่ม! และมันยังเป็นตัวตนที่ถือกำเนิดจากการผสานกฎเกณฑ์ระหว่างธาตุไม้และน้ำแข็งอย่างสมบูรณ์!" หลินชิงเสวี่ยกำกระบี่แน่น กลิ่นอายความตายที่มันแผ่ออกมากดทับจนม่านปราณเหมันต์ของนางเริ่มเกิดรอยร้าวแตกลายงา
"แก่นพฤกษาเหมันต์ที่พวกเราตามหา... อยู่ที่แกนกลางหน้าอกของมัน!" เย่ปิงอวิ๋นชี้ไปยังจุดกึ่งกลางลำต้นของอสูรร้าย ที่ซึ่งมีผลึกรูปหัวใจสีเขียวอมฟ้าส่องประกายวาววับทะลุชั้นน้ำแข็ง มันคือแหล่งพลังงานต้นกำเนิดที่หล่อเลี้ยงพายุลูกเห็บและกฎเกณฑ์แห่งความตายในอาณาบริเวณนี้!
"มนุษย์... มนุษย์ที่มีสัจธรรมหอมหวาน... วิญญาณของพวกเจ้า จะกลายเป็นปุ๋ยชั้นเลิศให้แก่รากของข้า..." เสียงแหบพร่าและเย็นเยียบประหนึ่งเสียงขูดของน้ำแข็ง ดังก้องเข้ามาในโสตประสาทของสองสตรี มันคือกระแสจิตที่อัดแน่นไปด้วยความตะกละตะกลามและกฎเกณฑ์แห่งการกลืนกิน!
"ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!"
อสูรพฤกษาเหมันต์กลืนวิญญาณไม่รอช้า มันตวัดแขนกิ่งไม้ทั้งสี่ข้างอย่างเกรี้ยวกราด ปลดปล่อย 'หอกน้ำแข็งสีเลือด'ขนาดยักษ์นับร้อยเล่ม พุ่งทะยานเข้าใส่พวกนางประหนึ่งห่าฝนดาวตกมรณะ! หอกแต่ละเล่มมิได้มีแค่ความแหลมคม แต่มันแฝงไปด้วยพิษเหมันต์บรรพกาลที่สามารถแช่แข็งเส้นชีพจรและเจตจำนงได้ในเสี้ยววินาที!
"ศิษย์น้อง! เตรียมรับมือ!" หลินชิงเสวี่ยตวาดลั่น นางไม่ถอยหนี ทว่าพุ่งทะยานสวนทางเข้าหาห่าฝนหอกน้ำแข็งด้วยความเด็ดเดี่ยว!
"กระบี่เหมันต์... ระบำหิมะตัดสัจธรรม!"
หลินชิงเสวี่ยร่ายรำกระบี่ด้วยท่วงท่าที่งดงามทว่าแฝงความตาย ปราณเหมันต์ในร่างถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด เปลี่ยนสภาพอากาศรอบกายให้กลายเป็น 'โดมหิมะหมุนวน' คมกระบี่ปะทะกับหอกน้ำแข็งสีเลือดดังกึกก้องประหนึ่งเสียงระฆังสวรรค์!
ทว่ากฎเกณฑ์น้ำแข็งของอสูรร้ายที่ก่อตัวในนรกภูมินั้น แข็งแกร่งและดุดันกว่าวิถีเหมันต์ในโลกมนุษย์ หอกน้ำแข็งโลหิตบางเล่มทะลวงฝ่าม่านหิมะของนางเข้ามาได้อย่างไร้ปรานี!
"ฉัวะ! ฉัวะ!"
หอกน้ำแข็งสีเลือดเฉี่ยวผ่านหัวไหล่และสีข้างของหลินชิงเสวี่ย โลหิตสีสดไหลซึมออกมา ทว่าพริบตาเดียว บาดแผลนั้นก็ถูกพิษเหมันต์บรรพกาลแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีดำ ลุกลามเตรียมแทรกซึมเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่!
