เสียงดังสนั่นพลังอันรุนแรงกดกระแทกจนเกิดหลุมรอบกายเป็นวงกว้างยกเว้นวงกลมที่กังหลงยืนอยู่ยังคงมิได้เสียหายใด ๆ กังหลงมิขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียวโคจรลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะอย่างเต็มกำลัง ครานี้ปราณเหมันต์ธาตุน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่เย็นจัดมิอาจเกาะติดกายกังหลงเลยแม้แต่น้อย แต่แรงอัดกระแทกอันรุนแรงนี้หากกังหลงมิสำเร็จลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะระดับที่หนึ่งที่มีพลังป้องกันทางกายภาพถึงห้าพันชั่ง ที่สามารถทนทานความร้อนหนาวและพลังฝ่ามือของผู้มีปราณยุทธระดับเดียวกันทุกชนิด คงต้องกระเด็นและกระอักโลหิตออกมาเป็นแน่แท้ กังหลงคำนึงขึ้น
"มิทราบเป็นธาตุวารีชนิดใดถึงได้เย็นจัดทั้งยังแข็งแกร่งและรุนแรงถึงเพียงนี้ การโจมตีครั้งที่สามคงต้องรุนแรงกว่านี้อีกหลายเท่าเป็นแน่เห็นทีคงต้องผสานสองจักระทั้งจักกระอัสนีและจักรอัคคีเข้าด้วยกันเพื่อต้านทานการโจมตีครั้งที่สาม"
โคจรลมปราณจักระธาตุอัศนีและธาตุอัคคีพร้อมกันและผสานอัคคีนิลกาลจน์ครอบคลุมกายเสร็จสิ้นกังหลงกล่าวขึ้น
"เหลือการโจมตีอีกเพียงครั้งเดียว เชิญท่านนงคราญสุรางค์สวรรค์จู่โจม"
ฝ่ายบุคคลที่อยู่หลังม่านถึงกับตะลึง เพราะมิคาดคิดว่าพลังโจมตีทั้งสิบส่วนของท่าโจมตีไม้ตายท่าที่สองก็ยังมิอาจทำอันใดกับบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าได้ คงต้องฝากความหวังไว้กับท่าไม้ตายสุดท้ายท่าที่สาม และหวนคิดว่าตนได้ประเมินบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าผู้นี้ต่ำไป เมื่อได้ยินบุรุษหนุ่มท้าทายมาอีกครั้งความถือดีของบุคคลที่อยู่หลังม่านจึงเกิดขึ้นอีกครา รวบรวมพลังลมปราณทั้งหมดที่มีก่อเกิดพลังรุนแรงจนอากาศรอบข้างถึงกับบิดเบี้ยว เหงื่อผุดรอบกายจนชุดถึงกับเปียกชุ่มเหมือนอาบน้ำ คำรามขึ้น
"งั้นเตรียมรับพลังโจมตีทั้งหมดของข้าในคราครั้งนี้ หงษ์ระเริงฟ้าพสุธากำสรวญ !!"
พลังรุนแรงจนหอสุรางค์สวรรค์สั่นสะเทือนเกือบพังทลาย ปรากฎหงษ์น้ำแข็งสีครามสวยงามขนาดสองวาสยายปีกหมุนวนดุจกงจักรพุ่งเข้าโจมตีกังหลงอีกครั้ง กังหลงโคจรพลังจากจักระธาตุอัศนีและจักระธาตุอัคคีหลอมรวมและผสานกับเปลวอัคคีสีดำเคลือบกายาทองแดงจนดูดุจนักรบทองแดงอันยิ่งใหญ่ที่ยืนตระหง่านปักหลักมั่นมิไหวติง เปรียบดังขุนเขาที่หาญกล้าท้าทายต้านแรงพายุร้ายที่กำลังพิโรธ พร้อมโคจรลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจนถึงขีดสุด กงจักรน้ำแข็งพุ่งเข้ากระทบร่างบุรุษหนุ่มจนเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง การปะทะทำให่กงจักร์น้ำแข็งแตกกระจายละเอียดฟุ้งดุจหิมะเป็นประกายหมอกระยิบระยับดุจประกายเพชรที่สะท้อนแสงสวยงามบดบังทุกสิ่งจนมองมิเห็นอันใด ชั่วครู่เมื่อหมอกจางหายกลับพบร่างบุรุษหนุ่มยังยืนตระหง่านอยู่ที่เดิมแม้เสื้อผ้าจะโดนจู่โจมจนขาดกะรุ่งกะริ่งเหมือนชุดขอทาน แต่ก็มิมีบาดแผลทางผิวกายใดเกิดขึ้น พลังปราณก็ยังดูมิอ่อนโทรมลงไปแม้แต่น้อย บุคคลที่อยู่หลังม่านถึงกับลุกขึ้นยืนและเปิดม่านเดินออกมา จึงเห็นเป็นสตรีที่แต่งตัวเยี่ยงนงคราญสุรางค์สวรรค์ เหมี่ยวเซี๊ยะมิผิด นงคราญสุรางค์สวรรค์ กล่าวขึ้น
"ช่างแข็งแกร่งนัก !! นับเป็นบุรุษที่แข็งแกร่งยิ่ง การโจมตีที่รุนแรงสองครั้งหลังกลับมิอาจทำให้ท่านเคลื่อนกายหลุดออกจากตำแหน่งที่กำหนด การทดสอบขั้นนี้นับว่าท่านชนะ ต่อไปจะเป็นการทดสอบขั้นสุดท้ายคือด้านจิตวิญญาณ หากท่านพร้อมจะทดสอบเมื่อใดโปรดบอกข้าได้"
เห็นผู้ที่เดินออกมาเป็นนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะ ผู้เป็นนงคราญสุรางค์สวรรค์รุ่นปัจจุบัน กังหลงมิแปลกใจแม้แต่น้อย แต่ก็อดตกตะลึงต่อพลังฝีมือมิได้ จากพลังที่แสดงออกของนางต้องมีระดับปราณไม่ต่ำกว่าปราณราชันย์ระดับหนึ่งขั้นสุด หากเป็นนงคราญสุรางค์สวรรค์รุ่นปัจจุบันอายุคงเยาว์วัยมิห่างจากตนเท่าไรนัก มิทราบว่านางฝึกปรือมาเช่นไร กังหลงนั้นมีวาสนาที่ผู้อื่นมิอาจมีจึงได้โชคดีมีรดับพลังที่สูงยิ่งกว่าผู้คนในวัยหนุ่มสาวด้วยกันมาจากตำหนักนิลกาลจน์ แต่คนอื่นคงมิอาจมีวาสนาเช่นตนแน่ แล้วพวกเขาฝึกปรือมาได้อย่างไรกัน ครุ่นคิดแล้วกังหลงเคลื่อนหายหาที่กำบังค้นหาชุดในถุงมิติออกมาผลัดเปลี่ยนใหม่จนดูหล่อเหลาเช่นเดิม เดินอย่างสง่าออกมา จวบจนผู้รับใช้ทั้งสองของนงคราญสุรางค์สวรรค์ ถึงกับตะลึงเผลอกล่าวออกมา
"เป็นบุรุษที่หล่อเหลายิ่งทั้งยังเก่งกาจยากจะหาใดเปรียบ ครานี้นายท่านคงได้พบเจอผู้ที่เหมาะสมแล้ว..!!"
นงคราญสุรางค์สวรรค์ ได้ยินเข้าถึงกับหน้าแดงคอแดงไปจนใบหูร้อนผ่าว กล่าวตำหนิสาวใช้ทั้งสอง
"พูดเหลวไหล...เดี๋ยวกลับไปข้าจะลงโทษพวกเจ้า"
สาวใช้สวยงามทั้งสองต่างแลบลิ้นพร้อมหัวเราะเย้าแหย่ผู้เป็นนายของตนด้วยความสำราญใจ
"คิคิ..นายท่านอย่าโกรธ..ข้าน้อยผิดไปแล้ว พอเจอผู้อื่นแล้วไม่เห็นความสำคัญของบ่าวทั้งสองแล้วมันน่าน้อยใจนัก ..!!"
สาวใช้ทั้งสองกล่าวพร้อมหัวเราะชอบใจ กังหลงหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก้าวเดินมาหานงคราญสุรางค์สวรรค์ พร้อมกล่าว
"ข้าพร้อมแล้วเชิญแม่นางเริ่มการทดสอบขั้นต่อไปได้ "
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นงคราญสุรางค์สวรรค์กลับไปนั่งยังหลังม่านดังเดิม เริ่มสำรวมจิตนำพิณสีดำออกมาพร้อมนั่งและเริ่มบรรเลง คลื่นเสียงแผ่กระจายพุ่งตรงไปหากังหลงในทันที กังหลงได้ยินเสียงฉับพลันรอบตัวกลับมืดสลัวเต็มไปด้วยหมอกควัน เสียงกังวาลเจาะทะลวงเข้าสู่จิตใจ พลันได้ยินเสียงเคลื่อนทัพอันยิ่งใหญ่พร้อมเสียงอาวุธที่ต่อสู้กัน มองเห็นเหมือนตัวเองอยู่ในกลุ่มของทหารที่สู้รบกับศรัตรู ต้องพบเจอกับกลุ่มข้าศึกที่มากมายเข่นฆ่าอย่างไรก็มิหมดจวบจนตนสิ้นเรี่ยวแรง
"ฆ่ามัน..บุกเข้าไป"
ภาพกลุ่มทหารฝ่ายตนถูกฆ่าตายจนแทบหมดสิ้นกังหลงสู้ศึกจนอ่อนล้า ปานจะขาดใจ จนต้องคืบคลานหลบหลีกเหล่าศรัตรู ทันใดภาพกังหลงได้มาปรากฎที่เมืองเนตรอสูรมองเห็นภายในตระกูลกังบัดนี้บิดามารดาและคนในตระกูลต่างโดนเหล่าทหารศรัตรูจับไว้และเริ่มลงมือประหารบั่นศีรษะไปทีละคน กังหลงเห็นเช่นนั้นก็ตื่นตกใจยิ่งร้องตะโกนออกมาสุดเสียง
"อย่า.าาาา..ปล่อยท่านพ่อท่านแม่ข้าเดี๋ยวนี้นะ !!"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าหนูข้าจะฆ่าคนที่เจ้ารักให้หมด"
"อย่าาาาาาา"
ทันใดลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติได้มีปฏิกริยาต่อต้านขึ้นอัตโนมัติเกิดการหมุนวนดูดกลืนของลมปราณภายในร่างกังหลงรวดเร็วขึ้นจนปราณอัคคีและปราณอัสนีในร่างแผ่กระจายไปทั่วร่างจนกระตุ้นให้กังหลงเริ่มฟื้นคืนสติมา กังหลงถึงกับเหงื่อตกเปียกชุ่มไปทั้งร่างดุจเพิ่งผ่านการอาบน้ำมา หวนคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่แท้เป็นเพียงภาพมายา ตนเพียงเผลอสติไปชั่วครู่ขณะพูดจนอีกฝ่ายใช่จังหวะนั้นจู่โจมด้วยพลังจิตวิญญาณจนเกือบจะเสียท่าหากปฏิกิริยาของร่างกายมิได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะตนเริ่มขาดความระมัดระวัง และถ้าฟื้นคืนสติไม่ทันมิทราบจะแสดงอะไรที่น่าละอายออกไปบ้างแล้ว บ่นในใจ
("ช่างหวาดเสียวนักพลังจิตวิญญาณที่กล้าแข็งยิ่งหากมิมีปฏิกริยาของทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ ข้าคงต้องได้อับอายแล้ว หึ..เห็นทีต้องแสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของข้าบ้าง")
กังหลงนั่งลงสำรวมจิตส่งความรู้สึกเข้าสู่ทะเลจิตกำหนดการโคจรพลังจิตวิญญาณตามแนวทางลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติจิตเริ่มชักนำพลังจิตวิญญาณในทะเลแห่งจิตให้เริ่มไหลวนช้า ๆ จากช้าเป็นเร็วจวบจนเป็นกระแสธารวิญญาณสีดำไหลวนอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นพลังหมุนวนจากจุดเล็กเป็นใหญ่และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์เริ่มดูดกลืนพลังจิตวิญาณธรรมชาติจากภายนอกและพลังวิญญาณที่นงคราญสุรางค์สวรรค์ส่งมาโจมตีตนกระแสดูดกลืนยิ่งใายิ่งรุนแรงจนแผ่กระจายออกรอบกายกังหลง ขยายรัศมีการดูดกลืนออกไปเรื่อยๆ หนึ่งเมตร สองเมตร ห้าเมตร สิบเมตร ห้าสิบ...หนึ่งร้อยครึ่งลี้ หนึ่งลี้ สองลี้....