บทที่ 21 หนีหัวซุกหัวซุน
“ไม่...ไม่ใช่นะข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่เคยทำเื่พรรค์นั้น! ท่านเย่ว์ ท่านต้องเชื่อข้า!นางกล่าวเท็จทั้งหมด!”
น้ำตาหญิงสาวไหลรินไม่ขาดสายดูน่าสงสารราวกับเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี
เย่ว์เทียนเจ๋อเห็นดังนั้นแม้จะรู้ดีว่าเซียวหลิงอวิ๋นพูดความจริง แต่หากยอมรับก็เท่ากับว่าเขาแพ้!
เขาจะทนเห็นตัวเองพ่ายแพ้ให้หญิงสาวอายุไม่ถึงยี่สิบได้อย่างไร!
เขาก้าวออกมาทันทีชี้หน้าตำหนิว่า “เ้ากล่าวร้ายผู้อื่นเพียงเพื่อชัยชนะเช่นนี้ยังจะมีใจเหลืออยู่บ้างหรือไม่! ข้าจะไม่ยอมให้เ้าทำร้ายผู้คนเช่นนี้อีก!”
เซียวหลิงอวิ๋นดูจะรู้ทันว่าเย่ว์เทียนเจ๋อกำลังคิดอะไรอยู่นางจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้ยหยัน
“หากข้ากล่าวเท็จ แล้วเหตุใดพวกเขาถึงได้เดือดดาลราวกับจะฆ่าข้าให้ตาย”
เย่ว์เทียนเจ๋อสะบัดเสียงเ็า“ใครถูกใส่ความเยี่ยงนี้ก็ต้องโมโหจนอยากฆ่าเ้าทั้งนั้น!”
เมื่อผู้คนได้ยินต่างก็รู้สึกว่าเขาพูดมีเหตุผลอยู่บ้าง
แต่ในจังหวะนั้นเองเสียงะโดังขึ้นจากด้านหลัง
“หลีกทาง! ขุนนางกำลังปฏิบัติหน้าที่ มาจับกุมคนร้าย!”
เมื่อได้ยินคำว่า‘ขุนนาง’ ฝูงชนก็รีบแตกแถวเปิดทางทันทีจากนั้นก็เห็นทหารของทางการกลุ่มหนึ่งก้าวเข้ามาด้วยท่าทางเคร่งขรึม
ทันทีที่พวกเขาเห็นบุรุษวัยกลางคนและชายร่างใหญ่ที่ถูกยันต์ตรึงร่างไว้กับหญิงสาวชุดม่วง หัวหน้าทหารก็ประกาศเสียงดัง
“ใช่แล้ว เป็พวกมันทั้งสามคน จับไว้ให้หมด!คิดว่าทำเื่ต่ำช้าได้แเีนักหรือ ฮึ! ถ้าไม่มีคนแจ้งเบาะแสพวกเ้าคงหนีรอดไปได้แล้วจริงๆ!”
“ไม่นะ ข้า...ข้าถูกใส่ความ!” หญิงสาวชุดม่วงะโเสียงสั่น พยายามแก้ตัว
อีกสองคนที่ถูกตรึงไว้ก็ลืมตาโพลงพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นลอบส่งพลังปราณใส่พวกเขาแต่ละคน
ทันใดนั้นเองหญิงสาวชุดม่วงก็หยุดชะงักไปชั่วครู่ แล้วพลันะเิอารมณ์ออกมา
“ใช่! ข้าฆ่าเสี่ยวเถาแล้วจะทำไม! นางไม่ฉลาด ไม่งดงามเท่าข้าแล้วเหตุใดถึงมีสิทธิ์ได้เป็สาวใช้ในคฤหาสน์! โอกาสนั้นควรเป็ของข้า!หากไม่ใช่เพราะข้าโชคร้าย แม่สื่อขายข้าให้หอคณิกาข้าคงได้ขึ้นเตียงกับนายท่านและกลายเป็นายหญิงของบ้านไปนานแล้ว! ข้ากำจัดฮูหยินของเขาได้แล้วซ้ำยังอุ้มท้องอยู่! ตำแหน่งภรรยาเอกต้องเป็ของข้าเท่านั้น!”