"ศิษย์พี่หลิน!" เย่ปิงอวิ๋นใจหายวาบ นางกระแทกฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนพื้นศิลาน้ำแข็งสีเลือดอย่างรุนแรง เลือดจากฝ่ามือของนางซึมลึกลงสู่แกนโลก "ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเผชิญหน้ามันเพียงลำพัง! วิถีแห่งพฤกษาของข้า... แม้ต้องเผชิญหน้ากับนรกน้ำแข็ง ก็ต้องหยั่งรากและช่วงชิงความอยู่รอดให้จงได้!"
"รากวิญญาณทะลวงภพ... เถาวัลย์กลืนโลหิต!"
ตูมมม!
จากพื้นศิลาน้ำแข็งสีเลือดที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า รากไม้สีเขียวมรกตขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง! พวกมันมิได้อ่อนแอเหมือนพืชทั่วไป ทว่ามันผสานวิถีเต๋าของนาง ดูดซับ 'ความอาฆาต' ในดินแดนเนรเทศมาเป็นพลังขับเคลื่อน! รากไม้วิญญาณพุ่งดุจอสรพิษ เข้าพันธนาการรัดพันแขนกิ่งไม้ทั้งสี่ของอสูรพฤกษาเหมันต์ไว้ชั่วขณะ!
"โฮกกกก!" อสูรร้ายคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว มันออกแรงกระชากและปลดปล่อยคลื่นความเย็นเพียงชั่ววูบ รากไม้วิญญาณของเย่ปิงอวิ๋นก็เริ่มปริแตกและถูกแช่แข็งจนเปราะบาง!
"มันแข็งแกร่งเกินไป! ปราณของพวกเราในระดับแก่นทองคำขั้นกลาง ไม่อาจเจาะทะลวงเกราะน้ำแข็งกึ่งวิญญาณแรกเริ่มของมันได้ด้วยวิชาธรรมดา!" หลินชิงเสวี่ยถอยร่นกลับมายืนเคียงข้างเย่ปิงอวิ๋น ลมหายใจของนางเริ่มติดขัดจากพิษเหมันต์ที่กำลังแทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจรหลัก
ในห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง สติปัญญาและการตระหนักรู้ในมรรคาวิถีของสองยอดสตรี พลันพุ่งทะยานทะลุขีดจำกัด! พวกนางมิได้นึกถึงคำสอนของผู้ใด ทว่าพวกนางกำลังใช้ 'สัญชาตญาณแห่งธาตุ' ของตนเองไขปริศนาแห่งธรรมชาติ!
หลินชิงเสวี่ยจ้องมองเกล็ดน้ำแข็งบนแผลของตนเอง สลับกับรากไม้ของเย่ปิงอวิ๋นที่ถูกแช่แข็งจนแตกหัก ดวงตาสีเงินของนางพลันสาดประกายแห่งสัจธรรม!
‘เหมันต์... มิใช่เพียงความหนาวเหน็บที่มุ่งทำลายล้าง ทว่าแก่นแท้ของมันคือ 'ความสงบนิ่งสัมบูรณ์' คือการแช่แข็งกาลเวลาและรักษาสภาพทุกสรรพสิ่งมิให้เสื่อมสลาย...’ หลินชิงเสวี่ยรำพึงในใจ
ในขณะเดียวกัน เย่ปิงอวิ๋นที่กำลังรีดเค้นวิญญาณพฤกษา ก็เกิดการบรรลุธรรมในวิถีของตนเองเช่นกัน!
‘พฤกษา... มิใช่เพียงการเจริญเติบโตที่อ่อนแอ ทว่ามันคือ 'ความทรหดอดทน' มันคือโครงสร้างและรากฐานที่สามารถชอนไชไปได้ทุกที่ แม้ในซอกหินที่ไร้แสงแดด...’
