49 2-2
ตอนที่ 78 เคล็ดวิชานอกรีต
ไอเย็นยะเยือกปรากฏในแววตาของเหลิงหยุนเจียววูบใหญ่ เสมือนจะสามารถแช่แข็งคนทั้งคนได้ นางวางขวดยาถอนพิษในมือลงบนโต๊ะดังเดิม ยกขาขึ้นไขว้กันท่วงท่าดูหยิ่งผยอง สบปะทะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเหลิงหยวนหลงประหนึ่งสามารถมองทะลุผ่านเห็นถึงความคิดของอีกฝ่ายได้
เหลิงหยวนหลงรู้สึกประหม่าเล็กน้อยที่ถูกจับจ้องไม่คลายเช่นนั้น ท้ายที่สุด ต้องรีบเบี่ยงสายตาหลบเลี่ยงไปทิศทางอื่น
“หลู่อวี๋เคยกล่าวกับข้าไว้ว่า จะทำให้ชีวิตของลูกชายข้าย่ำแย่เสียยิ่งกว่าความตาย นางเป็นเพียงสาวรับใช้เท่านั้น แต่กล้าดีเยี่ยงไรถึงได้พูดจาเช่นนี้ออกมา?”
เหลิงหยุนเจียวหรี่ตาลงเล็กน้อย และเมื่อชำเลืองมองไปทางเหลิงเจียวเจียว ดวงตาคู่นั้นของนางก็ปรากฏรังสีสังหารออกมาพลัน
“หมายถึงสาวใช้ของเจียวเจียวรึ? ในเมื่อปากพล่อยเช่นนั้นย่อมสมควรตายแล้ว เรื่องนี้หาได้เกี่ยวอะไรกับเจียวเจียวไม่?”
“แล้วไฉนเจียวเจียวถึงต้องกลายมาเป็นผู้รับกรรมแทนเช่นนี้?”
จุดตันเถียนของเหลิงเจียวเจียวยามนี้ ได้ถูกดัชนีของเหลิงหยุนเจียวทะลวงจนแตกดับไปแล้ว พลังลมปราณทั้งหมดในร่างสูญสลายไม่มีหลงเหลือ สภาพของนางเวลานี้ไม่ต่างอะไรกับคนพิกลพิการ
คล้ายรู้สึกได้ถึงสายตาคู่เย็นของเหลิงหยุนเจียวที่จ้องมองมา เหลิงเจียวเจียวถึงกับเนื้อตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว และยิ่งขวัญเสียหวาดผวาสุดขีดจนถึงขั้นต้องรีบก้มหน้าลงกับพื้นโดยไว
“เพราะเหตุใดจึงต้องการตัวลูกชายของข้า? ประมุขเหลิงจะตอบดีๆ หรือจะให้ข้าไปถามกับคุณหนูรองด้วยตัวเอง?”
สีหน้าการแสดงออกของเหลิงหยุนเจียวยามนี้ทมิฬมืดลงในบัดดล สิ่งเดียวที่ฉาบคลุมอยู่บนใบหน้าของนางคือไอเย็นยะเยือก และรอยยิ้มที่ดูมิใช่รอยยิ้ม
“ท้ายที่สุด ประมุขเหลิงคือผู้ที่จะตัดสินชะตากรรมของคนในตระกูลว่าจะอยู่หรือตาย จงคิดใคร่ครวญให้จงดีก่อนปริปากตอบ”
เหลิงหยวนหลงค่อยๆยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นสั่นผวาเกินควบคุม เขาคิดไม่ถึงเลยว่า เหลิงหยุนเจียวจะเลือกถามคำถามนี้
บัดซบสิ้นดี! ปรากฏว่าต้นตอของเรื่องทั้งหมดล้วนเกิดจากนังคนปากพล่อยหลู่อวี๋! จะฉิบหายตายห่าไปผู้เดียวมิได้รึ ใยต้องลากคนตระกูลเหลิงไปตายยกตระกูลด้วย!
“คุณหนูหก เรื่องนี้...”
“ประมุขเหลิง”
เหลิงหยุนเจียวเอ่ยแทรกขัดจังหวะ น้ำเสียงที่เปล่งเรียกชื่อเย็นชาจับขั้วหัวใจ สีหน้าเสมือนฉาบคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งเริ่มนั้นทมิฬลืดลงต่อเนื่อง และค่อยเค้นเสียงเอ่ยเตือนขึ้นว่า
“ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า...คิดใคร่ครวญให้จงดีก่อนตอบ”
“เพราะหากว่าคำตอบที่ได้ฟังไม่เข้าหู ข้าจะไม่ปล่อยให้ทุกคนได้ตายดีแน่”
“วี๊ดดด!!!”
