The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

    ตอนที่ 41 ฟื้นคืนชีพ(รีไรท์)

          มาวินค่อยๆลืมตา เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่มั้ย  อันที่จริง  ไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่ามีร่างกาย  ทุกอย่างดูล่องลอย  เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง  ภาพต่างๆก็เริ่มชัดขึ้นจนพอจะรู้ได้เลาๆว่านั่นคือฝ้าขาวสะอาดตา  จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของแสงแดดและความเย็นฉ่ำของสายลมที่พัดผ่านหน้าต่าง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเตียงนอน


    “ นี่เราอยู่ที่ไหน” เด็กหนุ่มรู้สึกกระหายน้ำ  ดวงตาเรียวเหลือบมองไปรอบๆ จึงพบว่าที่นี่คือห้องนอนของใครซักคน  เพราะมีเครื่องเรือนอย่างโต๊ะ ตู้ เตียง ประดับครบครัน 


    “ แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้ไง ”


     

          มาวินพยายามนึกอยู่นานพอดู ห้วงความจำสุดท้ายก็กลับมา  สิ่งแรกที่ระลึกถึงก็คือภาพการต่อสู้กับโกส ผู้ใช้เวทมนตร์แห่งความตาย


    “ เรากำลังต่อสู้กับไอ้บ้านั่นนี่นา  แล้วเราชนะรึเปล่า ” มาวินรีบลุกขึ้นมา  แต่ทันทีที่ได้นั่งเต็มตัว  ก็ปวดแปล๊บไปทั่วทั้งกาย


    “ โอ๊ย ” มาวินรู้สึกปวดร้าวอย่างหนัก  ราวกับเพิ่งโดนสิบล้อเหยียบมาหมาดๆ  ทำให้เขาสงสัย 


    “ เอ….แต่ที่นี่ไม่มีสิบล้อนี่หว่า  แล้วเราเจ็บหนักได้ยังไง ” ระหว่างที่มาวินกำลังงุนงง เสียงห้าวที่สดใสก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง 


    “ ฟื้นแล้วเหรอ  เจ้าลิงหัวเขียว ”


     

         มาวินสะดุ้งเฮือก  เมื่อหันไปมอง  ก็พบกับเหมยลี่  เพื่อนสาวคนสนิท  ซึ่งบัดนี้  กำลังยืนกอดอกอยู่ข้างประตู  เขาจึงรีบถามโดยเร็ว


    “ อ้าว  ยัยโย่งนี่เอง  เธอไม่เป็นไรนะ ”


     

         ดวงตาของเหมยลี่แฝงแววขำ  ก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย  คล้ายกลั้นหัวเราะ 


    “ ห่วงตัวเองก่อนเถอะ  นายต่างหากที่เกือบตาย” 


    “ ฮะๆ  นั่นน่ะสิ  ว่าแต่ชั้นไปโดนอะไรมา  ถึงได้น่วมขนาดนี้ ” มาวินรู้สึกโล่งอก  กระนั้นก็ยังไม่เลิกสงสัย  


    “ นี่จำไม่ได้จริงเหรอ ” เด็กสาวทำหน้างง  พลางสอบถามอย่างจริงจัง


     

         เด็กหนุ่มหัวเขียวก้มหน้านิ่ง  คิ้วเรียวขมวดย่น  คล้ายกำลังขบคิดอย่างหนักหน่วง  จากนั้นก็ตอบกลับอย่างระมัดระวัง 


    “ จำได้ลางๆว่ากำลังสู้กับไอ้หัวล้านที่ยิงแสงบ้าๆบอๆ  แล้วชั้นก็วิ่งเข้าใส่แสงสีดำ  จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลย ”


     

         เด็กสาวนิ่งเงียบ  ถ้ามาวินไม่คิดไปเอง  เขารู้สึกว่าเหมยลี่กำลังจ้องจับผิดอยู่ พอเวลาผ่านไปได้ซักหน่อย  เด็กหนุ่มก็เริ่มขัดเขินจนต้องโวยกลับ


    “ นี่เธอจะมาจ้องทำไม  หูชั้นงอกออกมาสี่ข้างรึไง ”


     

         เหมยลี่ยังคงจ้องนิ่งๆอยู่อย่างนั้น  ไม่นาน  ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ 


    “ ดูท่านายจะจำไม่ได้จริงๆ  คนที่ล้มเจ้าเนโครมันเซอร์นั่นก็คือนาย” 


