“หึ” ฟานอวี้ถงอ้าปากรับความนุ่มนั้น “ไร้ยางอาย”
ผู้ถูกต่อว่ายิ้มหวาน “ข้าไร้ยางอายแค่กับท่านเจ้าค่ะ”
ตาคมมองสตรีตัวน้อยดวงตาหวานเชื่อม ใจอดยอมรับไม่ได้ว่านับวันนางยิ่งทำตัวน่ารักต่อเขาขึ้นเรื่อยๆ ‘ไร้ยางอายแค่กับเขา...มันก็ถูกของนาง’
“พรุ่งนี้เราจะเข้าวังกี่โมงเจ้าคะ” ชิงเซียนถาม
“ยามซื่อ” ตอบเพียงเท่านั้นแน่นอนว่าบ่าวทั้งสองต้องได้ยิน ต่างคนก็ต่างทานของตนเองไป มีบ้างที่ชิงเซียนคีบอาหารป้อน มีบ้างที่นางบ่นว่าอิ่มแล้วนั่งกอดแขนเขาเป็นพักๆ ก่อนจะเริ่มทานต่อ ซึ่งเขาเองมิได้บ่น ทำเพียงแค่มองความสุขของนางเท่านั้น จนเห็นรถม้าสองคันของตนตรงปากทางเข้า เขาหยิบป้ายผ่านทางส่งให้เอ้อถงลงไปจัดการ ก่อนรถม้าสองคันจะจอดลงตรงที่ว่างฝั่งตรงข้ามของโรงเตี๊ยมแล้วผู้ติดตามที่เหลืออีกสี่คนก็ขึ้นมาบนชั้นสองเพื่อรับอาหาร เสียงพูดคุยของเหล่าบุรุษอดีตองครักษ์ไม่ดังมากนัก จวบจนสองชั่วยามผ่านไป บุรุษทั้งเจ็ดคนและสตรีงดงามอีกหนึ่งคนที่กอดแขนบุรุษรูปงามด้านหน้าสุดก็พากันเดินทางกลับบ้าน (ซึ่งก็คือร้านหมอดู)
๑---------------------๑
คืนนั้น:ตรงลานด้านหลัง
“พรุ่งนี้ให้เอ้อถงกับอู่ถงอยู่เฝ้าบ้าน” ฟานอวี้ถงนั่งบนเก้าอี้โดยมีชิงเซียนนั่งแนบชิดกอดแขนเขาอยู่ “ที่เหลืออีกสี่คนให้ตามข้าเข้าวัง”
“ขอรับ” อีถงตอบรับ
เอ้อถงผู้อยากแข็งแกร่งมิได้คัดค้านในเรื่องเข้าวัง แต่เขายกมือขึ้นเพื่อถาม…เรื่องสำคัญ “นายท่านฟาน”
“ว่าอย่างไร” ตอบรับและมองสตรีข้างกายที่ผละจากแขนเขาและถักทอเส้นไหมอะไรบางอย่างที่นางไปพบเข้าตอนขากลับจากโรงเตี๊ยม
“ท่านและฮูหยินเป็นคนจากเผ่ามาร”
คำถามนั้นเรียกสายตาสองคู่ของนายท่านและฮูหยินได้ดี แต่เอ้อถงไม่ได้หวาดกลัว “อายุขัยนั้นไม่สามารถคาดเดาได้ ตัวข้านั้นไร้ญาติและชีวิตนี้เป็นท่านที่ช่วยเหลือ จะเป็นไปได้หรือไม่ขอรับที่ข้านั้นอยากจะติดตามท่านไปจนกว่าท่านจะสิ้นอายุไข”
ฟานอวี้ถงมองเอ้อถงและอดีตองครักษ์ของรัชทายาแต่กลับแปรพักตร์มาจงรักภักดีติดตามเขาทุกคน ไม่มีใครหลบตา? “ความหมายของเจ้าคืออยากเป็นคนในเผ่ามารเช่นข้า?”
