"พี่ชายพเนจร เ้าจะพาข้าไปไหน?"
พื้นที่รกร้างว่างเปล่านอกเมือง ชายหนึ่งหญิงหนึ่งอยู่ด้วยกันตามลําพัง ถึงจะเป็คนที่ทะนงตนไม่เคยกลัวใครอย่างปิงเชี่ยน ก็เริ่มรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
หลังจากที่ชายสวมหมวกฟางได้เตาหลอมยาไป เขาก็เดินไปข้างหน้าราวกับว่าอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น
แต่เมื่อปิงเชี่ยนกําลังจะเดินไปจับชายเสื้อ ทันใดนั้น เย่จื่อเฟิงก็หยุดเดินแล้วหันกลับไปรอบๆ ทําให้ปิงเชี่ยนเกือบเดินชนเขา
"พี่ชายพเนจร...ถ้าเ้าจะหันมาก็ช่วยบอกข้าสักหน่อยสิ...ข้าเกือบจะชนแล้ว” ปิงเชี่ยนลูบจมูกของตนพร้อมกับทําหน้ามุ่ย
เย่จื่อเฟิงยิ้ม "ด้วยนิสัยแบบเ้า ไม่ใช่ว่าจะเข้ามาทำร้ายข้าเช่นนั้นหรือ?”
"นิสัยข้า? เ้ากําลังจะสื่ออะไร? เ้าคิดว่าข้าใจดีด้วยแล้วจะมาทำตีสนิทกับข้าได้? ถ้าข้าอยากจะฆ่าเ้า ต่อให้มีเ้าอีกสักสิบคนก็หยุดข้าไม่ได้” แววตาของนางดูแข็งกร้าว
เย่จื่อเฟิงหัวเราะ "ก็ได้ ก็ได้ ข้าผิดเอง”
เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองไปรอบๆ "เอาล่ะ ในเมื่อพวกเรามาถึงนี่แล้ว ก็มาพูดถึงเงื่อนไขสามข้อกัน”
ปิงเชี่ยนพยักหน้า "พูดมาเลย ตราบใดที่ไม่ได้ขอมากเกินไป ข้าก็ยอมรับได้หมด”
ในเมื่อคิดยืมมือผู้อื่นก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน ถึงแม้ว่า เย่จื่อเฟิง จะไม่้าสมบัติหรือเงินตราจากนาง แต่อันที่จริงแล้วก็ถือว่าปิงเชี่ยนติดหนี้เย่จื่อเฟิง ดังนั้นการสร้างข้อตกลงขึ้นมาเช่นนี้ ก็เป็เหมือนกับการไว้หน้า เย่จื่อเฟิง
เย่จื่อเฟิงมองไปที่นาง "เงื่อนไขข้อแรก นั่นคือเหตุผลที่ข้ามายังที่รกร้างนอกเมืองแห่งนี้ ข้าอยากจะซ่อนเตาใบนี้ไว้ที่นี่ นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่เ้า้าจะปรุงยา ก็ต้องมาปรุงยาที่นี่ อีกอย่าง เ้าห้ามพาคนนอกมาที่นี่เด็ดขาด ตอนเ้ามาก็ต้องแน่ใจด้วยว่าไม่มีใครสะกดรอยตามมา”
ปิงเชี่ยนคิดเื่นั้นแล้วพยักหน้า "เื่นี้ไม่มีปัญหา ข้าไม่จําเป็ต้องให้ใครมาช่วยเวลาปรุงยา ก็เลยไม่มีใครมากับข้า ส่วนคนสะกดรอย...ข้าจะระวังก็แล้วกัน”
เย่จื่อเฟิงพยักหน้า เขาพอใจในคําตอบของนาง
"เงื่อนไขที่สอง นั่นคือพวกเราจะแบ่งรอบในการปรุงยา ข้าจะใช้เตาหลอมยาหนึ่งวันก่อน เ้าค่อยมาใช้วันถัดไป แล้ววันถัดจากนั้นก็เป็คราวข้าอีกครั้ง”
ปิงเชี่ยนมองไปที่เย่จื่อเฟิงด้วยสีหน้าประหลาดใจ คนอื่นๆ ยอมฆ่าตัวตายเพื่อให้ได้ปรุงยากับนาง หรือแค่มองดูก็ยังดี แต่ชายคนนี้กลับ้าปรุงยาในวันอื่น!
"เ้าไม่อยากปรุงยากับข้าจริงๆ เหรอ? สำนักยุทธ์มอบหมายงานปรุงโอสถให้ข้ามาก ่นี้ข้าเลยยุ่งอยู่พอสมควร ข้ากําลังมองหาลูกศิษย์ที่จะมาช่วยงานข้า เ้าว่า....”
