มาวินค่อยๆลืมตา เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่มั้ย อันที่จริง ไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่ามีร่างกาย ทุกอย่างดูล่องลอย เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ภาพต่างๆก็เริ่มชัดขึ้นจนพอจะรู้ได้เลาๆว่านั่นคือฝ้าขาวสะอาดตา จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของแสงแดดและความเย็นฉ่ำของสายลมที่พัดผ่านหน้าต่าง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเตียงนอน
“ นี่เราอยู่ที่ไหน” เด็กหนุ่มรู้สึกกระหายน้ำ ดวงตาเรียวเหลือบมองไปรอบๆ จึงพบว่าที่นี่คือห้องนอนของใครซักคน เพราะมีเครื่องเรือนอย่างโต๊ะ ตู้ เตียง ประดับครบครัน
“ แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้ไง ”
มาวินพยายามนึกอยู่นานพอดู ห้วงความจำสุดท้ายก็กลับมา สิ่งแรกที่ระลึกถึงก็คือภาพการต่อสู้กับโกส ผู้ใช้เวทมนตร์แห่งความตาย
“ เรากำลังต่อสู้กับไอ้บ้านั่นนี่นา แล้วเราชนะรึเปล่า ” มาวินรีบลุกขึ้นมา แต่ทันทีที่ได้นั่งเต็มตัว ก็ปวดแปล๊บไปทั่วทั้งกาย
“ โอ๊ย ” มาวินรู้สึกปวดร้าวอย่างหนัก ราวกับเพิ่งโดนสิบล้อเหยียบมาหมาดๆ ทำให้เขาสงสัย
“ เอ….แต่ที่นี่ไม่มีสิบล้อนี่หว่า แล้วเราเจ็บหนักได้ยังไง ” ระหว่างที่มาวินกำลังงุนงง เสียงห้าวที่สดใสก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง
“ ฟื้นแล้วเหรอ เจ้าลิงหัวเขียว ”
มาวินสะดุ้งเฮือก เมื่อหันไปมอง ก็พบกับเหมยลี่ เพื่อนสาวคนสนิท ซึ่งบัดนี้ กำลังยืนกอดอกอยู่ข้างประตู เขาจึงรีบถามโดยเร็ว
“ อ้าว ยัยโย่งนี่เอง เธอไม่เป็นไรนะ ”
ดวงตาของเหมยลี่แฝงแววขำ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย คล้ายกลั้นหัวเราะ
“ ห่วงตัวเองก่อนเถอะ นายต่างหากที่เกือบตาย”
“ ฮะๆ นั่นน่ะสิ ว่าแต่ชั้นไปโดนอะไรมา ถึงได้น่วมขนาดนี้ ” มาวินรู้สึกโล่งอก กระนั้นก็ยังไม่เลิกสงสัย
“ นี่จำไม่ได้จริงเหรอ ” เด็กสาวทำหน้างง พลางสอบถามอย่างจริงจัง
เด็กหนุ่มหัวเขียวก้มหน้านิ่ง คิ้วเรียวขมวดย่น คล้ายกำลังขบคิดอย่างหนักหน่วง จากนั้นก็ตอบกลับอย่างระมัดระวัง
“ จำได้ลางๆว่ากำลังสู้กับไอ้หัวล้านที่ยิงแสงบ้าๆบอๆ แล้วชั้นก็วิ่งเข้าใส่แสงสีดำ จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลย ”
เด็กสาวนิ่งเงียบ ถ้ามาวินไม่คิดไปเอง เขารู้สึกว่าเหมยลี่กำลังจ้องจับผิดอยู่ พอเวลาผ่านไปได้ซักหน่อย เด็กหนุ่มก็เริ่มขัดเขินจนต้องโวยกลับ