คำสารภาพนั้นทำเอาผู้คนพากันสูดลมหายใจเข้าพร้อมกันด้วยความสะพรึงกลัวใครเลยจะคิดว่าหญิงสาวที่ดูอ่อนหวานน่าสงสารผู้นี้จะชั่วร้ายได้ถึงเพียงนี้
เย่ว์เทียนเจ๋อหน้าซีดเผือดทันควัน
ทหารไม่รอช้ารีบควบคุมตัวทั้งสามออกไป
เซียวหลิงอวิ๋นมองด้วยหางตาเห็นทหารเ่าั้เดินไปหยุดหน้ารถม้าลักษณะเรียบง่ายธรรมดาที่มุมถนนก่อนทำความเคารพพร้อมรายงานบางอย่าง
นางไม่ได้ใส่ใจนักเพียงหันกลับไปมองเย่ว์เทียนเจ๋อ กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ตอนนี้เ้าจะยังกล้ากล่าวหาข้าอยู่อีกหรือไม่ว่าข้าใส่ร้ายผู้อื่นหรือแอบอ้างเป็ปรมาจารย์สื่อิญญา?”
เย่ว์เทียนเจ๋อสีหน้าเขียวสลับขาวผู้คนรอบข้างต่างก็มองเขาด้วยแววตาสมเพชและเยาะเย้ย
ยังจะกล่าวหาว่าเซียวหลิงอวิ๋นแอบอ้างอีกหรือใครดูก็รู้ นางเพียงแค่เอ่ยปากก็สามารถเปิดโปงความลับเ่าั้ได้ทันทีเช่นนี้เย่ว์เทียนเจ๋อจะไปเทียบได้อย่างไร!
เย่ว์เทียนเจ๋อรู้สึกราวกับตนกลายเป็ตัวตลกโดยสมบูรณ์เขามองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยแววตาเคียดแค้น ใบหน้าร้อนผ่าว กล่าวเสียงอับอายว่า “เ้าก็แค่มีเล่ห์กลต่ำต้อย! เมื่อเทียบกับอาจารย์ข้า เ้าห่างกันไกลนัก!ฮึ!”
กล่าวจบก็รีบหันหลังวิ่งหนีไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของฝูงชน
เซียวหลิงอวิ๋นยิ้มเย้ยขณะมองแผ่นหลังที่หนีไปอย่างหัวซุกหัวซุนของเขาพลันเหลือบไปเห็นม่านหน้าต่างของรถม้าเรียบง่ายคันนั้นลอยไหวตามสายลมเผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาเ็าอย่างไร้ที่ติ
ไม่ผิดแน่นั่นคือหลีเย่หาน
เซียวหลิงอวิ๋นแปลกใจเล็กน้อยก้าวเท้าจะเดินไปหาโดยไม่รู้ตัว แต่รถม้าคันนั้นก็แล่นจากไปเสียก่อน
“ท่านอาจารย์ ท่านช่างเก่งกาจยิ่งนักถึงขั้นเอาชนะศิษย์เอกของปรมาจารย์เย่ว์ได้เลยด้วยซ้ำ! ข้า...ข้าไร้ความสามารถนักไม่ทราบว่ามีวาสนาได้ฝากตัวเป็ศิษย์หรือไม่...”
“ข้าด้วย! ข้ามีพร์นะ รับข้าไว้เถิด! ข้าจะไม่ทำให้ท่านอับอายแน่นอน!”
“หลีกไป! พวกเ้ามันขี้คุย! คนที่มีพร์ที่สุดคือข้าต่างหาก!ท่านพิจารณาข้าเถอะ!”
เหล่าผู้สื่อิญญาฝึกหัดที่ก่อนหน้านี้ยังดูสง่างามน่าเกรงขามบัดนี้กลับเบียดเสียดแย่งกันส่งเสียงจ้อไม่หยุดรีบเสนอหน้าหวังฝากตัวเป็ศิษย์เซียวหลิงอวิ๋น
เซียวหลิงอวิ๋นหน้ากระตุกรีบหลบเลี่ยงหนีกลับเรือนไปอย่างไม่คิดเหลียวหลัง
คนพวกนี้ตอนต้นยังยืนดูนางด้วยแววตาดูแคลนบัดนี้กลับมาคุกเข่าขอเป็ศิษย์ต่อหน้าธารกำนัลไม่เท่ากับยอมรับว่าตนไร้ฝีมือหลอกลวงชาวบ้านหรอกหรือ
ทว่าเหล่าชาวบ้านกลับไม่คิดเช่นนั้นกลับพากันตื่นเต้นยินดี วิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก
“เป็ปรมาจารย์สื่อิญญาจริงๆ ด้วย!เก่งยิ่งกว่าศิษย์เอกของปรมาจารย์เย่ว์เสียอีก!”
“ดีจริงๆ ในที่สุดเราก็ได้เจอปรมาจารย์สื่อิญญาตัวจริงแล้ว!อีกทั้งศิษย์ของปรมาจารย์เย่ว์ก็เป็พยานยืนยันด้วย เราอุ่นใจแล้ว!”
