องค์หญิงซานยี่ทรงปรากฏตัวอยู่ในอีกมิติหนึ่ง พระองค์ทรงพบว่าที่นี่ก็คือแคว้นเยี่ย แต่เหล่าบรรดาทหารและนางกำนัลที่พระองค์ทรงเคยพบ กลับพากันดูอ่อนเยาว์กว่าเดิมมาก
พระองค์พยายามสอบถามนางกำนัลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพิธีแลกวิญญาณ “นี่เจ้า….”
นอกจากนางกำนัลจะไม่ยอมพูดกับองค์หญิงแล้ว ยังเดินทะลุผ่านตัวองค์หญิงเหมือนพระองค์ไม่มีตัวตนอีกด้วย
“มันเกิดอะไรขึ้น นี่เราเป็นเพียงวิญญาณอย่างนั้นหรือ” องค์หญิงทรงเห็นว่าไม่มีใครมองเห็นพระองค์เลยสักนิด ดังนั้นพระองค์ก็เลยเสด็จไปในที่ต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวสิ่งใดทั้งสิ้น
และแล้วองค์หญิงก็ทรงทอดพระเนตรเห็นท่านอ๋องในวัยแรกรุ่นกำลังเสด็จเคียงคู่กับหญิงสาวหน้าตาสะสวยอย่างสนิทสนม ทรงตรัสว่า “หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นพระชายาของท่านอ๋อง นางงดงามจริงๆ สมแล้วที่ท่านอ๋องทรงรักมาก ขนาดถึงขั้นปลุกให้คืนชีพ”
“เปล่า นางไม่ใช่ชายาของข้า แค่หน้าเหมือนเท่านั้น”
“ทะ..ท่านอ๋อง นี่พระองค์ทรงเห็นหม่อมฉันด้วยหรือเพคะ ละ..แล้วเหตุใดถึงมีท่านอ๋องสองพระองค์ แต่ท่านอ๋องด้านโน้นทรงอ่อนเยาว์กว่าพระองค์มากนัก” องค์หญิงทรงไม่เข้าพระทัย
“ที่นี่น่าจะเป็นอดีตของข้าเมื่อสิบปีที่แล้ว ข้ากับเจ้าคงหลงเข้ามาในมิติอดีตเพราะพิษของพ่อหมอ ตอนนี้พวกเราเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น จึงไม่มีใครเห็นพวกเรา และพวกเราก็ไม่สามารถสัมผัสสิ่งใดได้” ท่านอ๋องทรงอธิบาย
“เหตุใดพระองค์ถึงทรงถูกพิษเหมือนหม่อมฉันเพคะ” องค์หญิงทรงไม่เข้าพระทัยอีก
“ข้าโดนพ่อหมอทรยศ มันแอบวางยาพิษข้าเพื่อหวังครองราชย์ เจ็บใจนัก ข้าไม่น่าไว้วางใจมันเลย” ท่านอ๋องตรัสด้วยความโกรธ
“งั้นพวกเรามาช่วยกันหาทางออกจากมิตินี้ดีกว่าเพคะ” องค์หญิงทรงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ข้าเองก็เดินหาทางออกแล้ว แต่ไม่เห็นมีเลย” ท่านอ๋องตรัส
“เอ่อ หากพระองค์บอกว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่พระชายา เหตุใดพระองค์ถึงทรงจุมพิตกับนางแบบนั้นล่ะเพคะ” องค์หญิงทรงชี้ไปที่สวนอุทยานตรงบริเวณที่ท่านอ๋องในอดีตทรงยืนจูบกับหญิงสาวอย่างรักใคร่
“นางคือพี่สาวฝาแฝดของพระชายาข้า สมัยก่อนข้ารักนางมาก แต่นางทรยศข้าไปมีชู้ และข้าก็สั่งประหารชู้คนนั้นไปแล้ว รวมทั้งขับนางออกจากพระราชสำนัก ข้าไม่อยากเล่าต่อแล้ว ในเมื่อพวกเรายังหาทางออกไม่ได้ เจ้าก็ตามดูอดีตของข้าเองก็แล้วกัน” ท่านอ๋องไม่อยากตรัสเรื่องราวอันขมขื่น
องค์หญิงซานยี่จึงตามดูอดีตของท่านอ๋อง มีบางครั้งที่พระองค์ทรงแอบมองที่ท่านอ๋องยุคปัจจุบัน ก็ทรงเห็นว่าท่านอ๋องทรงดูเศร้าหมองในเวลาที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปที่หญิงสาวแฝดผู้พี่อย่างอาลัยอาวรณ์ไปพร้อมๆ กับอาการเจ็บแค้นจากการถูกนางหักหลัง
ต่อไปนี้คือ เหตุการณ์ในยุคอดีตที่องค์หญิงและท่านอ๋องในยุคปัจจุบันกำลังทรงเฝ้าทอดพระเนตรอยู่
ท่านอ๋องทรงพาคนรักนามว่าเสี่ยวหมิงทรงม้าเที่ยวป่าอย่างมีความสุข เพราะบรรยากาศตลบอบอวลด้วยความรักอันแสนหวาน พอตกค่ำก็เสด็จกลับมา แล้วพบว่า
“ถวายบังคมพะย่ะค่ะท่านอ๋อง น้องสาวของแม่นางเสี่ยวหมิงขอเข้าพบพะย่ะค่ะ”
ท่านอ๋องซึ่งกำลังทรงงานโดยมีเสี่ยวหมิงคอยนวดให้ก็ทรงแปลกพระทัยเลยตรัสถาม “เจ้ามีน้องสาวด้วยงั้นหรือ เสี่ยวหมิง”
“หม่อมฉันมีน้องสาวคนนึง น้องชายคนนึงเพคะ” เสี่ยวหมิงตอบตามตรง
“เจ้าไม่ได้กลับบ้านเกิดนาน นางคงมาตามเจ้าล่ะสิ” ท่านอ๋องคาดการณ์
“ก็พระองค์ทรงไม่ยอมให้หม่อมฉันกลับนี่เพคะ” เสี่ยวหมิงพูดอย่างเหนียมอาย
และแล้วหญิงสาวชุดชาวบ้านก็เข้ามาในห้องทรงงานอย่างกล้าๆ กลัวๆ พร้อมกับคุกเข่าถวายความเคารพ
เสี่ยวหมิงรีบเดินเข้าไปประคองน้องสาว และลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
“พ..พวกเจ้า ท..ทำไมถึงมีใบหน้าเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนแบบนี้” ท่านอ๋องทรงตกพระทัย
“นางคือ เสี่ยวอ้าย น้องสาวฝาแฝดของหม่อมฉันเองเพคะ แล้วพระองค์ทรงแยกออกหรือเปล่าเพคะ” เสี่ยวหมิงกล่าวยิ้มๆ
“ถ้าพวกเจ้าสวมเสื้อผ้าอาภรณ์เหมือนกัน ข้าคงแยกไม่ออก ว่าแต่ เจ้าจะมารับคนรักของข้ากลับบ้านเกิดงั้นหรือ” ท่านอ๋องตรัสถาม
“เปล่าเพคะ” สักพักเสี่ยวอ้ายก็ร้องไห้และพยายามพูดอย่างสะอึกสะอื้น “บ้านของหม่อมฉันไฟไหม้ ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องชาย ถูกไฟคลอกตายไม่มีเหลือเลยเพคะ”
“อะไรนะ! ท่านพ่อ ท่านแม่ เสี่ยวลู่ พวกท่านตายหมดแล้วงั้นหรือ” แล้วเสี่ยวหมิงก็หมดสติไปเนื่องจากช็อคเพราะสูญเสียคนในครอบครัว
ท่านอ๋องทรงมีวิชาตัวเบาเลยเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไปรับคนรักได้ทันท่วงที ก่อนที่นางจะล้มไปกองกับพื้น “เสี่ยวหมิงของข้า เจ้าเป็นอะไรไป ใครอยู่ข้างนอก ไปตามหมอหลวงเดี๋ยวนี้”
“พะย่ะค่ะ” กงกงรับคำ
ท่านอ๋องทรงอุ้มคนรักไปนอนบนพระแท่นบรรทม และปล่อยให้หมอหลวงเข้ามาตรวจอาการ
ในขณะที่เสี่ยวอ้ายที่มีน้ำตาคลอก็เฝ้ามองดูท่านอ๋องทรงคอยดูแลเอาใจใส่พี่สาวด้วยความอิจฉาริษยา และคิดแผนการบางอย่าง
หลังจากที่เสี่ยวหมิงฟื้นเป็นปกติ ก็ร้องไห้คร่ำครวญ “ลูกขอโทษ ลูกน่าจะกลับไปดูแลปรนนิบัติพวกท่าน ลูกช่างอกตัญญูจริงๆ”
ท่านอ๋องกอดคนรักเพื่อปลอบประโลม
ระหว่างนั้นเสี่ยวอ้ายรีบคุกเข่าพร้อมกับร้องไห้เช่นเดียวกัน “อย่าโทษตัวเองเลยท่านพี่ ข้าดูแลพวกท่านไม่ดีเองต่างหาก ทุกอย่างเป็นเพราะข้า ในเมื่อตอนนี้ข้าไม่เหลืออะไรแล้ว ข้าจะดูแลท่านพ่อท่านแม่ในปรโลกเอง” เสี่ยวอ้ายกลั้นใจวิ่งไปที่เสาตรงผนังห้องเพื่อเอาหน้าผากโขกกับเสาเป็นการฆ่าตัวตาย
“อย่านะ อย่าทิ้งพี่ไป” เสี่ยวหมิงกำลังจะลุก และวิ่งไปห้ามน้องสาว
แต่ท่านอ๋องเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว สามารถห้ามเสี่ยวอ้ายไว้ได้ทัน และจี้จุดนางไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว
เสี่ยวหมิงจึงวิ่งไปกอดน้องไว้ “เจ้าอย่าคิดสั้นแบบนี้สิ เจ้ายังมีพี่นะเสี่ยวอ้าย”
“งั้นเจ้าก็อยู่กับพี่สาวที่นี่เถิดเสี่ยวอ้าย จะได้ช่วยข้าดูแลพี่สาวเจ้าด้วย” ท่านอ๋องตรัส
“ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง แต่ว่าตอนนี้พระองค์ทรงช่วยคลายจุดหม่อมฉันก่อนเถอะเพคะ” เสี่ยวอ้ายกล่าวขอร้อง
เมื่อเสี่ยวอ้ายตั้งสติได้และยอมสงบสติอารมณ์ ท่านอ๋องถึงทรงยอมคลายจุดให้
เสี่ยวหมิงจึงขออนุญาตท่านอ๋องพาน้องสาวไปพักที่ตำหนักเดียวกับนาง
หลายวันต่อมา สองพี่น้องแต่งตัวคล้ายกัน ทำให้มีบางครั้งที่ท่านอ๋องทรงทักผิด และเผลอไปกอดและหอมเสี่ยวอ้าย จนนางเกิดหลงรักท่านอ๋องขึ้นมาและคิดอยากครอบครองพระองค์เพียงผู้เดียว
ท่านอ๋องทรงไม่อยากเข้าพระทัยผิดอีก ก็เลยตัดสินพระทัยเรียกเสี่ยวหมิงมาพบในห้องทรงงาน
“ตั้งแต่น้องเจ้ามาอยู่ด้วย เจ้าไม่ค่อยมาพบข้าเลยนะ แบบนี้ข้าน้อยใจรู้มั้ย” ท่านอ๋องทรงแกล้งหันพระพักตร์ไปทางอื่น
“โถ่ ท่านอ๋องอย่าทรงน้อยพระทัยไป หม่อมฉันก็แค่อยากแบ่งเบาภาระพระองค์บ้าง ก็เลยไปหาพันธุ์พืชที่ทนต่อสภาวะแวดล้อมแคว้นเรามากที่สุด หม่อมฉันเจอแล้วนะเพคะ กำลังนำเมล็ดพันธุ์ไปแจกชาวบ้าน ถ้าพืชผลเจริญดี ต่อไปปวงชนจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ อีกเพคะ” เสี่ยวหมิงกล่าวตามจริง
“ว่าที่ชายาของข้าช่างปรีชาจริงๆ” ท่านอ๋องเสด็จเข้าไปกอดเสี่ยวหมิงและหอมแก้มให้หายคิดถึง
“พระองค์น่ะ ทรงชอบรังแกหม่อมฉัน” เสี่ยวหมิงรู้สึกเขิน
“ข้าจะอภิเษกกับเจ้าให้เร็วที่สุด ข้าจะได้กอดหอมเจ้าได้มากกว่านี้” ท่านอ๋องตรัสยิ้มๆ
เสี่ยวหมิงยิ้มอย่างเขินอาย
สักพักท่านอ๋องก็มีสีพระพักตร์เปลี่ยนเป็นจริงจัง ทรงดึงคนรักให้หันเข้าหาพระองค์ พร้อมกับจับไปที่บ่าร่างบางจนแน่น “ข้ารักเจ้านะเสี่ยวหมิง และชาตินี้ข้าจะรักเพียงแต่เจ้าคนเดียวเท่านั้น”
เสี่ยวหมิงยิ้มและกล่าวตอบ “หม่อมฉันก็จะรักแต่พระองค์เพียงผู้เดียวเหมือนกันเพคะ”
“เจ้าสัญญานะ ว่าจะไม่ทรยศข้าแล้วปันใจให้ใครอีก” ท่านอ๋องตรัส
“หม่อมฉันสัญญาเพคะ” เสี่ยวหมิงรับคำมั่น
ท่านอ๋องทรงหยิบกำไลทองที่พกติดตัวออกมา พร้อมกับจับมือหญิงสาวแล้วสวมให้กับนาง “นี่คือกำไลทองศักดิ์สิทธิ์ มันสามารถกำจัดสิ่งชั่วร้ายไปได้ ข้าขอมอบให้เจ้า เจ้าจงเก็บไว้ ห้ามถอดออกเด็ดขาด” ท่านอ๋องตรัสกำชับ
“แต่มันมีค่ามากนะเพคะ” เสี่ยวหมิงไม่กล้ารับ
“มันคู่ควรกับเจ้าแล้วเสี่ยวหมิงของข้า” ท่านอ๋องทรงดึงคนรักเข้ามากอดและจูบหน้าผากนาง ทรงคิดในพระทัยว่า “ต่อไปข้าจะได้แยกออกว่าเป็นเจ้านะเสี่ยวหมิง ข้าจะไม่ยอมให้เสี่ยวอ้ายมาแทนที่เจ้าเด็ดขาด”
องค์หญิงซึ่งกำลังทอดพระเนตรเหตุการณ์ก็แอบจ้องไปที่ข้อพระหัตถ์ของพระองค์ที่กำลังสวมกำไลทองเหมือนกัน ก็พบว่ามันเป็นกำไลทองอันเดียวกัน แต่ท่านอ๋องยุคปัจจุบันไม่ได้สังเกต เพราะพระองค์กำลังทอดพระเนตรดูตัวพระองค์เองกำลังจูบกับเสี่ยวหมิงอย่างดูดดื่มด้วยความอาลัย
สักพักองค์หญิงก็ทรงเหลือบไปเห็นเสี่ยวอ้ายกำลังแอบดูพี่สาวกับท่านอ๋องอยู่หลังฉาก ก็เลยตรัสทัก “นั่นเสี่ยวอ้ายนี่ ทำไมต้องแอบดูอยู่ตรงนั้นด้วยนะ”
ท่านอ๋องยุคปัจจุบันก็เลยทอดพระเนตรตามและทรงขมวดพระขนงด้วยความสงสัยเช่นกัน ดังนั้นทั้งองค์หญิงและท่านอ๋องจึงติดตามดูพฤติกรรมของเสี่ยวอ้ายด้วยกัน
เสี่ยวอ้ายแอบออกมาจากห้องทรงงาน ก็รีบมุ่งตรงไปที่อุทยาน พฤติกรรมของนางเหมือนกำลังรอใครสักคน