“ นี่เธอจะมาจ้องทำไม หูชั้นงอกออกมาสี่ข้างรึไง ”
เหมยลี่ยังคงจ้องนิ่งๆอยู่อย่างนั้น ไม่นาน ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ ดูท่านายจะจำไม่ได้จริงๆ คนที่ล้มเจ้าเนโครมันเซอร์นั่นก็คือนาย”
“ หา…คนอย่างชั้นนี่นะ ” ดวงตาของมาวินเบิกโพลงด้วยความตกใจ
“ ก็ใช่น่ะสิ นายนั่นแหละที่เป็นคนล้มมัน ” เหมยลี่ยืนกอดอก พร้อมเอียงคอตอบด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยหน่าย
“ เป็นไปไม่ได้ เจ้าโล้นนั่นโคตรเก่งบรรลัย แถมยกแรก ชั้นก็ถูกมันอัดเอาอัดเอาจนล้มลงไปนอนวัดพื้นเป็นว่าเล่น แล้วอย่างนี้ มันจะแพ้ชั้นได้ไง ” มาวินเถียง เขาไม่เชื่อเด็กสาว
“ ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่นายเป็นคนล้มมันจริงๆ และที่สำคัญกว่านั้น ” เด็กสาวร่างสูงตัดบท หลังจากนั้นก็เว้นช่วงนิดหนึ่ง ก่อนจะใส่เป็นชุด
“ นายเป็นบ้าอะไร ถึงได้ยืดอกรับคาถาของมัน ถ้าสู้ตามปกติ ก็ชนะไปแล้ว ไม่ต้องเจ็บหนักแบบนี้ ” คำด่านั้นทำให้มาวินถอยหลังหนีจนติดขอบเตียง แต่เหมยลี่ไม่ยอมจบ
“ แล้วรู้มั้ยว่าไอ้คาถาเดทที่เพิ่งโดนนั่น มันทำให้นายตายในทีเดียว ถึงรอดมาได้ ก็อาจพิการหรือไม่ก็เจ็บหนักแบบนี้ ” สีหน้าของเหมยลี่ดูขึงขังเป็นอย่างยิ่ง
ความจริงมาวินก็เกรงเหมยลี่อยู่แล้ว แต่ในยามนี้ ความกลัวยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าทวี เขาคาดว่าตัวเองอาจโดนขนมตุ้บตั้บอีกหนึ่งชุดใหญ่ กระนั้นในใจกลับเป็นสุขอย่างประหลาด ด้วยสัมผัสถึงความอบอุ่นที่แฝงอยู่ในการกระทำของเพื่อนสาว จึงเผลอยิ้มออกมา
“ ยิ้มทำไม เจ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวร่างสูงร้องถาม
“ เอ๊ะ! เปล่านี่ ชั้นไม่ได้ยิ้มซักหน่อย ” มาวินเปลี่ยนท่าที เขาแสร้งทำเป็นงง
เหมยลี่จ้องอยู่ครู่หนึ่ง แววตาดูเอาเรื่อง เวลาต่อมา เด็กสาวร่างสูงก็โยนบางสิ่งไปที่ตัก เมื่อเด็กหนุ่มก้มลงมอง ก็พบว่าสิ่งนั้นคือจานข้าว
“ กินแล้วนอนพักซะ สภาพแบบนี้ยังออกเดินทางไม่ได้ ” เด็กสาวพูดเสียงแข็ง ก่อนเดินจากไป
เด็กหนุ่มหัวเขียวมองอาหารในจาน ซึ่งมีลักษณะคล้ายแป้งสาลีเม็ดกลม เจ้าก้อนเล็กๆนั้นลอยตัวอยู่บนซุปร้อน มาวินไม่รู้ว่านี่คืออะไร แต่มันดูคล้ายข้าวต้มในโลกมนุษย์ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ลังเลที่จะสวาปาม ไม่กี่อึดใจ จานใบนั้นก็ว่างเปล่า
“ เค็มไปนิด แต่ก็อร่อยแฮะ คล้ายข้าวต้มบ้านเราเลย มีอีกจานมั้ยเนี่ย ” เด็กหนุ่มแลบลิ้นเลียปาก เขาพอใจในอาหารมื้อนี้
…………………….