สองสตรีหันมาสบตากัน ในเสี้ยววินาทีนั้น ดวงวิญญาณของพวกนางสื่อสารกันด้วยความเข้าใจในธาตุอย่างลึกซึ้ง!
"ศิษย์น้องเย่!" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงดุดัน "ความเย็นของข้าเพียงอย่างเดียว ไม่อาจต้านทานสภาพแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่กว่าได้ เพราะมันไร้ซึ่ง 'โครงสร้าง' ที่จะยึดเหนี่ยว!"
"และรากไม้ของข้าเพียงอย่างเดียว ก็ไม่อาจเติบโตได้หากปราศจาก 'ปราการ' ที่คอยปกป้องมันจากการกัดกินของพายุ!" เย่ปิงอวิ๋นต่อบทด้วยดวงตาที่ลุกโชน "หากรากไม้ของข้า... กลายเป็นโครงสร้างรากฐานแห่งฟ้าดิน!"
"และปราณเหมันต์ของข้า... แช่แข็งรากไม้นั้น เพื่อเปลี่ยนมันเป็นกำแพงสัจธรรมที่ไม่มีวันถูกทำลาย!" หลินชิงเสวี่ยประสานเสียง
"พวกเราจะสร้างวัฏจักรแห่งธาตุของเราเอง! สร้าง 'เขตแดน' ที่ตัดขาดกฎเกณฑ์ของแดนเนรเทศออกไปอย่างสิ้นเชิง!"
ความตระหนักรู้ที่เกิดจากการพึ่งพาอาศัยกันของสัจธรรมธรรมชาติ นำพาสองสตรีไปสู่จุดสูงสุดของวิชาที่พวกนางคิดค้นขึ้นเองในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย! เย่ปิงอวิ๋นกัดฟันดึงเอา 'แก่นวิญญาณพฤกษา' ทั้งหมดในจุดตันเถียนออกมาเป็นพลังงานหลัก ขณะที่หลินชิงเสวี่ยปลดปล่อย 'เจตจำนงเหมันต์บริสุทธิ์' จนหมดสิ้น!
ทั้งสองสตรีประทับฝ่ามือเข้าหากันกลางอากาศธาตุ! ปราณสองขั้วที่แตกต่างทว่าเติมเต็มซึ่งกันและกัน หลอมรวมเป็นหนึ่ง!
"มรรคาวิถีผสานแห่งธรรมชาติ... มหาเขตแดนเหมันต์พฤกษานิรันดร์ (永恒冰木领域 - หย่งเหิงปิงมู่หลิ่งอวี้)!"
ซูมมมมมมมม!!!
พริบตานั้น ปราณพฤกษาและปราณเหมันต์ที่ไร้ขีดจำกัด พลันระเบิดออกจากร่างของสองสตรีประหนึ่งการถือกำเนิดของโลกใบใหม่!
รากไม้วิญญาณของเย่ปิงอวิ๋นพุ่งทะยานออกไปในรัศมีร้อยจั้ง ถักทอสอดประสานกันด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน ก่อตัวเป็น 'โครงสร้างโดมรากไม้' ขนาดยักษ์ ครอบคลุมร่างของพวกนางและอสูรพฤกษาเหมันต์ไว้ภายในโอบล้อม!
และในเสี้ยววินาทีแห่งความสมบูรณ์แบบ หลินชิงเสวี่ยได้ปลดปล่อยความเยือกแข็งสัมบูรณ์ เข้าเคลือบโครงข่ายรากไม้ทั้งหมด! รากไม้สีเขียวที่เคยเปราะบาง พลันแปรสภาพเป็นผลึกน้ำแข็งเพชรที่ส่องประกายเจิดจรัส แข็งแกร่งยิ่งกว่าศัสตราใดๆ ในโลกหล้า! มันมิใช่การแช่แข็งเพื่อทำลาย แต่มันคือการแช่แข็งเพื่อ 'คงกระพัน'!