    “ หา…คนอย่างชั้นนี่นะ ” ดวงตาของมาวินเบิกโพลงด้วยความตกใจ 


    “ ก็ใช่น่ะสิ  นายนั่นแหละที่เป็นคนล้มมัน ” เหมยลี่ยืนกอดอก  พร้อมเอียงคอตอบด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยหน่าย 


    “ เป็นไปไม่ได้  เจ้าโล้นนั่นโคตรเก่งบรรลัย  แถมยกแรก  ชั้นก็ถูกมันอัดเอาอัดเอาจนล้มลงไปนอนวัดพื้นเป็นว่าเล่น แล้วอย่างนี้  มันจะแพ้ชั้นได้ไง ” มาวินเถียง  เขาไม่เชื่อเด็กสาว


    “ ไม่เชื่อก็ตามใจ  แต่นายเป็นคนล้มมันจริงๆ  และที่สำคัญกว่านั้น ” เด็กสาวร่างสูงตัดบท  หลังจากนั้นก็เว้นช่วงนิดหนึ่ง ก่อนจะใส่เป็นชุด 


    “ นายเป็นบ้าอะไร  ถึงได้ยืดอกรับคาถาของมัน ถ้าสู้ตามปกติ  ก็ชนะไปแล้ว  ไม่ต้องเจ็บหนักแบบนี้ ” คำด่านั้นทำให้มาวินถอยหลังหนีจนติดขอบเตียง แต่เหมยลี่ไม่ยอมจบ


    “ แล้วรู้มั้ยว่าไอ้คาถาเดทที่เพิ่งโดนนั่น  มันทำให้นายตายในทีเดียว  ถึงรอดมาได้  ก็อาจพิการหรือไม่ก็เจ็บหนักแบบนี้ ” สีหน้าของเหมยลี่ดูขึงขังเป็นอย่างยิ่ง


     

         ความจริงมาวินก็เกรงเหมยลี่อยู่แล้ว  แต่ในยามนี้  ความกลัวยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าทวี เขาคาดว่าตัวเองอาจโดนขนมตุ้บตั้บอีกหนึ่งชุดใหญ่  กระนั้นในใจกลับเป็นสุขอย่างประหลาด  ด้วยสัมผัสถึงความอบอุ่นที่แฝงอยู่ในการกระทำของเพื่อนสาว จึงเผลอยิ้มออกมา


    “ ยิ้มทำไม  เจ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวร่างสูงร้องถาม


    “ เอ๊ะ!  เปล่านี่  ชั้นไม่ได้ยิ้มซักหน่อย ” มาวินเปลี่ยนท่าที  เขาแสร้งทำเป็นงง


      

         เหมยลี่จ้องอยู่ครู่หนึ่ง  แววตาดูเอาเรื่อง  เวลาต่อมา  เด็กสาวร่างสูงก็โยนบางสิ่งไปที่ตัก  เมื่อเด็กหนุ่มก้มลงมอง  ก็พบว่าสิ่งนั้นคือจานข้าว 


    “ กินแล้วนอนพักซะ  สภาพแบบนี้ยังออกเดินทางไม่ได้ ” เด็กสาวพูดเสียงแข็ง  ก่อนเดินจากไป


     

         เด็กหนุ่มหัวเขียวมองอาหารในจาน  ซึ่งมีลักษณะคล้ายแป้งสาลีเม็ดกลม   เจ้าก้อนเล็กๆนั้นลอยตัวอยู่บนซุปร้อน มาวินไม่รู้ว่านี่คืออะไร  แต่มันดูคล้ายข้าวต้มในโลกมนุษย์  ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ลังเลที่จะสวาปาม  ไม่กี่อึดใจ  จานใบนั้นก็ว่างเปล่า 


    “ เค็มไปนิด  แต่ก็อร่อยแฮะ  คล้ายข้าวต้มบ้านเราเลย  มีอีกจานมั้ยเนี่ย ” เด็กหนุ่มแลบลิ้นเลียปาก  เขาพอใจในอาหารมื้อนี้ 


    …………………….