เวลาย่างเข้าสู่หัวค่ำ บรรยากาศเริ่มมืดครึ้สลัว มาวินจึงยันกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เพื่อไปปิดหน้าต่าง จะได้ป้องกันลมหนาวยามดึก หลังจากนั้นก็กลับมานอนที่เตียง
“ อู้ย ปวดไปทั้งตัว นี่คือผลจากการโดนแสงสีดำนั่นใช่มั้ย ” เด็กหนุ่มครางเบาๆ เขาสงสัยว่าทำไมถึงรวดร้าวขนาดนี้ ทั้งที่ร่างกายมีบาดแผลเพียงเล็กน้อย ระหว่างนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดกว้าง
“ แอ๊ด…. ”
มาวินเงยหน้ามองบุคคลที่เข้ามา เขาคือชายวัยกลางคน ร่างสูงผอม ใบหน้ามีหนวดเคราปกคลุมถึงปลายคาง เส้นผมสั้นๆบนศีรษะเริ่มกลายเป็นสีดอกเลา คนผู้นี้ฉีกยิ้มกว้าง พร้อมกล่าวทักทายอย่างอบอุ่น
“ ตื่นแล้วเหรอ พ่อหนุ่ม ”
“ อืม ตื่นแล้ว ลุง ว่าแต่ตอนนี้ชั้นอยู่ที่ไหน” เด็กหนุ่มเอ๋ออยู่ชั่วขณะ ก่อนตอบกลับ
“ หมู่บ้านเล็กๆที่ชื่อลูกากู ” ชายวัยกลางคนยิ้มแย้ม
“ เหอๆ งั้นขอถามต่อนะ หลังจากต่อสู้กับไอ้โล้นยิงแสง ชั้นหลับไปกี่ชั่วโมง ” เด็กหนุ่มถามเพลียๆ
ชายวัยกลางคนตรึกตรองนิดนึง เพราะไม่รู้ว่าไอ้โล้นยิงแสงคือใคร หลังจากคิดออก เขาก็ตอบคำถามของเด็กหนุ่ม
“ ราวๆ 3 วัน ”
“ อ้อ แค่ 3 วัน เฮ้ย! ตั้ง 3 วันเลยเหรอ ลุง ” มาวินรับคำเบาๆ ก่อนสะดุ้งตกใจ
“ ใช่แล้ว ว่าแต่เรายังไม่รู้จักกันเลย ลุงชื่อ อีริก เมนสัน เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เธอล่ะชื่ออะไร ” ชายวัยกลางคนแนะนำตัว ก่อนจับมือของมาวินเขย่า เพื่อทักทาย
“ เอ่อ ชั้นชื่อมาวินน่ะ ” เด็กหนุ่มเขย่ามือกลับ พลางแนะนำตัวเองแบบงงๆ
“ จริงสิ ลุงยังไม่ได้ขอบใจพ่อหนุ่มเลย พวกเราโดนมันกดขี่มานาน ถ้าไม่ได้พ่อหนุ่มกับแม่หนูคนนั้นช่วยไว้ ก็ไม่รู้จะเป็นยังไง ต่อจากนี้ชาวบ้านคงได้อยู่อย่างสงบเสียที ขอบใจจริงๆนะ ” หัวหน้าหมู่บ้านเขย่ามือแรงขึ้น ขอบตาแดงก่ำ คล้ายจะร้องไห้ แต่เด็กหนุ่มไม่รู้สึกตื้นตันด้วย ภายในใจแอบขบคิด
“ รู้แล้วว่าอยากขอบใจ แต่ช่วยหยุดเขย่ามือได้มั้ย ชั้นระบมไปทั้งตัวแล้ว ”
หัวหน้าหมู่บ้านขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเด็กหนุ่มเริ่มรำคาญ ถึงกระนั้นชายวัยกลางคนก็ชดเชยด้วยการยกสำรับชุดใหญ่มาเสิร์ฟ ในนั้นมีทั้งข้าวต้มประหลาดที่เพิ่งกินเมื่อกลางวันและเนื้อแปลกๆสีแดง ตามด้วยองุ่น มะม่วง สับปะรด
แน่นอนว่าเด็กหนุ่มไม่ยอมปฏิเสธความหวังดีของเจ้าบ้านแน่ เขาจึงยัดอาหารทั้งสำรับเข้าสู่กระเพาะ สุดท้ายก็ไม่เหลือแม้แต่กระดูก นับว่าเป็นการรับประทานที่ชวนให้สุนัขร้องไห้จริงๆ
……………………….