ภายในมหาเขตแดนที่พวกนางสร้างขึ้น กฎเกณฑ์ฟ้าดินของแดนเนรเทศสูญญตาถูกตัดขาดออกไปอย่างสิ้นเชิง! พายุลูกเห็บโลหิตที่เคยโหมกระหน่ำ ไม่อาจตกลงมาภายในโดมน้ำแข็งเพชรนี้ได้อีกต่อไป! สัจธรรมเดียวที่ดำรงอยู่ภายในและคอยบดขยี้สรรพสิ่ง คือ 'ความเยือกแข็ง' ของหลินชิงเสวี่ย และ 'ความทรหด' ของเย่ปิงอวิ๋น!
"นี่มัน... เขตแดน? มดปลวกระดับแก่นทองคำ... ตระหนักรู้สัจธรรมจนสร้างอาณาเขตสวรรค์ของตนเองได้อย่างไร!" อสูรพฤกษาเหมันต์กลืนวิญญาณชะงักงันด้วยความหวาดกลัว! มันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า กฎเกณฑ์ความตายและความเย็นของมัน กำลังถูกความหนาวเหน็บที่สูงส่งกว่าภายในเขตแดนนี้ 'กลืนกินและข่มเหง'!
"เพราะพวกเรา... คือยอดคนผู้ลิขิตมรรคาด้วยตนเอง!" หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นตวาดก้องพร้อมกัน!
ทว่า การฝืนสร้างมหาเขตแดนระดับสวรรค์ด้วยพลังเพียงแก่นทองคำ ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนอันแสนสาหัส! โลหิตไหลทะลักออกจากเจ็ดทวารของสองสตรี เส้นชีพจรในร่างของพวกนางเริ่มปริแตกจากการบีบอัดของพลังงานที่เกินขีดจำกัด!
"ต้องเผด็จศึกในกระบวนท่าเดียว! ก่อนที่เขตแดนจะบดขยี้พวกเราเอง!" หลินชิงเสวี่ยกัดฟันกรอด
เย่ปิงอวิ๋นรับภาระอันหนักอึ้ง นางเปลี่ยนการควบคุมโครงสร้างเขตแดนทั้งหมดมาไว้ที่ตนเองเพียงผู้เดียว ยอมกระอักเลือดคำโตเพื่อเปิดทางให้ศิษย์พี่ "ศิษย์พี่หลิน! ข้าจะตรึงมันไว้ด้วยรากฐานทั้งหมด! รวบรวมสัจธรรมของท่าน... สังหารมันซะ!"
เย่ปิงอวิ๋นรีดเค้นวิญญาณถึงขีดสุด บังคับ 'เถาวัลย์น้ำแข็งเพชร' นับหมื่นเส้นจากพื้นเขตแดน พุ่งเข้าพันธนาการร่างมหึมาของอสูรร้ายอย่างแน่นหนาจนมิดชิด! แม้มันจะพยายามดิ้นรนและระเบิดพลังกึ่งวิญญาณแรกเริ่มทำลายเถาวัลย์ ทว่าเถาวัลย์ที่มีความทรหดของพฤกษาและความแข็งของเหมันต์ เมื่อถูกตัดขาด มันกลับงอกใหม่และแช่แข็งร่างของมันรวดเร็วยิ่งกว่าเดิมเป็นสิบเท่า! นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของการผสานสัจธรรม!
"โฮกกกก! ปล่อยข้า!" อสูรบรรพกาลดิ้นทุรนทุรายอย่างสิ้นหวัง
หลินชิงเสวี่ยอาศัยจังหวะนั้น ลอยตัวขึ้นสู่จุดศูนย์กลางอันสูงสุดของมหาเขตแดน นางหลับตาลง ละทิ้งความเจ็บปวดทางกายเนื้อ ละทิ้งความหวาดกลัวต่อความตาย... นางดึงเอากฎเกณฑ์ความเยือกแข็งทั้งหมดในเขตแดน มาควบแน่นไว้ที่ปลายกระบี่ในมือเพียงจุดเดียว!
