เกิดใหม่เป็นไอ้เจิด

    ตอนพิเศษ ว่าด้วยเรื่องเวทย์

    ตอนพิเศษ ว่าด้วยเรื่องเวทย์

    ตอนนี้ผู้เขียนกำลังหาทางสร้างแนวคิดเรื่องวิชาเวทย์หรือองค์กรในประเทศไทยเอ๊ยประเทศสารขัณฑ์ตามท้องเรื่องนี้

    ว่าหากเป็นตามแนวคิดของอิเซไคทั่วไป

    ทางองค์กรเวทย์จะมีการรวมตัวเป็นองค์กรอย่างแน่ชัด

    และคอยเผาแม่มดอะไรต่างๆก็ว่ากันไปแบบอิเซไคตะวันตก

    แต่หากเขียนอย่างนั้นจะดูขัดกับแนวคิดของสารขัณฑ์ที่เดินไปตามมุมถนนก็เจอพวกรูปเคารพบูชาผีป่าผีเรือนต่างๆแล้วอย่างมาก

    ผู้เขียนเลยพยายามเอาแนวคิดขุนแผนและแนวหนังเรื่องผีผีเป็นต้นแบบว่าวิชาเวทย์และสังคมของประเทศสารขัณฑ์นั้น

    ก็เป็นภาพสะท้อนสังคมปรกติ

    ที่พวกฝรั่งหัวแดงมันสามารถสร้างเป็นองค์กรเวทย์ได้ก็เพราะในส่วนของโลกปรกติมีองค์กรควบคุมเรียบร้อยเช่นกัน

    แต่พอในประเทศสารขัณฑ์ของเราแล้ว                                           

    ไม่มีใครฟังใคร

    เสือสมิงผีสางจะฆ่าใครนั้นตามใจเถิด

    ชาวบ้านต้องใช้ระบบขับไล่ยายสายผีปอบไปท้ายหมู่บ้านกันเอาเอง

    ทั้งที่หากมี “โบสถ์ที่ชั่วร้าย”แบบในอิเซไคยายสายคงโดนเผาไปตรงนั้นแล้ว

    ซึ่งผู้เขียนก็เอาแนวความคิดจาก Warhammer ที่น่าจะอธิบายตรงนี้ได้เล็กน้อยว่า

    ภูตผีปีศาจมีจริงๆแต่ทางโบสถ์ได้กระทืบพวกนี้ เผาคนอย่างยายสายที่เป็นปอบหรือทำสัญญากับปีศาจหรือโหงพรายในดินแดนของพวกเขาเผารูปปั้นสื่อวิญญญาณ ลัทธิท้องถิ่นต่างๆไปเกลี้ยงแล้ว

    ผู้เขียนนึกถึงแนวไพเรทออฟคาริบเบี้ยน

    ที่ทหารสเปนนั้นได้เจอน้ำพุแห่งความเยาว์วัยแต่แทนที่จะยึดครองเป็นของตนกลับทำลายทิ้งเสีย

    “คุณมันโง่เขลา ที่ค้นหาในที่แห่งนี้ในสิ่งที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ให้ได้”

    จนทำให้คนดูงงและอาจจะไม่ใช่ความตั้งใจของผู้กำกับว่า

    “อ้าวตกลงทหารสเปนเป็นคนดีหรอกหรือนี่?”

    ในความเป็นจริงก็อาจจะซับซ้อนแต่หากถามผู้เขียนว่าหากมีคนมาช่วยเผาปอบยายสายให้เสร็จไปในวันนั้นแทนที่จะไล่ไปท้ายหมู่บ้านเฉยๆ

    ผู้เขียนก็คงจะมีความรู้สึกที่ดีกับทหารสเปนมากขึ้นไม่มากก็น้อย

    นั่นคือพล็อตเบื้องหลังที่ผู้เขียนจะวางไว้เกี่ยวกับเวทย์ของดินแดนตะวันตก

    ว่าแบบเดียวกับแนว Warhammer

    “เวทย์หรือปีศาจไม่มีจริง”

    นั้นคือคำโกหกของทางโบสถ์

    ที่พวกเขามองว่าคือคำโกหกที่จำเป็นและสร้างขึ้นมาหลังจากที่กระทืบพวกคนอย่างยายสายหรือคุณยายวรนาฏหมดไปจากยุโรปแล้ว

