เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินแหวกพุ่มไม้ออกจากป่าทึบ
ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมหนังแกะขาดวิ่น มือถือไม้เท้าไม้ไผ่ บ่าสะพายห่อผ้า เอวเหน็บมีดพราน สภาพไม่ต่างจากตอนเพิ่งออกเดินทางเมื่อหลายวันก่อน
ทว่าใบหน้าเวลานี้กลับมอมแมมซูบตอบ ฝีเท้าเดินโซเซซวนเซ แววตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
การออกจากหมู่บ้านสกุลอวี๋ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อล่าสัตว์ ไม่มีใครเคียงข้าง มีเพียงการดิ้นรนหนีตายเพียงลำพัง
แล้วจะหนีไปไหน?
อวี๋เย่เอื้อมมือเกาะต้นไม้แห้งข้างทางเพื่อหยุดหอบหายใจ กิ่งไม้สั่นไหว หิมะร่วงกราวลงมาปกคลุมหัวและตัวจนขาวโพลน
เบื้องหน้าคือหุบเขารกร้างไร้ร่องรอยผู้คน
หากฝ่าหุบเขานี้ลงใต้จะทะลุสู่เมืองหลิงเจียว ทิศตะวันตกคือูเาสูงป่าทึบ ส่วนทิศตะวันออกเป็เส้นทางราบเรียบ
เมืองหลิงเจียวแม้ห่างไกล แต่เป็จุดแวะพักที่ผู้คนพลุกพล่านร้อยพ่อพันแม่ หากเผลอทิ้งเบาะแสไว้แม้แต่นิดเดียว เฉินฉี่ต้องตามกลิ่นเจอแน่
ไปทางตะวันออกก็แล้วกัน
อวี๋เย่ตัดสินใจเด็ดขาด เขาปัดหิมะตามตัวออก ก้าวเดินเลาะไปตามแนวป่าและเนินเขาเพื่อหลีกเลี่ยงการทิ้งรอยเท้าไว้บนหิมะ
สถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำเช่นนี้
เฉินฉี่ทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงมุกั ตราบใดที่ยังไม่สมหวัง มันไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่
หากขืนอยู่หมู่บ้านสกุลอวี๋ต่อไป เขาตายยังไม่เท่าไหร่ แต่กลัวว่าเฉินฉี่จะฆ่าล้างบาง ลากคนเฒ่าคนแก่กับเด็กๆ ไปตายตกตามกัน
ทางเดียวที่จะช่วยหมู่บ้านให้พ้นภัยคือเขาต้องหนีไปให้ไกลที่สุด ซึ่งนั่นก็ถือเป็การเปิดทางรอดให้ตัวเองด้วยเช่นกัน
การที่อวี๋เอ้อร์โก่วขับไล่เขาออกจากหมู่บ้าน ก็คงเพราะเหตุผลนี้
อวี๋เย่ลูบมีดพรานที่เอว ความรู้สึกผิดและกระวนกระวายจุกอัดแน่นในอก
อวี๋เอ้อร์โก่วที่เคยร่าเริงไร้กังวล จู่ๆ ก็ดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้นหลายปี ทั้งอมทุกข์และอารมณ์ร้าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคอยดูแลเขา แถมยังมอบมีดพรานสุดรักสุดหวงเล่มนี้ให้
นั่นคือพี่น้องร่วมสาบานของเขา!
ไม่รู้ว่าจะได้กลับหมู่บ้านสกุลอวี๋อีกเมื่อไหร่ หรือจะรอดชีวิตไปได้อีกนานแค่ไหน หากตายไป ทุกอย่างจะจบสิ้นเพียงแค่นี้หรือ?