"ในเมื่ออาณาเขตนี้คือโลกของพวกเรา... อาวุธที่คมกริบที่สุด... ย่อมต้องเป็นสัจธรรมที่ลบล้างกาลเวลา!"
กระบี่เหมันต์ในมือของหลินชิงเสวี่ยเปล่งแสงสว่างวาบเจิดจ้าประหนึ่งดวงจันทร์สีเงินที่ทอแสงกลางนรกภูมิ ไอปราณแก่นทองคำขั้นกลางของนาง บัดนี้ได้ทะลวงผ่านกำแพงขีดจำกัดด้วยความตระหนักรู้! กฎเกณฑ์แห่งความเย็นถูกบีบอัด ควบแน่นจนมิติรอบปลายกระบี่เกิดรอยแตกร้าว!
"กระบี่เดียว... แช่แข็งวัฏจักร... เหมันต์ทะลวงวิญญาณ!"
ฟิ้ววววววววววว!!!
หลินชิงเสวี่ยพุ่งทะยานดิ่งพสุธาลงมาดุจดาวตกสีเงินที่เย็นเยียบที่สุดในสามภพ! ความเร็วของนางฉีกกระชากอากาศธาตุภายในเขตแดน รังสีกระบี่ที่ควบแน่นจนเหลือเพียงเส้นด้ายสีเงินบางเฉียบ พุ่งทะลวงเข้าหาแกนกลางหน้าอกของอสูรพฤกษาเหมันต์อย่างไร้สรรพเสียง!
อสูรบรรพกาลเบิกตากว้างด้วยความหวาดหวั่นถึงขีดสุด มันพยายามกางม่านพลังน้ำแข็งโลหิตขึ้นมาป้องกันชั้นแล้วชั้นเล่า รวบรวมสรรพกำลังเฮือกสุดท้าย ทว่า...
"เปร๊ง! เปร๊ง! เปร๊ง!"
ม่านป้องกันระดับกึ่งวิญญาณแรกเริ่ม ถูกรังสีกระบี่เส้นด้ายสีเงินทะลวงผ่านและบดขยี้ไปอย่างง่ายดายประหนึ่งแทงทะลุแผ่นกระดาษ! อำนาจของการตระหนักรู้ในสัจธรรมเดี่ยว ภายใต้การยกระดับของมหาเขตแดน ทำให้พลานุภาพของกระบี่นี้ ก้าวล่วงและตัดผ่านกฎเกณฑ์ทุกประการ!
"ฉึกกก!"
รังสีกระบี่เหมันต์แทงทะลุแกนกลางหน้าอกของอสูรพฤกษาเหมันต์กลืนวิญญาณ! ปลายกระบี่เสียบทะลุฝังลึกเข้าไปใน 'แก่นพฤกษาเหมันต์' สีเขียวอมฟ้าอย่างแม่นยำไร้ที่ติ!
พริบตานั้น ปราณเหมันต์บริสุทธิ์ที่อัดแน่นด้วยสัจธรรมของหลินชิงเสวี่ย พลันระเบิดออก 'ภายใน' ร่างของอสูรร้าย!
"ม่ายยยยยยยย!"
เสียงกระแสจิตกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับหมื่นที่ถูกกักขังดังกึกก้องสะท้าน! ร่างมหึมาของอสูรบรรพกาลเริ่มถูกความเย็นที่เหนือกว่าแช่แข็งจากภายในสู่ภายนอก ผลึกน้ำแข็งสีเลือดของมันถูกลบล้างและแทนที่ด้วยผลึกน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์ ก่อนที่โครงสร้างร่างกายทั้งหมดของมันจะเกิดรอยแตกร้าวอย่างรุนแรง...
"เพล้งงงงงงงงงงงงง!!!"