    “โอ๊ยการที่พวกเจ้าแจ้งว่ามีปีศาจหรือเวทย์แสดงว่าเจ้านั่นล่ะคือคนไม่ศรัทธา เพราะปีศาจไม่มีจริงและไม่สามารถอาละวาดในโลกที่มีกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าสร้างมาได้หรอก”

    นั้นคือการแบนไปในด้านความคิดว่าทุกคนน่ะปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของพระเจ้าแล้ว

    ภูตผีปีศาจอะไรเปลี่ยนกฎที่พระเจ้าสร้างจักรวาลนี้มาไม่ได้หรอก

    สร้างภาพให้โบสถ์สมัยก่อนคือคนชั่วช้า

    ทำหนังสือขอโทษต่างๆ

    เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนคิดว่า

    “ปีศาจไม่มี จริง เวทย์ไม่มีจริงแม่มดไม่มีจริง”

    เพื่อสร้างแนวคิดโลกที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้ความเมตตาของพระเจ้า

    มั่นใจในอำนาจของตนเองที่กระทืบพวกปีศาจและผู้ใช้เวทย์ไปหมดแล้ว

    อนิจจาดินแดนแถบนี้ยังเป็นดินแดนดำทมิฬอยู่

    ผู้เขียนพยายามบาลานซ์ด้านแนวความคิดในด้านเวทย์ต่างๆ

    เพื่อป้องกันแนวคิด

    “ใต้หล้ามีแต่ประเทศจีน”

    ที่คิดว่าเวทย์ของคนอื่นเป็นของปลอมเวทย์ของเราเท่านั้นที่เป้นของจริง

    ผู้เขียนอ่านเรื่องเล่าชาดกแล้วคาใจในเรื่องการพิสูจน์เวทย์

    ว่าจ้าวลัทธิต่างๆเหาะไปเอาบาตรสิ่งของที่อยู่ที่สูงไม่ได้

    แต่พระภิกษุทำได้

    ก็น่าสนใจ

    แต่เรากำลังวิจารณ์เจ้าลัทธิอุบาทว์พวกนั้นว่าเป็นเดียรัจฉานวิชา

    วิชาเวทย์ต่างๆไม่ได้ทำให้ไปสู่ทางพ้นทุกข์หรือการดับทุกข์ภิกษุที่สอนเวทย์ให้คนอื่นต้องอาบัติปาจิตตีย์

    แต่เราไม่ได้ถามว่าพวกเขาพ้นทุกข์หรือไม่พ้นทุกข์สักคำ

    เราแค่กำลังพิสูจน์ว่าพวกเขาเหาะไปเอาบาตรที่อยู่ที่สูงได้หรือไม่ต่างหาก

    บอกว่าพวกเขาเป็นเดียรถีย์นอกศาสนา

    แต่กระทั่งเดียรัจฉานวิชาก็ไม่ยอมให้พวกเขามี

    ถ้าจะเชื่อกันอย่างนี้ไปเข้าลัทธิเอทิสม์น่าจะดีกว่า

    อย่างเดียวกับการกำเนิดของพระเยซู

    ก็มีการทำนายไว้เช่นกัน

    แสดงว่าก่อนกำเนิดของศาสดา ก็แสดงว่าพวกคนนอกศาสนาพวกนั้นมีวิชาการทำนายหรือเวทย์ต่างๆอยู่จริง

    แค่ไม่ถึงขั้นเทียบพระเจ้าหรือศาสดาของศาสนาเท่านั้น

    แต่การพิสูจน์ตามเรื่องเล่านี้

    กระทั่งเวทย์ เดียรัจฉานวิชา

    เรื่องเล่าก็บอกว่าของพวกนี้ไม่มีจริงซึ่งก็นับว่าใกล้เคียงกันอย่างมากในระดับศาสนาใหญ่ๆของโลก

    ที่จะมากจะน้อยทุกคนแบนการใช้เวทย์หมด

    จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผ่านพระเจ้าหรือพระเจ้าอนุมัติเท่านั้น

    เป็นเรื่องที่ผู้เขียนพยายามจะเอามาเป็นธีมของเรื่องต่อไปอีกทางหนึ่ง