         เวลาย่างเข้าสู่หัวค่ำ  บรรยากาศเริ่มมืดครึ้สลัว  มาวินจึงยันกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก  เพื่อไปปิดหน้าต่าง  จะได้ป้องกันลมหนาวยามดึก  หลังจากนั้นก็กลับมานอนที่เตียง


    “ อู้ย  ปวดไปทั้งตัว  นี่คือผลจากการโดนแสงสีดำนั่นใช่มั้ย ” เด็กหนุ่มครางเบาๆ  เขาสงสัยว่าทำไมถึงรวดร้าวขนาดนี้ ทั้งที่ร่างกายมีบาดแผลเพียงเล็กน้อย  ระหว่างนั้นเอง  ประตูห้องก็เปิดกว้าง


    “ แอ๊ด…. ”


     

        มาวินเงยหน้ามองบุคคลที่เข้ามา  เขาคือชายวัยกลางคน ร่างสูงผอม  ใบหน้ามีหนวดเคราปกคลุมถึงปลายคาง เส้นผมสั้นๆบนศีรษะเริ่มกลายเป็นสีดอกเลา  คนผู้นี้ฉีกยิ้มกว้าง  พร้อมกล่าวทักทายอย่างอบอุ่น


    “ ตื่นแล้วเหรอ  พ่อหนุ่ม ” 


    “ อืม  ตื่นแล้ว  ลุง  ว่าแต่ตอนนี้ชั้นอยู่ที่ไหน” เด็กหนุ่มเอ๋ออยู่ชั่วขณะ  ก่อนตอบกลับ


    “ หมู่บ้านเล็กๆที่ชื่อลูกากู ” ชายวัยกลางคนยิ้มแย้ม 


    “ เหอๆ  งั้นขอถามต่อนะ  หลังจากต่อสู้กับไอ้โล้นยิงแสง  ชั้นหลับไปกี่ชั่วโมง ” เด็กหนุ่มถามเพลียๆ


     

         ชายวัยกลางคนตรึกตรองนิดนึง  เพราะไม่รู้ว่าไอ้โล้นยิงแสงคือใคร  หลังจากคิดออก  เขาก็ตอบคำถามของเด็กหนุ่ม


    “ ราวๆ 3 วัน ”  


    “ อ้อ  แค่ 3 วัน เฮ้ย!  ตั้ง 3 วันเลยเหรอ  ลุง ” มาวินรับคำเบาๆ  ก่อนสะดุ้งตกใจ 


    “ ใช่แล้ว  ว่าแต่เรายังไม่รู้จักกันเลย  ลุงชื่อ อีริก เมนสัน เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน  เธอล่ะชื่ออะไร ” ชายวัยกลางคนแนะนำตัว  ก่อนจับมือของมาวินเขย่า  เพื่อทักทาย 


    “ เอ่อ  ชั้นชื่อมาวินน่ะ ” เด็กหนุ่มเขย่ามือกลับ  พลางแนะนำตัวเองแบบงงๆ 


    “ จริงสิ  ลุงยังไม่ได้ขอบใจพ่อหนุ่มเลย  พวกเราโดนมันกดขี่มานาน  ถ้าไม่ได้พ่อหนุ่มกับแม่หนูคนนั้นช่วยไว้  ก็ไม่รู้จะเป็นยังไง  ต่อจากนี้ชาวบ้านคงได้อยู่อย่างสงบเสียที  ขอบใจจริงๆนะ ” หัวหน้าหมู่บ้านเขย่ามือแรงขึ้น ขอบตาแดงก่ำ  คล้ายจะร้องไห้ แต่เด็กหนุ่มไม่รู้สึกตื้นตันด้วย  ภายในใจแอบขบคิด 


    “ รู้แล้วว่าอยากขอบใจ  แต่ช่วยหยุดเขย่ามือได้มั้ย ชั้นระบมไปทั้งตัวแล้ว ”


     

          หัวหน้าหมู่บ้านขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเด็กหนุ่มเริ่มรำคาญ ถึงกระนั้นชายวัยกลางคนก็ชดเชยด้วยการยกสำรับชุดใหญ่มาเสิร์ฟ  ในนั้นมีทั้งข้าวต้มประหลาดที่เพิ่งกินเมื่อกลางวันและเนื้อแปลกๆสีแดง  ตามด้วยองุ่น  มะม่วง  สับปะรด


     

         แน่นอนว่าเด็กหนุ่มไม่ยอมปฏิเสธความหวังดีของเจ้าบ้านแน่  เขาจึงยัดอาหารทั้งสำรับเข้าสู่กระเพาะ  สุดท้ายก็ไม่เหลือแม้แต่กระดูก  นับว่าเป็นการรับประทานที่ชวนให้สุนัขร้องไห้จริงๆ 


    ……………………….