ผ่านไปไม่นาน พ่อหมอก็ปรากฏตัว
“พ่อหมอ ท่านต้องช่วยข้านะ” เสี่ยวอ้ายจับแขนพ่อหมอและขอร้อง
“เจ้าคงต้องการตำแหน่งพระชายาแทนที่พี่สาวเจ้าน่ะสิ” พ่อหมอคาดเดา
“ใช่ ข้ารักท่านอ๋องจริงๆ ท่านต้องช่วยข้าให้สมหวังในรักนะ” เสี่ยวอ้ายยอมรับ
“งั้นเอาหูมาสิ” พ่อหมอกระซิบอะไรบางอย่างกับเสี่ยวอ้าย
********************************************************
ตอนเช้าตรู่ เสี่ยวอ้ายรีบส่งพิราบสื่อสารถึงใครบางคน
จนกระทั่งถึงคืนที่ท่านอ๋องไม่อยู่ ทรงออกนอกวังกับทหารเพื่อสำรวจความเสียหายของภัยแล้งในหมู่บ้านรอบข้าง
แม้นว่าเสี่ยวหมิงกับเสี่ยวอ้ายจะอยู่ตำหนักเดียวกัน แต่เสี่ยวอ้ายได้ขอร้องพี่สาวให้แยกห้องกัน โดยอ้างว่ารู้สึกไม่สะดวกใจเวลาที่ท่านอ๋องเสด็จมาเยี่ยมพี่สาวบ่อยครั้ง
เสี่ยวหมิงเป็นห่วงท่านอ๋องมากจนนอนไม่หลับ เลยออกมาตากน้ำค้างดูดาวเพื่อรอท่านอ๋อง
สักพักก็มีเสียงผู้ชายกล่าวทัก “พี่เสี่ยวหมิง ท่านส่งจดหมายเรียกข้ามาที่นี่ทำไมครับ”
เสี่ยวหมิงตกใจที่ได้ยินเสียงน้องชาย “เสี่ยวลู่ นี่เจ้าไม่ได้โดนไฟคลอกตายอย่างนั้นหรือ”
“ไฟคลอกอะไรกันครับ พวกเราก็อยู่กันอย่างสงบสุข นี่ท่านพ่อกับท่านแม่ก็เป็นห่วงพี่มาก ถึงขั้นขอร้องให้พี่เสี่ยวอ้ายมารับท่านกลับบ้าน” เสี่ยวลู่เล่าความจริง
“อ้าว ไหนเสี่ยวอ้ายบอกว่าบ้านพวกเราไฟไหม้ ครอบครัวตายหมด เหลือเพียงเสี่ยวอ้ายที่รอดชีวิตเท่านั้น” เสี่ยวหมิงงง
เสี่ยวลู่ส่ายหน้าเพราะรู้จักนิสัยของพี่เสี่ยวอ้ายดี “ท่านคงถูกหลอกแล้ว นางคงอยากอยู่กับท่านที่นี่มากกว่า”
“นางอาจไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้นก็ได้” เสี่ยวหมิงยังไม่อยากคิดให้ร้ายน้องสาว
“พี่เองก็ชอบให้ท้ายน้องสาวมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ก็รู้จักนิสัยของนางดี และนี่ ถ้าข้าเดาไม่ผิด นางต้องสวมรอยเป็นท่านเขียนจดหมายเรียกข้ามาแน่ๆ” เสี่ยวลู่คาดเดา
“แล้วนางจะเรียกเจ้ามาทำไมกัน” เสี่ยวหมิงสงสัย
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เสี่ยวลู่เดาไม่ออก
สักพักก็มีลูกดอกปักไปที่เสี่ยวหมิงและเสี่ยวลู่ ทำให้ทั้งสองสลบพร้อมกัน
เสี่ยวอ้ายปรากฏตัวแล้วยิ้มเยาะ “เดี๋ยวพวกเจ้าก็รู้เอง”
พ่อหมอพร้อมชายฉกรรจ์สี่คนเดินเข้ามาช่วยกันพาตัวหนุ่มสาวไปที่ห้องนอนของเสี่ยวหมิง
เมื่อไปถึงห้องนอน เสี่ยวอ้ายก็เป็นคนถอดเสื้อผ้าของพี่สาว พร้อมกับสั่งให้ลูกน้องฉีกเสื้อผ้าของนางให้ขาดไม่เหลือชิ้นดี
ในขณะที่ชายอีกสองคนช่วยถอดเสื้อผ้าให้เสี่ยวลู่ แล้วทิ้งกระจัดกระจายตามพื้นห้อง
เสี่ยวอ้ายเดินเข้าไปจัดท่าให้ทั้งสองกอดกัน
เมื่อได้ภาพที่สวยงามพอที่จะทำให้ท่านอ๋องทรงหลงเชื่อได้แล้ว นางก็เลยพูดด้วยความสะใจว่า “เห็นแบบนี้ พระองค์จะยังทรงรักพี่อยู่มั้ย” แล้วเดินออกไปพร้อมกับพ่อหมอและลูกน้อง
ท่านอ๋องกลับมา แทนที่จะไปที่ตำหนักของพระองค์ แต่กลับไปหาเสี่ยวหมิงด้วยความคิดถึง
เสี่ยวอ้ายที่แอบอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นท่านอ๋องมาที่ตำหนักของพี่สาวตามคาดก็รีบไปดักท่านอ๋องไว้