มาวินหลับอย่างสบายอารมณ์ เตียงหนานุ่มและผ้าห่มอันอบอุ่น ประกอบกับอากาศบริสุทธิ์ของบ้านแถบชนบท สร้างความสงบสุขให้กับเด็กหนุ่ม พอถึงเช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อนๆก็สาดผ่านมู่ลี่หน้าต่างเข้ามา มันแยงตาจนทำให้เขาตื่น
“ หาว......” เด็กหนุ่มยกสองแขนขึ้นสูง เพื่อบิดขี้เกียจ จากนั้นก็เริ่มขยี้ตา แล้วหันซ้ายหันขวา
“ กี่โมงกี่ยามแล้ว นาฬิกาอยู่ไหนเนี่ย ”
เด็กหนุ่มมึนงงอยู่ครู่ใหญ่ ก็จำได้ว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่โลกมนุษย์ แล้วจะมีนาฬิกาตั้งโต๊ะได้ยังไง จึงเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นยืน เพื่อออกไปสูดอากาศข้างนอก ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น ก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงและเจ็บปวดนิดๆ เลยก้าวไปข้างหน้าอย่างยากเย็น
“ พักตั้งหลายวัน ยังไม่หายอีก ท่าทางจะหนักกว่าที่คิด หรือเราจะไปชนกับสิบล้อมาจริงๆ ” เด็กหนุ่มหงุดหงิดที่ไม่อาจใช้ร่างกายได้ตามประสงค์ ทันใดนั้นเอง เขาก็เหลือบไปเห็นไม้พลองยาวเกือบเท่าตัวคน
“ เยี่ยมไปเลย เจอของดีแล้ว ” เด็กหนุ่มยิ้มหน้าบาน เขาหยิบไม้ยาวมาไว้ในมือ เพื่อใช้ยันกาย
พอประตูเปิดออก เด็กหนุ่มก็พบกับห้องรับแขกที่ประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือนประเภทไม้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ บนผนังแขวนเครื่องมือเกษตรกรรมหลายสิบอย่างเป็นระเบียบ
“ ว่าแต่นี่คือบ้านของใคร ”
แม้มาวินจะสงสัยอยู่บ้าง แต่ไม่นาน เขาก็อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกตามประสาลิงที่อยู่ไม่สุข จึงเริ่มเขยกกายไปพร้อมไม้ค้ำยัน
มาวินเขยกไปตามทาง พอถึงประตูไม้ไร้ลวดลาย เด็กหนุ่มรู้ทันทีว่านี่คือปรากการด่านสุดท้าย เขาจึงเอื้อมมือไปเปิดมัน
“ แอ๊ด ”
ทันทีที่ประตูเปิดออก แสงแดดแรงกล้าจากภายนอกก็สาดส่องเข้ามาจนต้องหรี่ตา เพราะเขาอยู่ในห้องนานเกินไป
มาวินยกมือขึ้นป้องหน้าผาก เพื่อบังแสงแดด ไม่นาน เขาก็แสบตาน้อยลง ทำให้เห็นทิวทัศน์ภายนอกอย่างชัดเจน จึงพบว่าตนกำลังยืนอยู่กลางชนบท มีบ้านไม้สร้างแบบง่ายๆอยู่หลายหลัง ต้นไม้หลากชนิดยืนแซมเป็นระยะ สายลมปะทะใบหน้า แถมยังมีเสียงนกร้องเบาๆ ราวกับดนตรีธรรมชาติ ทำให้รู้สึกอิ่มใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันทั้งสงบสุขและเรียบง่าย
“ รู้สึกดีจังเลย ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นฟ้า พลางหลับตาลง เพื่อให้ร่างกายทุกส่วนได้สัมผัสลมเย็นอย่างเต็มที่