         มาวินหลับอย่างสบายอารมณ์  เตียงหนานุ่มและผ้าห่มอันอบอุ่น ประกอบกับอากาศบริสุทธิ์ของบ้านแถบชนบท  สร้างความสงบสุขให้กับเด็กหนุ่ม  พอถึงเช้าวันถัดมา  แสงแดดอ่อนๆก็สาดผ่านมู่ลี่หน้าต่างเข้ามา  มันแยงตาจนทำให้เขาตื่น


    “ หาว......” เด็กหนุ่มยกสองแขนขึ้นสูง เพื่อบิดขี้เกียจ  จากนั้นก็เริ่มขยี้ตา  แล้วหันซ้ายหันขวา


    “ กี่โมงกี่ยามแล้ว  นาฬิกาอยู่ไหนเนี่ย ”


     

         เด็กหนุ่มมึนงงอยู่ครู่ใหญ่  ก็จำได้ว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่โลกมนุษย์  แล้วจะมีนาฬิกาตั้งโต๊ะได้ยังไง  จึงเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นยืน  เพื่อออกไปสูดอากาศข้างนอก  ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น  ก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงและเจ็บปวดนิดๆ  เลยก้าวไปข้างหน้าอย่างยากเย็น 


    “ พักตั้งหลายวัน  ยังไม่หายอีก ท่าทางจะหนักกว่าที่คิด  หรือเราจะไปชนกับสิบล้อมาจริงๆ ” เด็กหนุ่มหงุดหงิดที่ไม่อาจใช้ร่างกายได้ตามประสงค์ ทันใดนั้นเอง  เขาก็เหลือบไปเห็นไม้พลองยาวเกือบเท่าตัวคน  


    “ เยี่ยมไปเลย  เจอของดีแล้ว ” เด็กหนุ่มยิ้มหน้าบาน  เขาหยิบไม้ยาวมาไว้ในมือ  เพื่อใช้ยันกาย



         พอประตูเปิดออก  เด็กหนุ่มก็พบกับห้องรับแขกที่ประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือนประเภทไม้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ  เก้าอี้  บนผนังแขวนเครื่องมือเกษตรกรรมหลายสิบอย่างเป็นระเบียบ 


    “ ว่าแต่นี่คือบ้านของใคร ”


     

         แม้มาวินจะสงสัยอยู่บ้าง  แต่ไม่นาน เขาก็อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกตามประสาลิงที่อยู่ไม่สุข  จึงเริ่มเขยกกายไปพร้อมไม้ค้ำยัน



         มาวินเขยกไปตามทาง  พอถึงประตูไม้ไร้ลวดลาย  เด็กหนุ่มรู้ทันทีว่านี่คือปรากการด่านสุดท้าย  เขาจึงเอื้อมมือไปเปิดมัน


    “ แอ๊ด ”


     

         ทันทีที่ประตูเปิดออก  แสงแดดแรงกล้าจากภายนอกก็สาดส่องเข้ามาจนต้องหรี่ตา  เพราะเขาอยู่ในห้องนานเกินไป


     

          มาวินยกมือขึ้นป้องหน้าผาก  เพื่อบังแสงแดด  ไม่นาน  เขาก็แสบตาน้อยลง ทำให้เห็นทิวทัศน์ภายนอกอย่างชัดเจน  จึงพบว่าตนกำลังยืนอยู่กลางชนบท  มีบ้านไม้สร้างแบบง่ายๆอยู่หลายหลัง  ต้นไม้หลากชนิดยืนแซมเป็นระยะ  สายลมปะทะใบหน้า  แถมยังมีเสียงนกร้องเบาๆ ราวกับดนตรีธรรมชาติ  ทำให้รู้สึกอิ่มใจเป็นอย่างยิ่ง  เพราะมันทั้งสงบสุขและเรียบง่าย


    “ รู้สึกดีจังเลย ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นฟ้า พลางหลับตาลง  เพื่อให้ร่างกายทุกส่วนได้สัมผัสลมเย็นอย่างเต็มที่


     

         ขณะที่มาวินกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศ  เขาก็รู้สึกว่าหมู่บ้านนี้เงียบเกินไป มันผิดปกติเอามากๆ เพราะในยามเช้าแบบนี้  ควรเป็นเวลาที่ชาวบ้านออกหากิน  แต่กลับไม่พบผู้คน  ระหว่างที่สงสัยอยู่นั้นเอง เด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงโห่ร้อง  มันดังมาจากที่ไหนซักแห่ง