ท่านอ๋องทรงสังเกตมองหากำไลทอง พบว่าผู้หญิงคนนี้ไม่มี ก็เลยรู้ว่าคนนี้คือเสี่ยวอ้าย “เจ้ามาดักข้าทำไมน่ะเสี่ยวอ้าย”
“เอ่อ พี่ข้านอนไปแล้วเพคะ วันพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่เถอะเพคะ” เสี่ยวอ้ายแกล้งแสดงสีหน้ามีพิรุธ
“นี่เจ้ากำลังปกปิดอะไรข้าอย่างนั้นหรือ” ท่านอ๋องทรงสงสัย
“มะ ไม่มีอะไรเพคะ ไม่มีจริงๆ” เสี่ยวอ้ายทำเป็นแกล้งหลบพระเนตร
ท่านอ๋องทรงกริ้วเลยผลักเสี่ยวอ้ายให้พอพ้นทาง แล้วรีบวิ่งไปดูที่ห้องนอนคนรัก
พอท่านอ๋องทรงเปิดประตู และเสด็จไปที่เตียง ก็ทรงชะงักค้างที่เห็นเสี่ยวหมิงนอนกอดกับชายอื่น
ช่างพอเหมาะพอเจาะที่ เสี่ยวหมิงและเสี่ยวลู่ค่อยๆ ลืมตาตื่น พอนางรู้สึกตัวว่ากำลังนอนเปลือยกายกอดน้องชายก็ตกใจ ก็เลยรีบลุกออกห่างพร้อมกับนำผ้าห่มมาปิดเรือนร่างของตน “ทำไมเจ้าถึงมานอนอยู่ที่นี่”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” เสี่ยวลู่เองก็ตกใจ
“แต่ข้ารู้” ท่านอ๋องทรงกริ้วมาก
“ท..ท่านอ๋อง!” เสี่ยวหมิงตกใจสุดขีด
“ฮือฮือ พี่เสี่ยวหมิง ข้าเตือนพี่แล้วว่าอย่านอกใจท่านอ๋อง ท่านอ๋องทรงดีกับท่านมากนะ ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้” เสี่ยวอ้ายแกล้งร้องไห้
“เสี่ยวอ้าย มันเป็นฝีมือเจ้าใช่มั้ย” เสี่ยวหมิงรีบดึงผ้าม่านคลุมให้น้องชาย ส่วนตัวเองพันผ้าห่มไว้ และกำลังจะพุ่งตัวเข้าไปทำร้ายน้องสาวด้วยความโกรธ
ท่านอ๋องทรงรีบเข้ามาขวางไว้พร้อมกับผลักเสี่ยวหมิงไปที่พื้นอย่างเต็มแรง
“พระองค์เพคะ พระองค์ทรงเข้าพระทัยหม่อมฉันผิดนะเพคะ พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกัน พวกเราเป็นพี…” เสี่ยวหมิงพยายามอธิบาย
“ภาพมันก็ชัดอยู่แล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องแก้ตัวอีกแล้วเสี่ยวหมิง เจ้าทรยศข้า ทหารเข้ามาเดี๋ยวนี้” ท่านอ๋องตรัสเรียกทหารองครักษ์
“พะย่ะค่ะ” กลุ่มทหารรีบกรูเข้ามา
“พาชายชู้ไปตัดหัวเสียบประจาน” ท่านอ๋องตรัสอย่างอำมหิต
“ไม่นะเพคะ ทรงอย่าฆ่าเขานะเพคะ” เสี่ยวหมิงรีบเข้าไปห้ามทหารจึงทำให้ท่านอ๋องทรงเข้าพระทัยผิด
ท่านอ๋องทรงกริ้วหนักมากขึ้นไปอีกที่เห็นคนรักปกป้องชายชู้ ก็เลยเข้าไปบีบคอเสี่ยวหมิงด้วยความลืมตัว
“พระ…องค์ เอ่อ” เสี่ยวหมิงพยายามจะพูดแต่พูดไม่ได้เพราะถูกท่านอ๋องบีบคอแรงมาก จนเกือบขาดใจตาย
แต่แล้วท่านอ๋องก็ทรงยอมปล่อย และตรัสว่า “ข้ารักเจ้ามากนะเสี่ยวหมิง แต่เจ้าก็ยังหักหลังข้า เพื่อเห็นแก่ที่เจ้าคอยปรนนิบัติข้าเป็นอย่างดี ข้าขอเนรเทศเจ้าไปอยู่ชายแดน ห้ามกลับมาที่เมืองหลวงอีกเด็ดขาด พาตัวนางไปสวมเสื้อผ้าดีๆ และพานางออกเดินทางทันที”
“ท่านอ๋องเพคะ ทรงฟังหม่อมฉันอธิบายก่อนเพคะ ได้โปรดอย่าประหารน้อ…” เสี่ยวหมิงอยากช่วยชีวิตน้องชาย แต่ท่านอ๋องทรงไม่ยอมฟัง
“ทหารจับตัวและปิดปากนางซะ” ท่านอ๋องตรัส
“อื้อ…...” เสี่ยวหมิงพยายามดิ้นสุดฤทธิ์เพื่อช่วยชีวิตน้องชายให้ได้ แต่เมื่อไร้ผล นางก็มีน้ำตาไหลไม่ขาดสาย
หลังจากเสี่ยวลู่ถูกสั่งตัดหัว ท่านอ๋องก็เสด็จไปนั่งที่อุทยานพร้อมกับดื่มน้ำจัณฑ์ไม่หยุด จนกระทั่งเมามาย
เสี่ยวอ้ายถือโอกาสเดินเข้าไปหาท่านอ๋อง