"ไม่สน!” เย่จื่อเฟิงตอบกลับโดยไม่ลังเล
ปิงเชี่ยนส่งเสียงฮึ่มฮั่มอย่างโมโห "ข้าพยายามช่วยเ้าด้วยความหวังดี เ้าไม่้าความช่วยเหลือจากข้าก็ไม่เป็ไร แต่เ้าไม่ควรจะทํากิริยาหยาบคายเช่นนี้”
เย่จื่อเฟิงสงบอารมณ์ตัวเองแล้วตอบกลับ "หากข้าบอกว่า ข้าไม่้าให้เ้ามาสอน นั่นก็คือ ข้าไม่้าให้เ้ามาสอน ไม่ต้องพูดเื่นี้อีก ข้าไม่้าความช่วยเหลือจากเ้า”
ในชาติก่อน นักปรุงยาระดับแรกหวงธรรมดาๆ อย่างปิงเชี่ยนไม่ได้มีค่าไปกว่าขยะในสายตาของเขา แล้วตอนนี้นางกลับ้าจะเป็อาจารย์ของเขา? วันที่เย่จื่อเฟิงจะลดตัวลงไปแบบนั้น ก็คงจะเป็วันที่หมูบินได้
"ก็ได้ ข้าเข้าใจแล้ว ไม่มีปัญหากับเงื่อนไขที่สอง พวกเราจะแบ่งรอบการใช้เตากันคนละวัน” ปิงเชี่ยนถูนิ้วมือของตนเอง จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
เย่จื่อเฟิงพยักหน้า "ตกลง สําหรับเงื่อนไขที่สาม ข้าอยากให้เ้าปิดตัวตนของข้าไว้เป็ความลับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เ้าจะไม่เปิดเผยตัวตนของข้า เ้าจะต้องไม่บอกคนอื่นว่าข้าเป็นักปรุงยา อีกอย่างเ้าจะต้องไม่มาขัดขวางแผนการในอนาคตของข้า นี่เป็ความลับระหว่างเราสองคน”
หลังจากได้ยินเื่นี้ ปิงเชี่ยนจ้องไปยังชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าที่ว่างเปล่า เมื่อนางได้สติคืนมานางก็พูดอย่างดีใจว่า"ในที่สุด เ้าก็จะบอกว่าข้าเ้าเป็ใครใช่หรือไม่?”
เย่จื่อเฟิงหัวเราะอย่างขมขื่น จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเขาคือน้ำตาของผู้หญิง เพราะตอนนั้นเขาพลั้งปากว่าจะปรุงโอสถร่วมกับปิงเชี่ยน จนต้องเสียใจปล่อยให้นางเดินติดตามหมายถึงถิ่นทุรกันดาร แต่เมื่อเขาคิดเกี่ยวกับเื่นี้ก็รู้สึกได้ว่าอีกไม่นาน ปิงเชี่ยนจะต้องรู้ตัวตนของเขาเป็แน่ ดังนั้นเขาจึงต้องรีบ ‘ตั้งกฎทั้ง 3 ข้อ’ แล้วให้นางเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ
"เ้าต้องสัญญากับข้าว่าจะเก็บความลับของข้า”
ปิงเชี่ยนยิ้ม "ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าเป็คนรักษาคําพูด หากข้าสัญญาอะไรไว้ ข้าจะต้องทําตามสัญญาอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าเ้าจะเป็คนมีหมายจับ ข้าก็จะไม่แพร่งพราย”
"ตกลง เ้าพูดแล้วนะ ข้าคงได้แต่หวังว่าเ้าจะจําคําพูดนี้ได้”
เย่จื่อเฟิงพยักหน้าแล้วหยิบหมวกฟางออกอย่างช้าๆ
เนื่องจากอาการาเ็ของเขา ทําให้เย่จื่อเฟิงมีใบหน้าซีดเซียวราบกับคนตาย จึงเป็ที่จดจําได้ง่าย ซึ่งปิงเชี่ยนจําได้ทันทีว่าเขาคือใคร
"ไม่มีทาง! เ้าคือคนที่อยู่ในหอสมบัติตอนนั้น!” ปิงเชี่ยนรู้สึกใมาก นางไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
"เดี๋ยวซิ...แบบนั้น..ข้าก็ต้องเป็ศิษย์พี่ของเ้าสิถึงจะถูก แล้วเ้ากล้าพูดจาแบบนั้นกับข้าได้ยังไง เ้าอยากให้ข้าสั่งสอนตอนที่ไปหอสมบัติครั้งหน้าหรือไง?” นางรู้สึกโมโหขึ้นมาในทันที