เสียงจ้าวอินทรีครามร่างยักษ์ผงาดอยู่บนท้องฟ้านภาสูงเหนือจวนตระกูลเหลิง หนึ่งเสียงขับขาน บังเกิดเป็นคลื่นรัศมีรุนแรงกดทับเข้าใส่ทุกสรรพชีวิตภายในจวนแห่งนี้ ประหนึ่งว่ามีหุบเขาไท่ซานทั้งลูกร่วงหล่นลงใส่
ภายใต้รัศมีแรงกดดันสุดไร้เทียมทานนี้ เหลิงหยวนหลงไม่สามารถทนทานต้านรับได้ไหวอีกต่อไป แข้งขาของเขาพลันอ่อนยวบ ร่างทั้งร่างร่วงพับลงกับพื้นอยู่ในท่าคุกเข่า เนื้อตัวสั่นเทาไม่หยุดเกินจะควบคุมได้อีก
การที่สามารถปลดปล่อยรัศมีกดดันรุนแรงได้ถึงเพียงนี้ ย่อมหมายถึงสิ่งเดียว...สัตว์อสูรระดับเก้า!!
ต่อให้นิกายตะวันมรกตจะขนกันมาทั้งนิกาย ก็เกรงว่าเปล่าประโยชน์!
แผนการก่อนหน้านี้ที่ครุ่นพินิจอยู่ในใจ พังทลายลงพร้อมกับความหวังไม่เหลือชิ้นดี เหลิงหยวนหลงใจหายวาบไร้ซึ่งศรัทธาใดๆอีกต่อไป ธารเหงื่อเย็นไหลบ่าทั่วหน้าผากและแผ่นหลังของเขา
“ทั้งหมดเป็นเพราะ...ท่านปรมาจารย์ซางซูแห่งนิกายตะวันมรกต ต้องการร่างกายครึ่งมนุษย์ของเจียวเหนียง เพื่อ...เพื่อหลอมสร้างเขาเป็นเตาหลอม”
เหลิงหยุนเจียวได้ยินเช่นนั้นถึงกับขมวดคิ้วแน่น แม้จะไม่สู้เข้าใจคำตอบนัก แต่จากที่ฟังดูก็หาใช่เรื่องดีเป็นแน่ จากนั้นนางก็หันไปถามไป๋ซือหมิงที่อยู่ข้างๆว่า
“เตาหลอมที่ว่าคือสิ่งใดกัน?”
“อ๊ากกก...”
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะถามจบดี ก็มีเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสุดแสนดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น เมื่อทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ปรากฏว่าเป็นเสียงของเหลิงหยวนหลงนั่นเอง
เขาเหมือนจะถูกอะไรสักอย่างที่ยิงมาจากด้านในเรือนเสียบทะลุเข้าคอหอยอย่างแม่นยำ เจ้าตัวถึงกับล้มลงนอนกับพื้นน ดิ้นทุรนทุรายตะเกียกตะกายบ้าคลั่งด้วยความทรมานสุดแสน เสียงร้องคร่ำครวญแผดดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆแหบแห้งไป
ปรายหางตามองหนึ่งปราด ก็แลเห็นบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีม่วงค่อยๆย่างเท้าก้าวออกมา แล้วหยุดนิ่งยืนอยู่ข้างกายนาง
เขามิใช่ใครอื่นนอกจากโม่เฉินหยวนที่ไม่รู้ว่าจู่ๆ โผล่มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด แต่ดูท่าจะมาถึงนานแล้ว เพียงว่าไม่ยอมปรากฏตัวให้เห็นจวบจนเมื่อครู่นี้
เมื่อมาถึง เขาก็ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งไขว้ห้างอยู่ข้างเหลิงหยุนเจียว พลางกระดิกนิ้วขวาถูไถกับนิ้วซ้ายที่มีสีดำคล้ำเล่นอย่างปกติเหมือนทุกครั้ง
ยิ่งมีโม่เฉินหยวนเข้ามาเสริมทัพเช่นนี้ มวลรัศมีแรงกดดันโดยรอบก็ยิ่งทวีความดุดันน่ากลัวขึ้นหลายเท่าตัว
กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากบุรุษผู้นี้ ช่างแกร่งกล้าไร้เทียมทานประดุจเทพสงคราม
ผู้คนรอบข้างล้วนถูกรัศมีพลังของเขากดข่มเอาไว้ กระทั่งหายใจเสียงดังยังมิกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหลิงหงเฟย แม้ว่าเขาจะรู้สึกเจ็บปวดทรมานจนอยากจะเปล่งเสียงร้องดังออกมาเพียงใด แต่ท้ายสุดก็ต้องจำใจปิดปากกัดฟันให้แน่น
เมื่อไป๋ซือหมิงเห็นโม่เฉินหยวนปรากฏตัวเช่นนี้ เขาก็รีบขยับเท้าเขยิบเข้าไปใกล้ข้างหูของเหลิงหยุนเจียวเล็กน้อย พลางยกมือป้องปากกระซิบตอบคำถามของนางเมื่อครู่
“มันเป็นเคล็ดวิชาการบำเพ็ญตบะนอกรีต คล้ายกับการบำเพ็ญตบะคู่ชายหญิง แต่สำหรับวิชานี้ ฝ่ายที่เป็นเตาหลอมกลับไร้ซึ่งผลประโยชน์ใดๆ เสมือนเป็นภาชนะให้อีกฝ่ายสูบเลือดสูบเนื้อเพียงอย่างเดียว”
นี่มันเคล็ดวิชาบัดซบอันใดกัน!?