ท่านอ๋องทรงเมามาก คิดว่าเสี่ยวอ้ายเป็นเสี่ยวหมิง ตอนแรกพระองค์ก็ผลักนางด้วยความโกรธ แต่สักพักท่านอ๋องก็ทรงเข้าไปคร่อมตัวของนางและจูบพรมไปทั่วใบหน้า
เสี่ยวอ้ายยอมปล่อยให้พระองค์กระทำโดยไม่ขัดขืนใดๆ แม้พระองค์จะทรงร้องเรียกเสี่ยวหมิงตลอดเวลาก็ตาม
ท่านอ๋องอุ้มตัวเสี่ยวอ้ายไปที่ห้องบรรทมและเผลอมีอะไรกับนางอย่างไร้สติ
เช้าวันรุ่งขึ้น เสี่ยวอ้ายแกล้งร้องไห้เสียงดังจนสามารถปลุกท่านอ๋องให้ตื่นขึ้นมา “เจ้า เจ้าคือ…” ท่านอ๋องทรงรีบคว้าข้อมือของนางและไม่เห็นกำไลทอง ก็ยิ่งตกใจสุดขีด “เสี่ยวอ้าย ข้าขอโทษ ข้านึกว่าเจ้าเป็น…”
“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ ถือซะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันนี้หม่อมฉันจะเดินทางกลับบ้านเกิดทันที” เสี่ยวอ้ายแกล้งรีบนำผ้าห่มมาปกปิดร่างกายและรีบลุกไปเก็บเสื้อผ้าที่เกลื่อนพื้น
ท่านอ๋องทรงสวมฉลองพระองค์อย่างรวดเร็ว และรีบดึงเสี่ยวอ้ายเข้าไปกอดไว้ “ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นพระชายา พวกเราจะอภิเษกกันให้เร็วที่สุดนะเสี่ยวอ้าย เจ้าอย่าทิ้งข้าไปไหนเลยนะ”
เสี่ยวอ้ายแกล้งร้องไห้ และสวมกอดท่านอ๋องไว้
จนท่านอ๋องทรงพระทัยอ่อนยอมกอดนางตอบ
และแล้วเสี่ยวอ้ายก็ได้เป็นพระชายาสมใจ นางแต่งตัวอย่างมีความสุขอยู่ในตำหนัก และพึมพำว่า “ในที่สุดข้าก็ชนะพี่”
สักพักกงกงก็รายงาน “พระญาติของพระองค์มาขอเข้าพบพะย่ะค่ะ”
เสี่ยวอ้ายแปลกใจว่าเป็นใคร ด้วยความอยากรู้ก็เลยอนุญาต “ให้เข้ามาได้”
“พะย่ะค่ะ”
“ถวายบังคมเพคะ พระชายา”
“เจ้าเป็นใคร ข้าไม่รู้จักเจ้า”
อยู่ดีๆ หญิงวัยกลางคนก็ยกข้อมือที่สวมกำไลทองให้พระองค์ดู
“จ..เจ้าเป็นอะไรกับเสี่ยวหมิง” พระชายาทรงรีบถาม
เสี่ยวหมิงใช้เสียงปกติพูดกับน้องสาว “แล้วเจ้าจำเสียงข้าได้มั้ย เสี่ยวอ้าย”
“พี่เสี่ยวหมิง นี่ท่านยังไม่ไปชายแดนงั้นหรอ” เสี่ยวอ้ายตกใจ
เสี่ยวหมิงถือมีดสั้นเตรียมทำร้ายน้องสาวเพื่อแก้แค้น “ข้าจะฆ่าเจ้า เจ้าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสี่ยวลู่ต้องตาย”
“อย่านะพี่ ข้าไม่ได้เจตนาทำให้เสี่ยวลู่ตาย ข้านึกว่าท่านอ๋องจะทรงลงโทษเพียงแค่นำไปขังคุกเท่านั้น” เสี่ยวอ้ายพยายามอธิบาย
เสี่ยวหมิงน้ำตาไหล “เพื่ออำนาจแล้ว เจ้าถึงขั้นทำร้ายพี่น้อง เจ้ามันไม่ใช่คน เสี่ยวอ้าย”
“ข้าทำไปเพราะข้ารักท่านอ๋องจริงๆ และตอนนี้ข้าก็เป็นชายาของพระองค์ไปแล้ว เห็นแก่ที่พวกเราเติบโตมาด้วยกัน ปล่อยข้าไปเถอะ” เสี่ยวอ้ายขอร้อง
เสี่ยวหมิงคุกเข่าด้วยความใจอ่อนพร้อมกับวางมีดลง และนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น
พ่อหมอเข้ามาในตำหนัก และกำลังจะเข้าไปฆ่าเสี่ยวหมิงเพื่อปิดปาก
“ช้าก่อนพ่อหมอ อย่าทำร้ายนาง” ถึงกระนั้นเสี่ยวอ้ายก็รู้สึกผิดที่ทำให้น้องชายต้องตาย นางไม่อยากสูญเสียพี่สาวไปอีกคน
“ความใจอ่อนของพระองค์ มันอาจทำให้พระองค์วิบัติภายหลังนะพะย่ะค่ะ” พ่อหมอกล่าวเตือน
“ขอข้าจัดการเองเถอะนะ ท่านหมอ รับรองข้าจะไม่ทำให้ท่านเดือดร้อนหรอก” พระชายาเสี่ยวอ้ายทรงขอร้อง
พ่อหมอยอมเชื่อฟังและปล่อยเสี่ยวหมิงไป