ทันใดนั้นนางก็จําได้อีกว่าตัวนางเรียกเขาว่า ‘พี่ชาย’ อยู่หลายครั้ง แถมยังร้องไห้ต่อหน้าอีกด้วย ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็สีแดงด้วยความอับอายจนอยากจะขุดหลุมฝังตัวเอง
เย่จื่อเฟิงยิ้ม "ศิษย์พี่หญิง ข้าได้บอกกฎทั้ง 3 ข้อไปแล้ว หลังจากนี้ก็อยากให้มาวุ่นวายกับกิจใดๆ ในอนาคตของข้า อย่าได้กลับคําผิดสัญญาตอนนี้ซะละ”
"ข้า....” ปิงเชี่ยนเม้มปาก หากนางทําอะไรออกไป นั่นหมายความว่า ทุกอย่างที่นางสัญญาเอาไว้ก่อนหน้านี้ จะมีค่าเพียงลมปาก คนที่รักษาสัจจะอย่างนางไม่สามารถทําอะไรแบบนั้นได้
เย่จื่อเฟิงยิ้ม "ในทวีปแห่งนี้ผู้อ่อนแอเชื่อฟังผู้เข้มแข็ง วันนี้ด้วยระดับยุทธ์กำเนิดปราณขั้นสูงสุดของเ้า เ้าอาจเป็ศิษย์พี่หญิงของข้า แต่เมื่อข้าก้าวข้ามเ้าไปได้ ตอนนั้นเ้าจะกลายเป็ศิษย์น้องหญิงของข้า ดังนั้นตอนนี้ทำไมเ้าถึงต้องใช้น้ำเสียงสั่งสอนข้าเหมือนเป็ศิษย์พี่”
เย่จื่อเฟิงพูดด้วยท่าทางงามสง่าน่าเกรงขาม จนทําให้ปิงเชี่ยนถึงกับกลืนคําพูดของตัวเอง
หลังจากหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ปิงเชี่ยนก็มองไปที่เย่จื่อเฟิงอย่างโมโห "ใครจะไปคิดว่าคนที่มีระดับการฝึกยุทธ์ต่ำเช่นเ้าจะโอหังขนาดนี้ เ้าชื่ออะไร?” นางเพิ่งคิดได้ว่าตัวเองยังไม่รู้ชื่อของเย่จื่อเฟิง จึงได้ถามออกมา
แล้วเหตุใดเย่จื่อเฟิงจะต้องบอกชื่อจริงกับนางด้วย? เขาหัวเราะแล้วตอบกลับว่า "ไม่ใช่ว่าข้าบอกเ้าไปแล้วรึ? ข้าคือคนพเนจร แล้วเ้าก็เรียกข้าว่าพี่ชายพเนจร”
"ฮึ่มไม่อยากบอกก็เื่ของเ้า ข้าไม่้ารู้ซะหน่อย”
ปิงเชี่ยนเบือนหน้าพร้อมกับพูดออกมาอย่างไม่เต็มใจ
"อย่าคิดว่าข้าจะเรียกเ้าว่าพี่ชายอีก เห็นชัดว่าข้าเป็ศิษย์พี่หญิง ทําไมข้าต้องเรียกเ้าว่าพี่ชายกัน? ถึงแม้เ้าอยากจะให้ข้าเรียก ก็รอให้ถึงวันที่เ้าก้าวข้ามข้าไปให้ได้ก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเื่นี้กัน”
ปิงเชี่ยนสามารถมองเห็นว่าเย่จื่อเฟิงยังฝึกยุทธ์ไปไม่ถึงระดับกำเนิดปราณขั้นที่ห้าเลย เขายังมีระดับการฝึกยุทธ์ไม่ถึงครึ่งของนางด้วยซ้ำ หากเขาไม่มีทรัพย์สมบัติมากพอ ไม่ว่าเขาจะพยายามฝึกมากเท่าไหร่ ชั่วชีวิตก็ไม่มีทางไล่ตามนางได้ทัน
เย่จื่อเฟิงไม่สนใจว่าปิงเชี่ยนจะเรียกเขาว่าอะไร ตราบที่นางยังคงเก็บความลับของเขาไว้ เขาก็ไม่สนว่านางจะทําอะไร
"เอาล่ะ อย่าเสียเวลาไปมากกว่านี้เลย วันนี้ข้าเอาส่วนผสมสำหรับการปรุงโอสถมาแล้ว ดังนั้นเป็ตาข้าใช้เตาหลอมยาก่อน ตอนนี้เ้ากลับไปได้แล้ว” เย่จื่อเฟิงเห็นว่าสายแล้ว จึง้าเริ่มงานให้เร็วที่สุด
"เ้าไม่อยากได้คําชี้แนะจริงๆ เหรอ?” ปิงเชี่ยนมองไปที่เขาด้วยความสงสัย
เย่จื่อเฟิงส่ายหัว"ไม่จําเป็ เ้ากลับไปได้ พรุ่งนี้ถึงจะเป็ตาเ้า...”