ต่อให้อวี๋เย่กลายเป็ผีไร้ญาติ เขาก็ไม่มีวันลืมหนี้เืของหมู่บ้านเด็ดขาด
ต้องรอดเท่านั้น ถึงจะมีวันพรุ่งนี้
อวี๋เย่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
ตลอดทางไร้ผู้คน ไร้แม้แต่เงาสัตว์ป่า มีเพียงเขาก้าวเดินอย่างโดดเดี่ยวฝ่าเนินหิมะและเทือกเขารกร้าง
หิวก็แทะเสบียงแห้ง กระหายก็กอบหิมะยัดปาก ตกกลางคืนก็ห่มฟูกหนังหมาป่านอนซุกตัวกลางทุ่งน้ำแข็ง
คืนฤดูหนาวมาเยือนอีกครา
บนยอดเขา เฉินฉี่ยืนเอามือไพล่หลัง ลูบคางพลางก้มมองเบื้องล่างด้วยแววตาหยอกล้อ เบื้องล่างฝ่าเท้าของมันคือหมู่บ้านสกุลอวี๋แห่งหุบเขาซิงหยวน
หมู่บ้านเล็กๆ ยามวิกาลไร้เสียงสุนัขเห่าหอน ไร้แสงตะเกียง เงียบสงัดราวกับป่าช้า
ทว่าภายใต้แสงจันทร์ กลับมีเงาร่างหนึ่งเดินออกมาจากหมู่บ้าน ตอนแรกก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเหินทะยานขึ้นฟ้า พุ่งตรงมายังยอดเขา
ร่างนั้นเบาหวิว ะโข้ามโขดหินราวกับวิ่งบนทางราบ เพียงชั่วอึดใจก็พุ่งทะยานถึงยอดเขา ร่อนลงแตะพื้นอย่างนุ่มนวล ปรากฏร่างเป็สตรีในชุดเขียวผู้สวมผ้าปิดหน้า
"ศิษย์น้อง เป็ยังไงบ้าง?" เฉินฉี่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
ศิษย์น้องผู้นั้นคือไป๋จื่อ หลังจากมีปากเสียงกับเฉินฉี่ที่หุบเขาหลิงเจียว นางก็กลับไปที่เขาเสวียนฮวง และบัดนี้ได้รับคำสั่งให้ลงเขามาสมทบกับศิษย์พี่ที่หุบเขาซิงหยวนอีกครั้ง
ไป๋จื่อส่ายหน้าเล็กน้อย "อวี๋เย่ไม่อยู่ในหมู่บ้าน"
เฉินฉี่เอามือไพล่หลัง เชิดคางขึ้น "ข้าบอกแล้วว่าไอ้เด็กนั่นหนีไปแล้ว เ้าก็ไม่เชื่อ ตอนนี้ประจักษ์แก่สายตาแล้วนะ เอาไปรายงานท่านอาจารย์ตามตรงได้เลย"
แต่ไป๋จื่อกลับขมวดคิ้ว จ้องมองศิษย์พี่ของตน "ข้าได้ยินจากพวกสตรีในหมู่บ้านว่า เมื่อสิบกว่าวันก่อน มีโจรชั่วมาเผาศาลบรรพชน สังหารผู้คนไปถึงสามสิบกว่าศพ"
"เฮ้อ ข้ากำลังจะพูดเื่นี้อยู่พอดี"
เฉินฉี่ถอนหายใจ แสร้งทำหน้าปั้นยาก "ก่อนหน้านี้ข้ารู้จักกับสหายเต๋าคนหนึ่งชื่อกู่มู่จากเขาเป่ยฉี เพื่อจะหาตัวอวี๋เย่ให้เร็วที่สุด ข้าเลยพาเขามาที่หุบเขาซิงหยวนด้วยกัน"
"ใครจะไปคิดว่าหมอนั่นวู่วาม พลั้งมือฆ่าคนตาย พวกพรานในหมู่บ้านเลยรุมเล่นงาน มันโกรธจัดจึงลงมือสังหารหมู่ โทษข้าเองที่ห้ามไม่ทันจนเกิดเื่ใหญ่ขึ้นมา แต่ได้ข่าวว่ามันโดนศัตรูลอบทำร้ายตายไปแล้ว ก็ถือว่าสมควรตาย!"
"กู่มู่ตายแล้ว?"
"ตายแล้ว"
ไป๋จื่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นประสาน "ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าขอตัวล่วงหน้าไปก่อน!"
เฉินฉี่เลิกคิ้วประหลาดใจ เอ่ยถาม "ศิษย์น้อง รีบร้อนไปไหน?"
"กลับไปรายงานที่เขา"
"แล้วพวกสตรีในหมู่บ้านรู้เบาะแสของพวกโจรนั่นหรือไม่?"
"ศิษย์พี่ฆ่าปิดปากไปหมดแล้ว ยังจะต้องกังวลอะไรอีก!"
"ศิษย์น้อง..."