“ท่านไปจากที่นี่ซะ และห้ามกลับมาในวังหลวงอีก ไม่เช่นนั้นพ่อหมออาจตัดสินใจทำร้ายท่านพ่อท่านแม่ของพวกเราได้” เสี่ยวอ้ายกล่าวเตือน
“เจ้า เจ้ากล้าอกตัญญูงั้นหรอ” เสี่ยวหมิงตกใจ
“ข้าไม่ทำแน่นอน แต่พ่อหมอสามารถทำร้ายท่านพ่อท่านแม่ได้ ความจริงเขาก็แกล้งทำเป็นเชื่อฟังข้าไปอย่างนั้นเอง ข้าไม่มีอำนาจห้ามเขาหรอกนะพี่ พี่ยอมปล่อยท่านอ๋องให้อยู่กับข้าเถอะนะ” เสี่ยวอ้ายพยายามพูดดีๆ
เสี่ยวหมิงเม้มปาก แต่เพื่อให้พ่อแม่ปลอดภัยเลยว่า “ได้ พี่จะไปจากที่นี่ตลอดกาล แต่เจ้าต้องปกป้องท่านพ่อท่านแม่ด้วย อย่าให้ใครทำร้ายพวกท่านได้”
“ข้ารับปากท่าน” เสี่ยวอ้ายรับคำมั่น
สักพักสองพี่น้องก็ได้ยินกงกงรายงาน “ท่านอ๋องเสด็จ”
เสี่ยวหมิงยังคงนั่งคุกเข่าและมองเห็นท่านอ๋องทรงเสด็จไปกอดพระชายาอย่างรักใคร พร้อมทั้งกอดและหอมนางต่อหน้าเสี่ยวหมิง
“พระองค์เพคะ ยังมีคนอื่นอยู่ด้วยนะเพคะ” เสี่ยวอ้ายเหนียมอายและพยายามส่งสายตามาทางเสี่ยวหมิงเพื่อให้ท่านอ๋องทรงทอดพระเนตรตาม
ท่านอ๋องยอมปล่อยพระชายา และหันไปทางหญิงวัยกลางคน “ท่านมีธุระอะไรกับชายาของเรางั้นหรือ”
“ไม่มีอะไรหรอกเพคะ หม่อมฉันเป็นคนเรียกนางมาเพื่อมอบอัฐให้นางไปตั้งตัวเท่านั้นเอง” เสี่ยวอ้ายตอบแทน
“เจ้าช่างมีจิตเมตตาจริงๆ เสี่ยวอ้าย” ท่านอ๋องตรัสชม
เสี่ยวหมิงไม่อาจทนดูภาพบาดตาบาดใจได้อีกต่อไป ก็เลยขอทูลลาและเดินออกไปจากตำหนักของพระชายาอย่างเหนื่อยล้า
ท่านอ๋องยุคปัจจุบันทรงรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ความจริงท่านอ๋องทรงยังรักเสี่ยวหมิงอยู่ และแอบตามหานางมาโดยตลอด แต่หายังไงก็หาไม่เจอ ที่แท้นางปลอมตัวเป็นป้าวัยกลางคนนี่เอง พระองค์ทรงอยากรู้ว่าเสี่ยวหมิงอาศัยอยู่ที่ไหน ก็เลยพยายามเสด็จตามเสี่ยวหมิงไป แต่แล้วเหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง อยู่ดีๆ ท่านอ๋องก็หายตัวไปจากมิติอดีต
“ท่านอ๋อง ท่านอ๋องเพคะ” องค์หญิงซานยี่ทรงร้องเรียก แต่ก็ไร้ผล กลายเป็นว่าพระองค์อยู่ในมิติอดีตโดยลำพัง พระองค์เลยตามดูชีวิตของเสี่ยวอ้ายต่อ
ในคืนหนึ่ง ท่านอ๋องทรงจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ และทรงดื่มน้ำจัณฑ์จนเมามาย ท่านอ๋องไปที่ตำหนักของพระชายาปกติ แต่ว่า
“ท่านทรงสรงน้ำให้สบายพระวรกายก่อนนะเพคะ” พระชายาตรัส
“เสี่ยวหมิง ข้ารักเจ้า ข้าคิดถึงเจ้ามากนะ เสี่ยวหมิงของข้า” ท่านอ๋องทรงเพ้อ
พระชายาทรงชะงัก และทรงกรรแสงที่ท่านอ๋องไม่เคยรักพระองค์เลย พระนางทรงปล่อยให้ท่านอ๋องอุ้มพาตัวไปที่เตียง ในระหว่างที่ท่านอ๋องทรงกอดจูบ ท่านอ๋องก็ทรงเพ้อว่า “ข้ารักเจ้า เสี่ยวหมิง ข้ารักเจ้าคนเดียว ไม่มีใครแทนที่เจ้าได้จริงๆ”
เช้าวันรุ่งขึ้น พระชายาทรงกรรแสงเสียพระทัย แม้นท่านอ๋องจะทรงบรรทมกอดพระองค์อยู่ก็ตาม
เหตุการณ์ที่ท่านอ๋องทรงเมาแล้วทรงคิดว่าพระชายาเป็นเสี่ยวหมิงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งพระชายาทรงรู้สึกคล้ายกับคนตรอมพระทัย และกลายเป็นปมที่ทำให้พระองค์ทรงคิดเสมอว่าท่านอ๋องทรงไม่เคยรักตนเลยสักนิด