ร่างของอสูรพฤกษาเหมันต์กลืนวิญญาณ ระเบิดออกเป็นละอองผลึกน้ำแข็งนับล้านชิ้น ร่วงหล่นลงมากระทบพื้นประหนึ่งห่าฝนดาวตกสีขาวบริสุทธิ์! สิ้นสภาพการดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์แบบ!
พร้อมกับการดับสูญของอสูรร้าย มหาเขตแดนเหมันต์พฤกษาที่ฝืนสร้างก็สูญเสียพลังงานค้ำจุนและพังทลายลงในทันที หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นที่หมดสิ้นเรี่ยวแรง ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินศิลาอย่างรุนแรง ทั้งสองกระอักเลือดคำโต ทว่าในมือของหลินชิงเสวี่ย กลับกำ 'แก่นพฤกษาเหมันต์' ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ไว้แน่น
"แฮ่ก... แฮ่ก... พวกเรา... ทำได้แล้ว... ด้วยวิถีของพวกเราเอง..." หลินชิงเสวี่ยหอบหายใจ รอยยิ้มงดงามที่แฝงด้วยความภาคภูมิใจประดับบนริมฝีปากที่ซีดเซียว
ทว่า ในวินาทีที่พวกนางกำลังจะหมดสติ ไอปราณบริสุทธิ์มหาศาลจากแก่นพฤกษาเหมันต์ในมือ และพลังงานสัจธรรมที่ปลดปล่อยออกมาระหว่างที่เขตแดนพังทลาย พลันไหลทะลักย้อนกลับเข้าสู่จุดตันเถียนของพวกนางประหนึ่งกระแสน้ำป่า!
สัจธรรมแห่งมรรคาทำงานอย่างเที่ยงตรง... เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรเฉียดตาย ตระหนักรู้สัจธรรมด้วยตนเอง และทะลวงขีดจำกัด ย่อมได้รับผลตอบแทนจากฟ้าดินที่ยิ่งใหญ่เสมอ!
"ครืนนนน!"
จุดตันเถียนของสองยอดสตรีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ปราณเหมันต์และวิญญาณพฤกษาของพวกนางเกิดการควบแน่น ยกระดับความบริสุทธิ์ และขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง! อาการบาดเจ็บและเส้นชีพจรที่ฉีกขาด ถูกสมานและสร้างใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยความเร็วที่ตามองเห็น กลิ่นอายของพวกนางพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่อาจหยุดยั้ง!
ทะลวง! แก่นทองคำขั้นปลาย!
ยังไม่หยุด! พลังงานยังคงปะทุ! ทะลวง! แก่นทองคำขั้นสมบูรณ์!
ลำแสงสว่างจ้าสีขาวบริสุทธิ์และสีเขียวมรกต พุ่งทะยานแหวกพายุลูกเห็บโลหิตขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทาอมแดง ประกาศการถือกำเนิดของสองยอดสตรีผู้ก้าวสู่จุดสูงสุดของระดับแก่นทองคำ ด้วยมรรคาวิถีที่พวกนางประจักษ์แจ้งด้วยตนเองอย่างแท้จริง!
"ฟุ่บ!"
ขณะที่ลำแสงแห่งการทะลวงขั้นค่อยๆ จางลง มิติอากาศเบื้องหน้าพวกนางพลันถูกบิดเบือนและฉีกกระชาก เงาร่างในเสื้อคลุมสีดำที่แผ่กลิ่นอายความว่างเปล่า ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติด้วยท่วงท่าอหังการ พร้อมกับพยนต์เทวะร่างยักษ์สีทองที่เดินตามหลังมาติดๆ
อาเจียยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาสีเงินยวงกวาดมองสภาพสมรภูมิที่เต็มไปด้วยซากละอองน้ำแข็ง และกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดของสตรีทั้งสอง รอยยิ้มกักขฬะทว่าแฝงด้วยความพึงพอใจและภาคภูมิใจ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของบุรุษหน้าเงิน
"เขตแดนที่ยอดเยี่ยม... สัจธรรมที่เด็ดขาด... และการทะลวงขั้นที่สมบูรณ์แบบ..." อาเจียหัวเราะในลำคอด้วยความชอบใจ "ฮ่าฮ่าฮ่า! เห็นหรือไม่เล่า! ข้าเคยบอกแล้วว่านรกภูมิแห่งนี้ มิใช่ที่ตาย แต่เป็นขุมสมบัติที่รอให้พวกเรามาปอกลอก! พวกเจ้าดึงสัจธรรมของตนเองออกมาได้สุดยอดมาก... สมกับเป็นอิสตรีของข้า! กำไรบานเบอะจริงๆ!"