ไป๋จื่อไม่สนใจเฉินฉี่ ะโพลิ้วร่างลงจากยอดเขาเร้นกายจากไปทันที
ครึ่งชั่วยามต่อมา นางก็มาถึงหุบเขาอีกแห่งหนึ่ง พอหันกลับไปมองด้านหลังไม่เห็นมีใครตามมา นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก แววตาฉายรอยครุ่นคิด
ถึงพวกสตรีในหมู่บ้านจะไม่รู้ที่มาที่ไปของศิษย์พี่กับกู่มู่ แต่ก็เผลอหลุดปากพูดถึงเบาะแสของใครอีกคนออกมา
สามวันก่อน เขาออกจากหุบเขาซิงหยวนไปเพียงลำพัง ไม่รู้ว่ามุ่งหน้าไปที่ใด...
ทุ่งกว้างหลังพายุหิมะพัดผ่านช่างอ้างว้างและเงียบสงัด
ท่ามกลางความรกร้าง มีหมู่บ้านร้างแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ซากกำแพงดินที่พังทลายเพียงไม่กี่แห่งยิ่งทำให้ฤดูหนาวนี้ดูหดหู่และแห้งแล้งจับใจ
และท่ามกลางซากปรักหักพังเ่าั้ เสียงครางด้วยความเ็ปก็ดังแว่วออกมา
ด้านหลังกำแพงที่หักครึ่ง ร่างของเด็กหนุ่มกำลังดิ้นทุรนทุรายไปมาบนลานดินเล็กๆ แขนขาชักกระตุก ใบหน้าบิดเบี้ยว ฟันกระทบกัน กึกๆ ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังดิ้นรนเฮือกสุดท้ายก่อนตาย
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากความทรมานดั่งตกนรกขุมไฟ ร่างกายค่อยๆ สงบลง ทว่ากลับกระอักเืออกมา พรวด!
เืนั้นเป็สีดำคล้ำ
อวี๋เย่จ้องมองกองเืสีดำบนพื้น แววตาเลื่อนลอย
ั้แ่ออกจากหุบเขาซิงหยวน พิษัเจียวในร่างก็ยังไม่กำเริบ แขนขาก็เริ่มมีเรี่ยวแรง เดินเหินได้รวดเร็วขึ้นมาก
แต่เมื่อวานตอนมาถึงที่นี่ ร่างกายจู่ๆ ก็ร้อนๆ หนาวๆ เขารู้สึกไม่สู้ดี จึงเข้าไปหลบพักในซากหมู่บ้าน หวังอาศัยกำแพงบังลมหนาว
ใครจะไปคิดว่าผ่านไปไม่นาน อาการปวดแปลบในช่องท้องและกระดูกทุกส่วนก็ตีกลับมาอีกครั้ง แถมยังบ้าคลั่งและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
มันคือความเ็ปแสนสาหัส ทรมานจนอยากตายก็ตายไม่ได้ จะทนก็แทบทนไม่ไหว!
เขาต้องดิ้นทุรนทุรายมาทั้งคืนท่ามกลางความทรมานราวกับโดนสูบไขกระดูก
ตอนนี้สภาพเขาไม่ต่างจากหมาป่าที่ถูกถลกหนังเลาะเส้นเอ็น สิ้นไร้เรี่ยวแรงหยดสุดท้ายจนตายด้านต่อความเ็ป มีเพียงสติที่พร่าเลือน เบาหวิวราวกับิญญาจะหลุดลอยออกจากร่าง
เฮ้อ... หนี้แค้นยังไม่ได้ชำระ บัญชีเืยังไม่สะสาง หรือข้าจะต้องมาตายอยู่ที่นี่...
อวี๋เย่ตาเหลือกค้าง รู้สึกเพียงิญญากำลังหลุดลอยไปไกลแสนไกล
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัวลง
เสียงกีบเท้าม้าดังใกล้เข้ามา ตามด้วยเสียงฝีเท้าย่ำสับสนและเสียงพูดคุยของคนกลุ่มหนึ่ง
"เอ๊ะ มีคนมาก่อนแล้วเรอะ?"
"ช่างประไร เหลาสยง..."
"พี่เจ็ดวางใจได้เลย คนที่เรียกมาคราวนี้ต่างคนต่างไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้ากันทั้งนั้น..."
"ได้เวลาแล้ว..."
"เอาเถอะ ไม่ต้องรอแล้ว..."
"เฮ้ย ไอ้หนู!"
อวี๋เย่ที่กำลังสะลึมสะลือ ถูกใครบางคนเตะเข้าเต็มสีข้างจนสะดุ้งตื่น
ภายใต้แสงจันทร์สลัว ปรากฏร่างชายบึกบึนสองคนยืนตระหง่านอยู่ ท่าทางเหมือนพวกพรานป่า หนวดเคราเฟิ้มจนมองไม่ออกว่าอายุเท่าใด ทว่าที่เอวเหน็บอาวุธมีคม แผ่กลิ่นอายดิบเถื่อนดุดัน
สองคนนี้เป็ใคร?
พอตายไปแล้ว สภาพก็ไม่ได้ต่างจากตอนมีชีวิตอยู่นี่หว่า ทำไมภาพตรงหน้ามันดูคุ้นตาจังวะ?
ทั้งฟูกหนังหมาป่า ไม้เท้าไม้ไผ่ ห่อผ้า และมีดพรานยังคงตกอยู่บนพื้น ซากปรักหักพังรอบๆ ก็เหมือนกับภาพเมื่อวานไม่ผิดเพี้ยน
ไม่สิ... ข้ายังไม่ตายนี่หว่า!
"ออกเดินทางได้แล้ว!"
อวี๋เย่โดนเตะอัดเข้าอีก ป้าบ! เขาต้องพลิกตัวตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา คว้าห่อผ้ากับมีดพรานยัดใส่เสื้อ แล้วเดินตามชายสองคนนั้นออกจากซากปรักหักพัง
ห่างออกไปไม่ไกล มีม้าอีกห้าตัวกับชายฉกรรจ์อีกสามคนยืนรออยู่ สามคนนั้นคงไม่รู้จักเหลาสยงกับพี่เจ็ดจริงๆ พวกมันเพียงพยักหน้าทักทายกันหยาบๆ ก่อนจะะโขึ้นหลังม้า
"ไอ้หนู หนทางยังอีกไกล เอ็งไม่มีม้าขี่แล้วจะไปยังไงวะ?"
"ข้า..."
อวี๋เย่อึกอัก ไม่รู้จะตอบอย่างไร
ขณะที่พี่เจ็ดกำลังซักไซ้ เหลาสยงก็ควบม้ากลับมา เอื้อมมือกระชากห่อผ้ากับไม้เท้าของอวี๋เย่โยนทิ้ง แล้วหิ้วคอเสื้อเหวี่ยงเขาขึ้นไปนั่งซ้อนท้าย
มันเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างเป็กันเอง "อายุแค่นี้ก็ริมาหากินบนคมดาบซะแล้ว วันหลังมาอยู่กับข้าเจียงสยงดีกว่า เกาะแน่นๆ ล่ะ!"
ชื่อของเหลาสยงผู้นี้ก็คือ เจียงสยง
แต่ฟูกหนังหมาป่านั้นอวี๋เอ้อร์โก่วให้มา ส่วนไม้เท้าไม้ไผ่ของฉิวปั๋วก็ทิ้งไม่ได้!
อวี๋เย่ห่วงของ หวังจะะโลงไปเก็บ ทว่าม้ากลับพุ่งทะยานออกไปจนร่างหงายเงิบ เขาจึงต้องรีบคว้าเอวเจียงสยงไว้แน่น
เสียงกีบม้าบดขยี้พื้นผสานเสียงลมหนาวพัดหวีดหวิวอื้ออึงในหู ท่ามกลางความตื่นตระหนก ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย ยิ่งพยายามหาคำตอบก็ยิ่งสับสน
นึกว่าพิษัเจียวกำเริบแล้วจะต้องตายแหงๆ ทำไมถึงรอดมาได้วะ?
แถมไม่ใช่แค่รอด ความเ็ปทุเลาหายเกลี้ยง ร่างกายยังเบาสบายกว่าเมื่อหลายวันก่อนด้วยซ้ำ หรือนี่จะเป็แค่ภาพหลอนก่อนตายเพราะเหนื่อยจัด...
ผ่านไปเกือบชั่วยาม อวี๋เย่ก็มาโผล่ในป่าทึบที่ห่างออกมาหลายสิบลี้
ต้นไม้สูงใหญ่บดบังแสงจันทร์ ท่ามกลางความมืดมิดที่มองทิศทางไม่ออก เขามองเห็นเงาคนจับกลุ่มกันลางๆ
ดูเหมือนจะเป็พวกชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนที่พกทั้งดาบ กระบอง หน้าไม้ และอาวุธร้ายแรงครบมือ
นี่มันสภาพตอนพรานป่ารวมตัวกันออกล่าสัตว์ไม่ใช่เรอะ?
อวี๋เย่ยืนปลีกตัวอยู่คนเดียว กวาดตามองรอบๆ พลางคาดเดาในใจ แล้วเอื้อมมือไปนวดก้นเงียบๆ
เจียงสยงควบม้าพาเขาวิ่งตะบึงมาตั้งหลายสิบลี้ แรงกระแทกบนอานม้าทำเอาก้นระบมไปหมด นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้ขี่ม้า ไม่นึกเลยว่าจะทรมานก้นขนาดนี้
"ไอ้น้องชาย ตามข้ามา"
เจียงสยงถึงท่าทางจะดิบเถื่อน แต่นิสัยกลับดูเป็มิตรไม่เบา
อวี๋เย่ก้าวเดินตามเสียงเรียกไป
ตลอดทางเขายังเรียบเรียงความคิดที่สับสนไม่ทัน แต่มีเื่หนึ่งที่เขามั่นใจแล้ว
เป็เพราะบังเอิญมาเจอกันกลางทุ่งร้าง เจียงสยงกับพี่เจ็ดเลยนึกว่าเขาเป็พรรคพวกที่ถูกนัดแนะมา
ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนกระซิบกระซาบและทำภาษามือที่เขาดูไม่ออก จากนั้นก็ผูกม้าทิ้งไว้ที่เดิม แล้วทยอยเดินเท้าลึกเข้าไปในป่า
เดินมาได้ราวสามถึงห้าลี้ กำแพงหินสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนเนินเขาเบื้องหน้า
อวี๋เย่หยุดฝีเท้าตามคนอื่นๆ มือขยับไปแตะด้ามมีดพรานที่เอวโดยสัญชาตญาณ
าแที่หัวไหล่กับข้อมือของเขาหายดีเป็ปลิดทิ้ง แขนขาก็กลับมามีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม
หากไม่นับเื่พิษัเจียวในร่าง เขาก็คือคนปกติที่แข็งแรงดีนี่เอง ถ้าเป็การล้อมล่าสัตว์ เขาก็อยากจะยืดเส้นยืดสายดูซะหน่อย
แต่ทำไมการล่าสัตว์คืนนี้ถึงดูลับๆ ล่อๆ พิกล?
หุบเขาหลิงเจียวที่เขาเคยไปนั้นห่างออกไปตั้งสองสามร้อยลี้ ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใด ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย
หรือว่าหลังกำแพงหินนั่น จะมีสัตว์ร้ายพวกหมาป่า เสือโคร่ง หรือเสือดาวซ่อนอยู่?
"ไอ้น้องชาย ฝากเอ็งไปดูลาดเลาที!"
นี่เขาฟังผิดไปหรือเปล่า ให้เขาไปดูลาดเลาเนี่ยนะ?
ระหว่างที่อวี๋เย่กำลังงุนงง เจียงสยงก็ผลักเขาเดินไปข้างหน้า ก่อนที่มือหยาบกร้านหลายคู่จะรวบตัวเขาจับโยนขึ้นไป้า!
ร่างที่ลอยละลิ่วไปตามแรงส่งต้องรีบตะเกียกตะกายปีนป่าย ไต่พรวดพราดขึ้นไปเกาะบนสันกำแพงอย่างทุลักทุเล
ทว่าหลังกำแพงหินนั่น... ไม่เห็นมีสัตว์ป่าสักตัวเลยนี่หว่า!
กลับกลายเป็โขดหินสูงตระหง่าน และมีคฤหาสน์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านเงียบงันอยู่ท่ามกลางความมืดสลัว
"มีอะไรผิดปกติมั้ย?"
เสียงกระซิบถามดังมาจากมุมกำแพงด้านล่าง
อวี๋เย่อึ้งกิมกี่ ไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่ส่ายหน้าอยู่บนกำแพง
เสียงกดต่ำดังขึ้นอีกครั้ง "ไอ้น้องชาย ข้าเหลาสยงเชื่อใจเอ็งนะ อย่าทำให้พี่ชายคนนี้ขายหน้าล่ะ รีบอ้อมคฤหาสน์ไป เดินตรงไปอีกร้อยจั้งก็จะถึงตีนเขา พอเจอที่ปากถ้ำ ก็จุดไฟส่งสัญญาณมาเลย..."