เก้าปีต่อมา พระชายาทรงตั้งครรภ์บุตรคนแรก หลังจากใช้ความพยายามมาถึงเก้าปี สร้างความยินดีให้กับท่านอ๋องยิ่งนัก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านอ๋องก็ทรงคอยดูแลและเอาใจใส่พระชายาอยู่ไม่ห่าง ทำให้บรรยากาศดีขึ้นและพระชายาก็ทรงมีความสุขมากขึ้น เลยลืมเรื่องราวของเสี่ยวหมิงไปเลย
แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขมันช่างสั้นยิ่งนัก อยู่ดีๆ ท่านอ๋องก็ทรงรับหญิงชาวบ้านที่พระองค์เสด็จไปเยี่ยมมาเป็นพระสนมอีกองค์ และหลังจากนั้นท่านอ๋องก็ทรงเสด็จไปแต่พระตำหนักของพระสนมเท่านั้น ทรงไม่เคยเสด็จไปเยี่ยมพระชายาอีกเลย
พระชายาทรงรู้สึกน้อยพระทัยจนเกิดภาวะซึมเศร้าถึงขั้นเสวยอะไรไม่ลง พระวรกายเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝัน พระชายาทรงตกพระโลหิตถึงขั้นสูญเสียบุตรไป
“ฮือฮือ ลูกแม่ ทำไมเจ้าต้องจากแม่ไปด้วย” พระชายาทรงกรรแสงคร่ำครวญ
“เจ้าอย่าเสียใจไปเลย เจ้าสามารถตั้งครรภ์ใหม่ได้นะ ชายาของข้า” ท่านอ๋องตรัสปลอบ
อาจเป็นเพราะความเสียใจเกิดขึ้นสะสมจนถึงขีดสุด จนกระทั่งพระชายาทรงระเบิดออกมา “ฮือฮือ เป็นเพราะพระองค์ ทุกอย่างมันเป็นเพราะพระองค์ พระองค์ทรงไม่เคยรักหม่อมฉันเลย แถมตอนที่หม่อมฉันตั้งครรภ์ พระองค์ก็ยังรับสนมมาอีก พระองค์ทรงไม่เคยเห็นใจหม่อมฉันเลย”
“สงบสติอารมณ์หน่อยสิ” ท่านอ๋องพยายามตรัสให้เงียบ
สักพักชายาที่เพิ่งทรงตกพระโลหิต ก็กระอักพ่นพระโลหิตออกมา และสิ้นพระชนม์ในที่สุด
“พระชายา เสี่ยวอ้าย เจ้าอย่าจากข้าไป” ท่านอ๋องทรงนึกไม่ถึงว่าชายาจะจากตนไปตลอดกาล
ความจริงแล้วท่านอ๋องทรงไม่ได้รักเสี่ยวอ้ายเลย แต่เพราะความรู้สึกผิดที่ทำให้ชายาสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็เลยขอความช่วยเหลือจากพ่อหมอ
“ท่านมีวิธีทำให้พระชายาฟื้นคืนชีพหรือไม่” ท่านอ๋องตรัสถาม
“มีพะย่ะค่ะ” พ่อหมอยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เป็นความจริงงั้นหรอ แล้วทำยังไง” ท่านอ๋องทรงดีพระทัยเมื่อมีหนทาง
“เนื่องจากตอนนี้พระวรกายของพระชายาเน่าเปื่อยไปแล้ว เลยจำต้องใช้วิธีแลกวิญญาณพะย่ะค่ะ” พ่อหมอกล่าว
“ทำยังไงล่ะ” ท่านอ๋องทรงสงสัย
“กระหม่อมได้ข่าวว่าพระองค์ทรงส่งสารไปขอองค์หญิงแห่งแคว้นลู่อภิเษกเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างแคว้น ดังนั้นกระหม่อมจะช่วยทำให้พระชายาฟื้นคืนในร่างขององค์หญิงพะย่ะค่ะ” พ่อหมอเสนอ
“เป็นความคิดที่ดี เพราะยังไงข้าก็ไม่อาจรักใครได้อีกแล้ว” ท่านอ๋องทรงเห็นด้วย
ในใจพ่อหมอคิดว่า “ถึงตอนนั้น พระองค์ก็ทรงเข้าไปอยู่มิติอดีต คอยตามดูชีวิตของพระชายาเถอะ ปล่อยให้บัลลังก์กลายเป็นของกระหม่อมก็แล้วกัน”
องค์หญิงทรงทบทวนชีวิตของเสี่ยวอ้ายก็พบว่ามันคล้ายกับชีวิตของตัวพระองค์เอง องค์หญิงทรงสำนึกผิดที่เคยไปหลอกหานอู่โดยการจัดฉากว่ามีอะไรกับเขา ทั้งองค์หญิงและเสี่ยวอ้ายต่างได้รับผลกรรม คือ คนที่พวกนางรัก ก็ไม่เคยรักพวกนางตอบ สร้างความเจ็บปวดให้พวกนางอย่างมาก พระองค์ทรงได้ข้อคิดว่า “ความรักเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ หากไม่รักกันและฝืนอยู่ด้วยกันไป ก็เกิดความทุกข์เสียเปล่าๆ ดังนั้นต่อไปข้าจะไม่ฝืนใจเจ้าอีกแล้ว หานอู่”