ขณะที่มาวินกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศ เขาก็รู้สึกว่าหมู่บ้านนี้เงียบเกินไป มันผิดปกติเอามากๆ เพราะในยามเช้าแบบนี้ ควรเป็นเวลาที่ชาวบ้านออกหากิน แต่กลับไม่พบผู้คน ระหว่างที่สงสัยอยู่นั้นเอง เด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงโห่ร้อง มันดังมาจากที่ไหนซักแห่ง
“ เฮ้ เฮ้ เฮ้ ”
“ ใครมาเอะอะโวยวายแถวนี้ ” เด็กหนุ่มรีบเขยกไปยังทิศทางที่เกิดเสียง เพื่อดูให้สิ้นสงสัย
มาวินใช้เวลาไม่นาน ก็ถึงจุดเกิดเหตุ ที่นั่นคือลานกว้างกลางหมู่บ้าน มีเหล่าชาวบ้านราวๆ 50 คนรวมตัวกันอย่างเนืองแน่น
“ เอ๋ นี่จะยกพวกตีกับใครรึไง ” เด็กหนุ่มมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่ยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงห้าวๆของเด็กสาวคนหนึ่ง มันฟังดูคุ้นหูเหลือเกิน
“ กระบวนท่าที่ 1 แมวป่าหัดเดิน ”
มาวินรู้แล้วว่าเจ้าของเสียงคือใคร เธอผู้นั้นคือ "เหมยลี่" ทันใดนั้นเอง เหล่าชาวบ้านก็ก้าวออกไปข้างหน้า ก่อนปล่อยหมัดตรงและตะโกนดังอย่างพร้อมเพรียง
“ เฮ้ ”
เด็กหนุ่มถึงกับใบ้รับประทาน อาจารย์ของเขากำลังฝึกวิทยายุทธ์ให้เหล่าชาวบ้าน เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด ก็พบว่าในกลุ่มนั้นมีทั้งคนแก่ ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว แม้กระทั่งเด็ก 7 ขวบก็ยังมาฝึก ทำให้ดูขบขันและชื่นชมในเวลาเดียวกัน
“ ฮะๆ ยัยโย่งเกณฑ์คนมาฝึกทั้งหมู่บ้านเลย แน่จริงๆ ”
“ กระบวนท่าที่ 2 แมวป่าคืนรัง ” เด็กสาวตะโกนดังจนก้องบริเวณ เหล่าชาวบ้านจึงดีดตัวถอยหลัง พลางยกเท้าเตะสูงอย่างฉับพลัน แม้จะเป็นกระบวนท่าที่ยากพอสมควรสำหรับผู้ฝึกใหม่ แต่พวกเขาก็ออกท่าทางได้อย่างพร้อมเพรียง ทำให้มาวินรู้สึกทึ่ง
“ โอ้โห ฝึกได้ถึงขั้นนี้เลยเหรอ ไม่เบาแฮะ”
มาวินยืนดูอยู่ครู่ใหญ่ การฝึกซ้อมก็จบลง ทันใดนั้นเอง ก็มีเด็กชายอายุราวๆ 10 ขวบหันมาเห็น ผู้เยาว์จึงร้องบอกพ่อของตนเอง
“ พ่อๆ นั่นพี่มาวินนี่นา เขาฟื้นแล้ว ” สิ้นเสียงร้อง ทุกคนพากันหันขวับมาที่มาวิน ทำให้เด็กหนุ่มผวาเฮือกใหญ่ ภายในใจรู้สึกถึงลางร้าย
“ ซวยแล้วสิ พวกนั้นมองมาที่เราแล้ว ” เด็กหนุ่มรำพันกับตัวเอง ใบหน้าเรียวเล็กเริ่มซีดเซียว
เหล่าชาวบ้านรีบตรงมาที่เด็กหนุ่มพร้อมกัน ทุกคนดูบ้าคลั่ง เขาเลยถอยหนี แต่ไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ชนกับต้นไม้ใหญ่
“ เอ๊ะ! ติดต้นไม้ ” เด็กหนุ่มเหลียวหลังไปมอง จังหวะที่หันกลับมา ก็พบกับชาวบ้านกว่าครึ่งร้อยยืนรายล้อม
“ ไม่รู้ว่าทำผิดอะไร เขาถึงมารุมกระทืบเรา ไม่ได้การ ต้องรีบขอโทษ ” มาวินนึกผวาอยู่ในใจ จังหวะที่เด็กหนุ่มเตรียมยกมือไหว้ ชายร่างยักษ์หนวดเคราเฟิ้มก็ก้าวเข้ามา เพื่อทำบางสิ่ง
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