“ขอรับ” เอ้อถงรับอย่างไม่ลังเล
“แล้วคนที่เหลือเล่า”
อีถงผู้เป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มก้าวออกมาด้านหน้า “พวกเราทุกคนต้องการเช่นนั้นขอรับ”
ชิงเซียนละมือจากการถักไหมพรม รอฟังคำตอบจากฟานอวี้ถงเช่นกัน หากคนธรรมดาเลือกที่จะเป็นมารได้ เช่นนั้นหากมารจะเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาก็ย่อมได้ ‘นางคิด แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะเปลี่ยน’ เพราะหลังจากที่คิดอยู่ทุกวันความตายนั้นหาใช่เรื่องที่นางพึงประสงค์อีกแล้ว
เมื่อเห็นนายท่านส่ายหน้าราวกับว่ามันไม่สามารถทำได้ ผู้ติดตามทั้งหกจึงได้แต่ก้มหน้าอย่างยอมรับ เกิด แก่ เจ็บ ตายมันคือเรื่องธรรมดาเพียงแต่ว่าที่ทั้งหกคนได้รู้และอยากร่วมอยู่ช่วยนั่นคือ ‘นายท่านจะมีบุตรร้อยคน!’
“ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
ขวับ!!! ทุกสายตาจับจ้องอย่างมีความหวัง
“ทำได้แต่ข้าไม่คิดว่าพวกเจ้าจะอยากเป็นมาร เกิด แก่ เจ็บ ตายมีสิ่งใดไม่ดีรึจึงอยากเป็นเหมือนข้า”
“เราแค่อยากติดตามนายท่านและอยู่เลี้ยงดูคุณหนู คุณชายให้เท่านั้นขอรับ” อู่ถงละเว้นคำว่า บุตรหนึ่งร้อยคน ไม่ให้ว่าที่ฮูหยินได้ทราบ มิเช่นนั้นการพูดคุยจะจบทันทีเหลือเพียงนายท่านและว่าที่ฮูหยินแง่งอนใส่กัน
“เช่นนั้นก็ตามใจ วิธีที่จะเปลี่ยนพวกเจ้าให้เป็นมารนั้นไม่ยากแค่รอจนฟ้าเปิดและท่านจอมมารออกมาจากการบำเพ็ญเพียร ข้าจะขึ้นเขา” มองไปยังทิศทางที่มีหมอกปกคลุมจนเห็นเพียงตีนเขาจากที่ไกลๆ “แค่พวกเจ้าตามข้าขึ้นไปได้ ข้าจะบอกอีกครั้งว่าต้องทำยังไง”
“แค่ตามขึ้นเขารึขอรับ” ซานถงผู้แสนฉลาดเริ่มคิดทันที ‘เหตุใดนายท่านจึงกล่าวว่า หากตามขึ้นเขาไปได้?’ แสดงว่ามันต้องมีสิ่งใดรออยู่บนนั้น
“อืม แค่ขึ้นให้ได้ เท่านั้น”
ทั้งหกคนรับรู้ได้ในทันทีว่ามันไม่ปกติ…อันตรายรออยู่ นั่นคือสิ่งที่คิด
ในห้องนอน
“แล้วถ้าหากข้าอยากกลับไปเป็นคนปกติธรรมดาเล่าเจ้าคะ”
“ไม่ได้ ขนาดเจ้าเวียนว่ายตายเกิด ยังกลับมาอยู่ในจุดเดิมและนั่นคือการชดใช้ความผิดหาได้เกี่ยวข้องไม่” อีกอย่างที่สำคัญคือนางเป็นถึงลูกสาวของจอมมาร ถ้านางเลือกที่จะทำ นางจะไม่มีโอกาสได้กลับมาเกิดใหม่อีกเลย
“เช่นนั้นก็มิเป็นไรเจ้าค่ะ” ไม่เจ็บ ไม่แก่ ไม่ตาย…งึมๆๆ ง่วง