    “ เฮ้ เฮ้ เฮ้ ” 


    “ ใครมาเอะอะโวยวายแถวนี้ ” เด็กหนุ่มรีบเขยกไปยังทิศทางที่เกิดเสียง เพื่อดูให้สิ้นสงสัย



         มาวินใช้เวลาไม่นาน  ก็ถึงจุดเกิดเหตุ ที่นั่นคือลานกว้างกลางหมู่บ้าน มีเหล่าชาวบ้านราวๆ 50 คนรวมตัวกันอย่างเนืองแน่น


    “ เอ๋  นี่จะยกพวกตีกับใครรึไง ” เด็กหนุ่มมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่ยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงห้าวๆของเด็กสาวคนหนึ่ง มันฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน


    “ กระบวนท่าที่ 1 แมวป่าหัดเดิน ”


     

           มาวินรู้แล้วว่าเจ้าของเสียงคือใคร  เธอผู้นั้นคือ "เหมยลี่"  ทันใดนั้นเอง  เหล่าชาวบ้านก็ก้าวออกไปข้างหน้า ก่อนปล่อยหมัดตรงและตะโกนดังอย่างพร้อมเพรียง


    “ เฮ้ ”


      

         เด็กหนุ่มถึงกับใบ้รับประทาน  อาจารย์ของเขากำลังฝึกวิทยายุทธ์ให้เหล่าชาวบ้าน  เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด ก็พบว่าในกลุ่มนั้นมีทั้งคนแก่ ผู้ใหญ่  หนุ่มสาว แม้กระทั่งเด็ก 7 ขวบก็ยังมาฝึก  ทำให้ดูขบขันและชื่นชมในเวลาเดียวกัน 


    “ ฮะๆ  ยัยโย่งเกณฑ์คนมาฝึกทั้งหมู่บ้านเลย แน่จริงๆ ” 


    “ กระบวนท่าที่ 2 แมวป่าคืนรัง ” เด็กสาวตะโกนดังจนก้องบริเวณ เหล่าชาวบ้านจึงดีดตัวถอยหลัง พลางยกเท้าเตะสูงอย่างฉับพลัน  แม้จะเป็นกระบวนท่าที่ยากพอสมควรสำหรับผู้ฝึกใหม่ แต่พวกเขาก็ออกท่าทางได้อย่างพร้อมเพรียง  ทำให้มาวินรู้สึกทึ่ง


    “ โอ้โห ฝึกได้ถึงขั้นนี้เลยเหรอ  ไม่เบาแฮะ”


              

         มาวินยืนดูอยู่ครู่ใหญ่  การฝึกซ้อมก็จบลง ทันใดนั้นเอง  ก็มีเด็กชายอายุราวๆ 10 ขวบหันมาเห็น  ผู้เยาว์จึงร้องบอกพ่อของตนเอง


    “ พ่อๆ  นั่นพี่มาวินนี่นา  เขาฟื้นแล้ว ” สิ้นเสียงร้อง  ทุกคนพากันหันขวับมาที่มาวิน  ทำให้เด็กหนุ่มผวาเฮือกใหญ่  ภายในใจรู้สึกถึงลางร้าย


    “ ซวยแล้วสิ  พวกนั้นมองมาที่เราแล้ว ” เด็กหนุ่มรำพันกับตัวเอง ใบหน้าเรียวเล็กเริ่มซีดเซียว


     

         เหล่าชาวบ้านรีบตรงมาที่เด็กหนุ่มพร้อมกัน  ทุกคนดูบ้าคลั่ง  เขาเลยถอยหนี  แต่ไปได้ไม่กี่ก้าว  ก็ชนกับต้นไม้ใหญ่


    “ เอ๊ะ!  ติดต้นไม้ ” เด็กหนุ่มเหลียวหลังไปมอง จังหวะที่หันกลับมา  ก็พบกับชาวบ้านกว่าครึ่งร้อยยืนรายล้อม


    “ ไม่รู้ว่าทำผิดอะไร เขาถึงมารุมกระทืบเรา  ไม่ได้การ ต้องรีบขอโทษ ” มาวินนึกผวาอยู่ในใจ  จังหวะที่เด็กหนุ่มเตรียมยกมือไหว้  ชายร่างยักษ์หนวดเคราเฟิ้มก็ก้าวเข้ามา เพื่อทำบางสิ่ง



    สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2