คำชมที่มาพร้อมกับความหน้าเงิน โอหัง และขี้ตู่เอาพวกนางเป็นสมบัติของตนเอง ทำเอาหลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นที่เพิ่งฟื้นฟูพลังเสร็จถึงกับกลอกตาบนด้วยความหมั่นไส้ ทว่าลึกๆ ในใจของพวกนางกลับรู้สึกอบอุ่นและโล่งอกอย่างประหลาดที่ได้เห็นหน้าเขาอีกครั้ง
"ใครเป็นสตรีของท่านกัน? หน้าไม่อาย! พวกข้าบรรลุธรรมด้วยตนเองย่ะ!" หลินชิงเสวี่ยแค่นเสียงเย็นชา ทว่าใบหน้างดงามของนางกลับมีริ้วสีแดงระเรื่อพาดผ่านอย่างห้ามไม่อยู่
"แก่นพฤกษาเหมันต์อยู่นี่... รีบเอาไปซะจอมงก!" เย่ปิงอวิ๋นโยนผลึกพลังงานล้ำค่าไปให้อาเจียโดยไม่เสียดาย "รีบเอาไปสร้างเรือพยนต์บ้าบอของท่านให้เสร็จเสียที ข้าเบื่อที่จะต้องมาทนหนาวอยู่ในดงน้ำแข็งสีเลือดนี่เต็มทนแล้ว!"
อาเจียรับแก่นพลังงานระดับตำนานมาไว้ในมือ ดวงตาสีเงินยวงสาดประกายวิบวับประหนึ่งเห็นขุนเขาทองคำ "เจ้าสัว! วัสดุหลักชิ้นสุดท้ายครบแล้ว! กลับไปที่ฐานลับในโลกใบเล็ก! พวกเราจะประกอบ 'มหาราชรถแห่งสูญตา' และเตรียมตัวฉีกกระชากมิตินรกนี่... กลับไปคิดบัญชีทบต้นทบดอกกับพวกวิหารศัสตราสวรรค์เสียที!"
"รับทราบขอรับนายท่าน! เตาหลอมวิญญาณและระบบกลวิธานของข้า พร้อมที่จะแล่นบดขยี้และหลอมละลายทุกสัจธรรมของพวกที่ติดหนี้เราแล้ว!" เจ้าสัวส่งกระแสจิตกู่ก้องด้วยความคึกคะนอง
การหล่อหลอมอันแสนโหดร้ายในแดนเนรเทศสูญญตาของคณะวิปลาสได้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุด บัดนี้ ทุกคนได้ก้าวข้ามขีดจำกัด ทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ด้วยมรรคาวิถีของตนเองกันถ้วนหน้า!
การเตรียมความพร้อมเพื่อการหวนคืนได้เสร็จสิ้นลงแล้ว การปรากฏตัวของพวกเขาบนโลกผู้แสวงมรรคในก้าวต่อไป... จะต้องสร้างความพินาศและความสั่นสะเทือนไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าอย่างแน่นอน! มหากาพย์แห่งการทวงแค้นและการไล่ล่าความมั่งคั่งที่แท้จริง... กำลังจะเปิดฉากขึ้น!