หนึ่งบุรุษรูปงามดับไฟทันทีที่นางหลับไปก่อน เช่นนี้ก็ช่วยเขาได้มากกว่าครึ่งในการต้องข่มใจไม่ทำอะไรนางในขณะที่ร่างกายยังไม่พร้อม ตาคมมองฝ่าความมืด เห็นเงาผู้ติดตามวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเขาเองไม่คิดเลยว่าผู้ติดตามทั้งหกคนจะตัดสินใจเช่นนี้ สิ่งที่ควรจะกังวลครั้งต่อไปคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนรอดชีวิตจากการขึ้นเขา หุบเขาจอมมาร มิใช่ว่ามิมีคนรู้จักแต่คนรู้จักที่ว่าและอาสาก้าวเข้าไปเหยียบย่างล้วนตายหมดทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่มิใช่ว่ามิเคยมีใครรอด ‘ไว้ถึงตอนนั้นค่่อยว่ากันอีกที’
๑---------------------๑
วันต่อในยามซื่อ
ชิงเซียนในชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนละมือจากงานถักไหมพรม ‘ใช่แล้ว!! นางจะถักผ้าพันคอให้เขา’ เพื่อเอาไว้ใช้ในหน้าหนาว (กว่านี้) ทำของเขาเสร็จแล้วนางก็จะทำของตนเองต่อ งานฝีมือเย็บปักถักร้อยเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับนาง ย้อนไปถึงเมื่อวานระหว่างเดินลงมาจากโรงเตี๊ยม นางเจอร้านของใช้สารพัดชนิดที่ดึงดูดด้วยของแปลกใหม่หน้าร้านอย่าง แว่นตา!! ใช่แล้วมันคือแว่นตาที่ในแคว้นไม่เคยมีและนางคิดว่าใครในที่นี้คงไม่รู้จักมัน นางเดินเข้าไปสอบถามจึงรู้ว่าร้านนี้รับของจากต่างแดนมาขาย ขายได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะคนส่วนใหญ่ใช้งานไม่เป็น นางลากฟานอวี้ถงเข้าไปด้านในเพื่อจ่ายเบี้ยและเจอเข้ากับอุปกรณ์ถักไหมพรม…รวมถึงเส้นไหมหลากสีมากมาย จึงเหมามันมาทั้งหมดโดยที่ฟานอวี้ถงของนางก็มิได้คัดค้านอะไร เขาทำเพียงจ่ายเบี้ยแล้วให้ซื่อถงหิ้วขึ้นรถม้า ‘ว่าที่สามีนางช่างน่ารักจริงๆ’
“ไปกันเถอะ” เขาเอ่ยขึ้นมาแต่ยังรอนางละมือจากกล่องไหมพรม นางบอกว่าจะถักผ้าพันคอให้ ‘มันคือสิ่งใด? เขาไม่ได้ถาม’ รู้แค่ว่ามันกันหนาวได้และนางชอบที่จะทำ ซึ่งเขาล้วนตามใจนาง “รู้ใช่หรือไม่ว่าเข้าวังหลวงในครั้งนี้เจ้าจะพบกับอะไรบ้าง” ฟานอวี้ถงหมายถึงเรื่องตรงที่ว่างกลางวังหลวงและมิได้หมายถึงเรื่องในคืนนั้น คืนที่ชิงเซียนถูกจับตัวไป ‘ดีจริงๆ ที่ตอนนั้นนางหลับลึกจนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง นางรู้แค่เพียงว่าตื่นนอนบนเตียงของเขาแต่ผ้าห่มคลุมกายนั้นมิใช่ผืนเดิมซึ่งข้ออ้างของฟานอวี้ถงคือเขาเปลี่ยนมันตอนที่นางหลับ...แค่นั้นที่ชิงเซียนรู้’ “เข้าวังครั้งนี้เจ้าอาจจะเห็นเลือด หากไม่ชอบใจ จะอยู่บ้านก็ได้ข้าไม่ว่า”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ”