ชื่อที่เด่นหรานั้นไม่ใช่ชื่อที่หลายคนจะรู้จัก แต่ก็ยังมีคนจากวงการนักปรุงโอสถหลายคนที่พอจะคุ้นเคยกับชื่อของหนึ่งในนั้นอยู่บ้าง
“ถังเย่เย่นี่ใช่ตระกูลถังที่อยู่เมืองA หรือเปล่า?”
“น่าจะใช่นะ ทั้งประเทศนี้มีตระกูลถังที่เป็นตระกูลนักปรุงโอสถอยู่แค่ตระกูลเดียวเท่านั้นแหละ”
“แต่วันนี้ฉันยังไม่เห็นหน้านายใหญ่ตระกูลถังเลยนี่ ถ้าลูกหลานของเขาลงแข่งจริงๆมีหรือที่เขาจะไม่มาดูถึงข้างสนามน่ะ?”
เสียงของผู้ชมหลายคนที่เคยเป็นคนของโลกยุทธภพดังขึ้นจ้อกแจ้ก ไม่แปลกที่จะไม่มีใครรู้จัก ถึงไป่ฟานเซียนจะเป็นตัวตนที่โดดเด่นจนรู้จักกันทั้งวงการขนาดไหน แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้จักและจำชื่อผู้ติดตามของนางได้กัน?
ก็เหมือนเราจำว่าผู้นำประเทศคนนี้ชื่ออะไรได้ แต่จำผู้ช่วนที่คอยเดินตามผู้นำคนนั้นไม่ได้นั่นแหละ
“ว่าแต่มีใครได้เห็นรูปร่างหน้าตาของพวกเธอหรือเปล่า?”
“ถ้าเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรจนถึงระดับสองสมบูรณ์แบบนี้น่าจะอายุไม่น้อยแล้วล่ะ...”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น อาจจะเป็นคุณป้าอายุสามสิบกว่าๆเลยก็ได้”
ระหว่างที่เหล่าผู้ชมกำลังถกเถียงกันอยู่นั้นเอง พิธีกรชายก็ได้รับข้อมูลมาจากทางหลังไมค์ พนักงานที่รับหน้าที่ดูแลทั้งสามคนนั้นค่อนข้างจะแตกตื่นแปลกๆขณะรายงานสถานการณ์มาจากอีกห้อง
พวกเขาไม่ได้บอกลักษณะภายนอกของทั้งสามคน และบอกเพียงแค่ว่าพวกเธอกำลังจะออกมาแล้วเท่านั้น
“ท่านผู้ชมทุกท่าน ขอเสียงปรบมือต้อนรับให้กับผู้ที่ได้คะแนนเต็มทั้งสามท่านด้วยครับ!”
พิธีกรชายคนนั้นทำท่าทางตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าตอนที่ฟู่หรงออกมา ตอนนี้ไม่ว่าใครก็หลงลืมชายหนุ่มที่นั่งหัวโด่อยู่บนเวทีคนนี้ไปแล้ว ขนาดไมค์ที่กำลังสัมภาษณ์ยังไม่จบยังถูกทีมงานคว้าออกไปจากมือ
แสงไฟบนเวทีถูกผู้กำกับสั่งการด้วยตัวเอง พวกมันไปรวมตัวกันที่หน้าประตู เสียงเอฟเฟคเองก็เร่งเร้าจนสุด แค่ที่หน้าประตูอย่างเดียวก็มีกล้องกว่าห้าหรือหกตัวไปรุมออเพื่อรอถ่ายภาพของกลุ่มคนในประวัติศาสตร์นี้
วินาทีที่ประตูถูกเปิด ทุกคนที่กำลังจับจ้องเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว พวกเขาล้วนสงสัยในตัวตนที่ไม่มีใครรู้จัก
“เอ๋? ทำไมตรงนี้มีกล้องเยอะจัง?”
ผู้ที่เดินนำออกมาคือเด็กน้อยที่กำลังอุ้มตุ๊กตาสีแดงอยู่ในอ้อมกอด ดวงตากลมโตของเธอจ้องแป๋วไปยังกล้องตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้สุด
พิธีกรชายที่กำลังจะรีบพุ่งเข้าไปชาร์จเพื่อขอสัมภาษณ์เองก็ชะงักค้างอยู่ท่าเดิมเพราะทำตัวไม่ถูกเช่นกัน เขาไม่รู้เลยว่าผู้กำกับกำลังสั่งการให้ตากล้องถ่ายภาพที่เขาอ้าปากค้างเอาไว้ให้ดี นี่จะเป็นช็อตสำคัญที่น่าจะเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้แน่นอน
“เย่เย่เป็นอะไรเหรอ?”
“พี่ฮุ่ยเอ๋อ หน้าประตูมีคนเยอะแยะเลย เย่เย่ออกไปไม่ได้”
เหม่ยอิงที่มีอายุมากที่สุดก้าวเดินมาด้านหน้า เด็กสาวเอ่ยถามพิธีกรที่น่าจะเป็นคนนำตากล้องจำนวนมากมาขวางทางเอาไว้แบบนี้
“เอ่อ...ขอพวกเราออกไปหน่อยได้ไหมคะ?”
เพราะคำพูดของเธอทำให้พิธีกรชายได้สติ เขารีบขยับไปข้างๆอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่!
ไม่ใช่ว่าเขาต้องสัมภาษณ์ทั้งสามคนนี้หรอกนะ
และไม่ต้องให้เขาถาม ผู้กำกับก็ส่งข้อความมาผ่านทางหูฟังของเขาเรียบร้อย เขาได้ฟังเสียงหัวเราะของผู้กำกับก็พอจะเดาได้ว่าผู้กำกับคนนี้รู้อยู่แล้วแต่แค่อยากจะเก็บช็อตเด็ดๆที่แม้แต่พิธีกรยังตกใจเท่านั้น!
“...เอาเถอะครับ ผมต้องทำงานแล้ว”
ชายหนุ่มเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็วแล้วฉีกยิ้มเดินเข้ามาหาเด็กๆ
“สวัสดี พวกหนูคือ ถังเย่เย่ , ฮุ่ยเอ๋อ แล้วก็เหม่ยอิงใช่ไหมครับ?”
เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างงุนงง แต่นั่นก็เข้าทางของพิธีกรหนุ่ม เขายัดเอาไมค์ใส่มือทั้งสามคนไปคนละอันแล้วลากขึ้นไปบนเวทีโดยไม่สนใจสายตาไม่พอใจของฟู่หรงที่เดินสวนลงมาเลยแม้แต่น้อย
ในวินาทีที่ชายหนุ่มได้เห็นว่าหนึ่งในทั้งสามคนที่ได้คะแนนเต็มนั้นคือคนเดียวกับเด็กน้อยที่ทำเขาขายหน้าเมื่อเช้าอารมณ์โกรธของเขาก็คุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เขาเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปจากห้องโดยไม่มีใครสนใจ เพราะวันนี้หลังจากการทดสอบรอบแรกนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว การทดสอบรอบที่สองจะถูกจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้
เย็นวันนั้น เพราะว่ามันเป็นการออกมานอกสถานที่ หวงจื่อหานจึงได้ใช้อำนาจของตระกูลถังในการจองโรงแรมชั้นหนึ่งเอาไว้ให้เรียบร้อย ตัวตึกสูงกว่าสามสิบชั้นที่ดาดฟ้าถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟอาหารชั้นดีและบาร์หรูสำหรับให้ลูกค้าจากโรงแรมและด้านนอกเดินทางมาดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืน
ไป่ฟานเซียนนั่งมองเด็กๆที่กำลังมีความสุขกับอาหารค่ำ นางรู้เรื่องที่พวกนางแอบไปกินขนมมาก่อนหน้านี้แล้วก็ไม่ว่าอะไร หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเพราะนางต้องยัดความรู้มหาศาลของวัตถุดิบขั้นที่สองให้ ทำให้กระเพาะของทั้งสามคนถูกเติมเต็มไปด้วยสมุนไพรและวัตถุดิบแปลกๆแทน
ตัวนางเองแม้จะมาอยู่ในสถานที่นี้ แต่สิ่งที่นางดื่มก็ยังเป็นแค่ชาชั้นดีที่เป็นของขึ้นชื่อจากโรงแรมเท่านั้น โดยมีพ่อบ้านชราคอยรับใช้อยู่ข้างๆไม่ขาด
“นายหญิงวันนี้หายไปไหนมาเหรอคะ?” ฮุ่ยเอ๋อตัดเนื้อเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆก่อนจะจิ้มเข้าปาก วันนี้เธอไม่เห็นนายหญิงของตัวเองที่เดินทางมาด้วยกันเลย
“...เจ้าพวกนั้นรั้งข้าเอาไว้ไม่ยอมให้กลับเสียทีน่ะสิ”
ไป่ฟานเซียนถอนหายใจ เจ้าพวกนั้นที่นางหมายถึงคือเหล่าผู้อาวุโสของสมาคมโอสถ ที่พอนางมาถึงก็เข้ามารุมล้อมหน้าล้อมหลังเพื่อที่จะถามคำถามที่ตนเองอยากรู้ เล่นเอากว่าที่จะเริ่มงานกันจริงๆก็บ่ายกว่าเหมือนกับเหล่าผู้เข้าแข่งขัน
วันนี้ไป่ฟานเซียนมาเพื่อพูดคุยกับพวกเขา และฟังคำชี้แจงในฐานะกรรมการ งานของนางนั้นจะเริ่มต้นจริงๆก็วันพรุ่งนี้พร้อมกับการถ่ายทำในสตูดิโอที่เล็กลงแต่เพียบพร้อมกว่า จำนวนผู้เข้าแข่งขันนั้นถูกลดลงจนเหลือแค่รุ่นละร้อยคนทำให้ทุกอย่างสามารถดูแลได้ทั่วถึงมากขึ้น
เนื่องจากนานๆทีไป่ฟานเซียนจะยอมออกมาจากบ้านพักหลังนั้น ดังนั้นเหล่าผู้อาวุโสของสมาคมจึงแทบจะหอบเอางานวิจัยและเรื่องที่ตนเองไม่เข้าใจมาหาไป่ฟานเซียนทันทีที่พบหน้า
แต่ที่สำคัญกว่าก็คือวันนี้ไป่ฟานเซียนได้นำ“วัตถุดิบ” หลากหลายชนิดที่ไม่มีผู้อาวุโสคนใดรู้จักมาด้วย และก็เป็นผู้อาวุโสฟางเหนียงที่ศึกษาประวัติศาสตร์มามากมายที่พอจับจ้องไปสักพักก็สะดุ้งโหยงจนตัวโยน
“นะ...นี่มันหญ้าสุริยันนี่คะ”
“อืม วัตถุดิบขั้นที่สอง”
ไป่ฟานเซียนยังคงจำสีหน้าตกใจและเสี่ยงสั่นๆของหญิงวัยกลางคนคนนั้นได้ และเมื่อนางนำวัตถุดิบที่แทบจะไม่ปรากฏขึ้นมาในยุคนี้แล้วออกมาชนิดแล้วชนิดเล่ามันก็แทบจะทำให้เธอเป็นลมลงไปตรงนั้น
เหล่าผู้อาวุโสของสมาคมถึงขนาดวิ่งวุ่นไปหาตำรามากมายมาจากสมาคมที่พอจะมีข้อมูลบันทึกเอาไว้อยู่กลับมาเทียบกัน เมื่อแน่ใจแล้วว่าวัตถุดิบระดับหนึ่งและสองหลายชนิดที่ไป่ฟานเซียนนำออกมานี้เป็นของจริงพวกเขาก็มองหญิงสาวราวกับตัวประหลาด
แต่เมื่อนึกถึงวีรกรรมทั้งหลายของเธอก่อนหน้านี้พวกเขาก็ค่อนข้างจะทำใจได้อย่างรวดเร็ว
“แล้วท่านต้องการให้พวกเราทำอะไรกับวัตถุดิบพวกนี้คะ?”
“...ข้าแค่เอามาแบ่งให้ ตอบแทนที่พวกเจ้าส่งหม้อฝึกหัดพวกนั้นมา” ไป่ฟานเซียนกำลังพูดถึงหม้อฝึกหัดหลักร้อยใบที่กองอยู่เป็นภูเขาที่ด้านหลังบ้านพักของนางนั่น
“เอ่อ...แต่นี่มัน” พวกเขามีสีหน้าลังเล เพราะวัตถุดิบพวกนี้ถึงจะเป็นของระดับต่ำ แต่มันก็เป็นวัตถุดิบที่แทบจะหาไม่ได้ในยุคนี้แล้ว ดังนั้นคงจะไม่ผิดถ้าจะเรียกมันว่าขุมสมบัติย่อมๆ
“เอาไปเถิด...” ไป่ฟานเซียนตัดคำ ทำให้เหล่าคนแก่แห่งสมาคมนักรุงโอสถถึงกับยิ้มไม่หุบ สำหรับวัตถุดิบประเภทอื่นๆนั่นไม่เท่าไร แต่พวกสมุนไพรถ้าพวกเขาเอาไปวิจัยละก็บางทีอาจจะสามารถคืนชีพพวกมันกลับมาในยุคนี้ได้
และนั่นเองที่ทำให้หลังจากที่ปรึกษากันต่อเนื่อง พวกเขาจึงตกลงที่จะใช้วัตถุดิบพวกนี้บางส่วนในการทดสอบคัดแยกวัตถุดิบด้วยเพื่อเป็นการเฟ้นหาเผื่อจะมีผู้ที่มีความรู้หรือรู้จักสมุนไพรโบราณพวกนี้โผล่ขึ้นมา ซึ่งไป่ฟานเซียนที่นั่งฟังอยู่เงียบๆก็เบิกตาโตอย่างประหลาดใจ นางไม่ได้คัดค้านออกไปแล้วปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจกันเองทั้งสิ้น
แล้วผลที่ออกมาก็เป็นอย่างที่เห็น ศิษย์ตัวน้อยทั้งสามของนางได้คะแนนเต็มไปโดยไม่ผิดคาด
ย้อนกลับมาปัจจุบันไป่ฟานเซียนยังจำสีหน้าของพวกเขายามที่หันมามองนางกันได้อยู่เลย
นี่ไม่ได้ผิดที่นางเสียหน่อย พวกเจ้าตัดสินใจกันเองโดยไม่ปรึกษานางต่างหาก
ค่ำคืนนั้นจึงคล้ายจะจบลงในลักษณะนั้นเอง ไป่ฟานเซียนที่อยู่ในห้องพักส่วนตัวมองวิวตอนกลางคืนของเมืองผ่านกระจก นางอยู่ในห้องพักส่วนตัวที่ชั้นสามสิบ หลังจากที่พวกเด็กๆสนิทกันแล้วพวกเธอก็ไม่ค่อยจะมารบกวนนางตอนนอนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทำให้ตอนกลางคืนนั้นจะเป็นเวลาส่วนตัวของหญิงสาว
ขณะที่ไป่ฟานเซียนกำลังคิดที่จะกลับไปที่เตียง สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเงาบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงอยู่ด้านนอก มันเป็นเงาคล้ายกลุ่มคนสองสามคนกำลังกระโดดอยู่เหนือช่วงตึก และแค่เพียงพริบตาเดียวเงาพวกนั้นก็เคลื่อนที่หายไปในอีกทิศหนึ่งของเมืองเรียบร้อยแล้ว
ด้วยความเร็วระดับนั้นนางคิดว่ามีเพียงตัวตนอย่างน้อยก็ต้องระดับปรมาจารย์ถึงจะตามได้ทัน
ไป่ฟานเซียนไม่ได้คิดที่จะไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นให้เหน็จเหนื่อย ถึงนางจะค่อนข้างติดใจแต่ในเมื่อพวกนั้นไม่ได้มาวุ่นวายกับนางนางเองก็คร้านที่จะใส่ใจเช่นเดียวกัน
แต่ว่าในวินาทีที่นางกำลังเปิดคอมพิวเตอร์พกพาเพื่อหาหนังสืออ่านในคืนนี้ โทรศัพท์มือถือเครื่องสีขาวที่หวงจื่อหานเตรียมไว้ให้ก่อนหน้านี้เพื่อความสะดวกหากว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันก็สั่นขึ้นมาพร้อมกับไฟสีฟ้าที่หน้าจอ
ไป่ฟานเซียนเรียนรู้เรื่องพวกนี้หมดแล้ว นางถึงขนาดเคยโทรออกไปหาคนอื่นเองด้วยครั้งหนึ่ง ดังนั้นนางจึงหยิบขึ้นมาแล้วใช้นิ้วชี้ที่มืออีกข้างปัดหน้าจอขึ้นมาอย่างเกร็งๆ
“...”
“...ท่านปรมาจารย์ไป่?” เสียงที่ปลายสายดังอย่างประหลาดใจ เขามองหน้าจอของตนเองอย่างงุนงงเล็กน้อยเพราะว่าไม่ได้ยินเสียงตอบรับกลับมา
“ข้าเอง...”
“อ๊ะ! ท่านปรมาจารย์ไป่ ผมเอง เฉินเต๋อหมิงครับ!” เมื่อเห็นว่าไป่ฟานเซียนตอบกลับมาแล้วเขาก็รีบแนะนำตัว เขาก็คือผู้อาวุโสที่รับตำแหน่งงประธานสมาคมโอสถแทนชั่วคราวอย่างผู้อาวุโสเฉินเต๋อหมิงคนนั้น
วันนี้หลังจากที่ได้พูดคุยกัน เพราะว่าต้องทำงานร่วมกันต่อจากนี้ หวงจื่อหานจึงแนะนำนายหญิงของตนเองให้แลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กับคนอื่นพ่อบ้านชรายังหวังว่าไป่ฟานเซียนจะได้คบหากับสหายและเป็นการเปิดสังคมของนางให้กว้างขึ้นสักหน่อย
“มีอะไรล่ะ?”
“แย่แล้วครับ! สมุนไพรโบราณที่ท่านให้มาวันนี้...มันถูกขโมยไปหมดแล้วครับ...” ช่วงท้ายประโยคเขาพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิวอย่างรู้สึกผิด
“มีคนขโมยของจากสมาคมเจ้าได้ด้วย?”
ไป่ฟานเซียนเองยังประหลาดใจ เพราะสมาคมโอสถอยู่มานานขนาดนี้ ทั้งอำนาจและบารมีที่สั่งสมเข้ามาหลายศตวรรษทำให้ไม่มีใครกล้าเป็นศัตรูหรือกระตุกหนวดเสือของสมาคมนี้เท่าไร
เพราะมันหมายถึงการเป็นศัตรูของสาธารณะชน
“...ครั้งนี้พวกผมก็จนใจจริงๆ พวกที่ลงมือในครั้งนี้น่าจะเป็นพวก เงารัตติกาลครับ”
“...เงารัตติกาล?”ไป่ฟานเซียนไม่รู้ว่าทำไมแต่นางคิดว่ากลุ่มคนที่เคลื่อนที่จนหายไปเมื่อครู่นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แปลกๆ
“อาชญากรระดับโลกที่ทุกประเทศต้องการตัว...กลุ่มโจรเงารัตติกาลครับ”