ปิงเชี่ยนคิดว่าเย่จื่อเฟิงเป็คนดีแต่เห่า นางรู้สึกผิดต่อเขาจึงอยากทําอะไรสักอย่างให้ ด้วยเพราะความซื่อตรงที่มองเห็นแวบแรกจากตัวของเขา จึง้ารับเขาเป็ศิษย์
ทันใดนั้นนางก็หัวเราะคิกคัก "...น้องชายพเนจร… จริงๆ แล้วข้าคิดว่าเ้ามีความสามารถในวิถีแห่งการปรุงยา หากเ้าร่วมมือกับพี่สาวคนนี้ ข้ารับประกันเลยว่าอีกไม่นาน เ้าจะต้องเลื่อนถึงระดับหวงอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้น เ้าจะกลายเป็คนที่มีอิทธิพลต่อเมืองเหลยโจวแน่นอน”
เย่จื่อเฟิงถึงกับพูดไม่ออก เขาอุตส่าห์บอกนางแล้วว่าไม่ต้องพูดเื่นี้อีก เขาปฏิเสธนางกลับไปอย่างไม่ลังเลทันที
"เ้าไม่คิดทบทวนดูจริงๆ รึ? ข้าปิงเชี่ยนไม่เคยรับใครเป็ศิษย์มาก่อน หากเ้าตกลง เ้าจะกลายเป็ลูกศิษย์เพียงคนเดียวของข้า” นางยังคงปฏิเสธที่จะยอมแพ้ แล้วยังคงตื๊อถาม
"ไม่!”
....
เย่จื่อเฟิงใช้เวลาอยู่ครึ่งวันกว่าจะทําให้นางกลับไปได้ เขาไม่เคยคิดเลยว่าความปรารถนาที่จะรับเขาเป็ศิษย์ของผู้หญิงคนนี้จะรับมือยากขนาดนี้
"ในที่สุด ก็ไม่มีใครมารบกวนข้าอีก ตอนนี้ข้าสามารถเพ่งสมาธิไปที่การปรับแต่งนอแรดสายฟ้าได้ซะที” เย่จื่อเฟิงรู้สึกตื่นเต้นมาก
นอแรดสายฟ้า ไม่เพียงแต่มีความสามารถในการต้านทานสายฟ้าเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับหลอมสร้างร่างกายของเขา ให้พุ่งทะยานสูงไปอีกขั้นหนึ่งได้เลยทีเดียว
เขารีบตั้งเตาหลอมยาบทก้อนศิลา หลังจากนั้นก็รวบรวมฟืน แล้วใส่ลงไปในเตาทีละชิ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น
การปิดบังความสามารถไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เขาไล่ปิงเชี่ยนกลับไป เขาไม่ยอมให้ตัวเองถูกความงามของหญิงสาวล่อลวงให้ไขว้เขวจนถ่วงการฝึกยุทธ์ของตน แม้ว่าการได้หญิงงามจะเป็เป้าหมายหนึ่ง แต่มันไม่ใช่เป้าหมายหลัก
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ตนเอง ต่อมาเขาใส่ส่วนผสมที่ได้จากหอสมบัติและส่วนผสมอื่นที่ได้มาเพิ่มลงไปในเตา ส่วนผสมแต่ละอย่างอยู่แยกกันเป็ส่วนๆ อย่างลงตัว ซึ่งทําให้พวกมันสามารถผสมผสานเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ ประกายไฟปลิวไสวไปทั่วแล้ว หมอกสีขาวก็ปรากฏขึ้น นี่คือความเชี่ยวชาญที่มีแค่ปรมาจารย์โอสถผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะทำได้
ครึ่งชั่วยามผ่านไป… ในที่สุดเย่จื่อเฟิงก็เติมนอแรดสายฟ้า นอแรกลงไปในเตาปรุงยา ระหว่างนี้เขาได้ถ่ายลมปราณของตนเข้าไปในเตา ในเวลาเดียวกันนั้น แสงสีฟ้าพิสุทธิ์ได้ม้วนตัวเป็เกลียวอยู่รอบๆ เตาหลอมยา ส่องแสงสว่างเจิดจ้าเหมือนดั่งดวงดารานับหมื่นนับพัน
เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างมีความสุข เนื่องจากยาเตาแรก เสร็จสมบูรณ์แล้ว!
จบตอน