“ฮ่าๆๆ ใครจะรู้ ปรมาจารย์ท่านนี้ทั้งเป็กันเองทั้งยังเปี่ยมด้วยฝีมือบางทีอาจเก่งกว่าปรมาจารย์เย่ว์เสียอีก!”
ข่าวลือว่าย่านตั้งแผงขายฝั่งถนนตะวันตกมีปรมาจารย์สื่อิญญาที่ฝีมือเหนือกว่าศิษย์เอกของเย่ว์ฉีหวงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองฮั่วหลีรวดเร็วดั่งไฟลามทุ่ม
ชื่อเสียงของเซียวหลิงอวิ๋นโด่งดังไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
แทบทุกวันหน้าแผงของนางล้วนมีผู้คนเข้าแถวแน่นขนัดเพียงหวังให้นางช่วยทำนายดวงชะตาให้สักครา
เมื่อเย่ว์เทียนเจ๋อรู้ว่าครั้งนี้ไม่เพียงไม่สามารถกำจัดเซียวหลิงอวิ๋นได้ซ้ำยังกลับกลายเป็ส่งเสริมให้นางโด่งดังยิ่งกว่าเดิมเขาถึงกับกระอักเืด้วยความแค้น
ภายในห้องโถงของจวนองค์ชายสามเย่ว์ฉีหวงนั่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุด สีหน้าเรียบเฉย สายตาเย็นเยียบทอดมองลงมา
ข้างกายยังมีศิษย์ร่วมสำนักสองคนได้แก่ศิษย์น้องและศิษย์น้องหญิงซึ่งล้วนมีหน้าตาหล่อเหลางดงามกำลังมองเย่ว์เทียนเจ๋อด้วยแววตาเยาะหยันสะใจ
ศิษย์น้องสามเย่ว์เทียนหลิว ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสดใสสวมชุดสีขาว กล่าวกระเซ้าอย่างยิ้มแย้มว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านทราบหรือไม่ว่าข้างนอกลือกันไปถึงไหนแล้วท่านถึงกับจงใจแพ้ให้กับนักสื่อิญญาไร้ชื่อแห่งแคว้นฮั่วหลีเชียวหรือแล้วยังลากชื่ออาจารย์ออกมาอ้างอีก! ตอนนี้ทั้งเมืองต่างร่ำลือว่าคนผู้นั้นเก่งกว่าอาจารย์เสียอีกนี่ไม่ใช่การทำให้อาจารย์เสียชื่อหรือ”
ศิษย์น้องรองเย่ว์เทียนอวิ๋น ผู้สวมชุดยาวสีฟ้าอ่อน ก็กล่าวเสริมด้วยท่าทีเสแสร้งเป็ห่วงว่า
“ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราปรมาจารย์สื่อิญญาล้วนเป็ผู้สูงส่งแต่ท่านกลับลดตัวลงไปต่อปากต่อคำกับคนเช่นนั้นจนตอนนี้ทุกคนเข้าใจไปว่าฝีมืออาจารย์ต่ำต้อย ศิษย์จึงพ่ายแพ้ต่อคนอื่นข้ากับศิษย์น้องสามรู้สึกอับอายยิ่งนัก”
เย่ว์เทียนอวิ๋นเห็นสีหน้าหมองคล้ำของเย่ว์เทียนเจ๋อก็แค่นหัวเราะในใจ
ด้วยพร์ต่ำต้อยหากไม่ใช่มารดาของเขาเคยช่วยชีวิตอาจารย์ไว้โดยบังเอิญ ป่านนี้คงถูกไล่ออกจากสำนักไปนานแล้ว
แท้จริงแล้วผู้มีพร์ที่สุดควรเป็เขาต่างหาก ตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ก็ควรตกเป็ของเขา!
ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจเซียวหลิงอวิ๋นเลยเพราะในสายตาพวกเขา เย่ว์เทียนเจ๋อก็อ่อนแออยู่แล้วนางชนะเขาก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร
สิ่งที่พวกเขาโกรธเคืองคือเสียงเล่าลือที่ว่านักสื่อิญญาข้างถนนผู้นั้นเก่งกว่าอาจารย์ของพวกเขาน่าหงุดหงิดสิ้นดี!
เย่ว์เทียนเจ๋อหน้าแดงก่ำกล่าวเสียงแข็งด้วยความเคียดแค้นว่า “ข้าจะไปฆ่าหญิงชั่วนั่นเดี๋ยวนี้!ชัดเจนว่านางใช้กลอุบายบางอย่าง! อาจารย์ เดิมศิษย์ไม่ควรแพ้เลยสักนิดต้องมีใครสมรู้ร่วมคิดกับนางแน่!ไม่เช่นนั้นทหารจะมาถึงพอดีกับตอนที่นางเปิดโปงความจริงได้อย่างไร!”