นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 303 แหล่งข้อมูล

        ตอนที่ 303 แหล่งข้อมูล

         

         

        “คุณนิทานครับ กลุ่มการค้าอิสึกะเรามีแก่นจิตวิญญาณของราชินีฉลามสูบชีวิตอยู่ครับ แต่เพราะว่าหลงเหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวและราชินีฉลามสูบชีวิตนั้นใกล้สูญพันธุ์มากแล้ว ราคาของมันจึงสูงไปกว่า 30ล้านไกอาครับ” โฮโจกล่าวขึ้น

         

        นิทานไม่แปลกใจกับราคานี้นัก ราชินีฉลามสูบชีวิตคือจ่าฝูงของฉลามสูบชีวิต โดยปกติแล้วฉลามสูบชีวิตมักไม่อาศัยอยู่เป็นฝูง ดังนั้นแล้วการที่พวกมันจะรวมฝูงกันจนมีตัวหนึ่งพัฒนากลายเป็นราชินีได้นั้นไม่ง่ายเลย

         

        โดยเฉพาะแก่นวิญญาณยิ่งยากแก่การหามา การที่จะเก็บเกี่ยวแก่นวิญญาณได้นั่นย่อมหมายความว่ายามที่สังหารราชินีฉลามสูบชีวิต ผู้สังหารจำต้องใช้วิธีการโจมตีทางกายภาพเท่านั้น หากเป็นการโจมตีทางจิตที่ฉลามสูบชีวิตยากจะป้องกัน แก่นจิตวิญญาณจะเสียหายจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้

         

        พลังป้องกันของฉลามสูบชีวิตนั้นไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง ใบร่มของร่มปกปักหทัยนี้ก็ทำมาจากหนังของฉลามสูบชีวิตนี้เอง ยิ่งเป็นราชินียิ่งต้องแข็งแกร่งกว่าปกติมาก

         

        ในการค้นหารอบแรกนิทานเพียงติดต่อตัวแทนซื้อขายเพื่อไต่ถามโดยตรงเท่านั้นว่ามิสินค้านี้หลงเหลือในคลังหรือไม่ ทั้งกลุ่มการค้าเชียนเป่าและอิสึกะนั้นไม่มีแก่นวิญญาณที่นิทานต้องการอยู่เลย

         

        การที่โฮโจบอกว่ามีเช่นนี้หมายความว่ามันสมควรเป็นสมบัติพิเศษที่แม้แต่สถานะสมาชิกกิตติมศักดิ์ของเขายังไม่อาจซื้อได้ สมบัติระดับนี้ย่อมมีอยู่ไม่มากนัก หากกลุ่มการค้าอิสึกะมีละอองรูบีออนในครอบครอง มันก็สมควรเป็นสมบัติระดับนี้เช่นกัน

         

        ยังไม่นับรวมถึงสมบัติสำหรับเติมน้ำในมหานทีรากวิญญาณที่เขาฝากไว้กับไพลิน สมบัติชิ้นนั้นเขาจะรอใช้งานก็ต่อเมื่อเขาหรือคีตาค้นพบคำแห่งพลังครบทั้ง 5คำเท่านั้น ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเขาหวังว่าจะได้รับมันจากจักรวรรดิมาลาไค

         

        “รบกวนติดต่อไว้ให้หน่อยนะครับ ถ้าเกิดผมหาไม่ได้จริง ๆ ผมจะซื้อเองครับ” นิทานกล่าว โฮโจนิ่งไปน้อย ๆ เมื่อได้ยินว่านิทานจะยินยอมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นเพื่อวัตถุดิบชิ้นเดียวจริง

         

        หากใช้เงินนี้ไปกับการซื้อสมบัติระดับอริยะโดยตรง เขาสามารถหาสมบัติระดับสูงที่มีคุณภาพในระดับเดียวกันกับปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ได้ไม่ยากเลย คุณภาพของปิ่นนั้นตัวนิทานเองรับรู้ดีที่สุด มันช่วยชีวิตเขามาหลายครั้งแล้ว แถมยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เขารอดชีวิตมาจากการต่อสู้กับยิ้มได้อีกด้วย

         

        เพราะความแข็งแกร่งของตัวปิ่นปักผมนี้มันจึงสามารถป้องกันการโจมตีสุดท้ายของยิ้มได้ และนั่นคือยามที่พลังของมันถูกกดทับลงไประดับหนึ่งจากผลของสุสาน ต่างกับตราของอริยะแปลงเพลิงที่แม้จะมีระดับพลังภายในสูงถึงระดับอริยะขั้นปลายแต่เพราะเป็นตราที่ทำขึ้นอย่างเร่งรีบจึงไม่อาจสำแดงพลังได้เท่ากับปิ่นปักผมที่เป็นสมบัติระดับอริยะขั้นกลาง

         

        “แล้วถ้าเกิดผมอยากซื้อข้อมูลแหล่งที่คาดว่าราชินีฉลามสูบชีวิตอาศัยอยู่จะราคาเท่าไหร่ครับ” นิทานก้มหน้าคิดสักครู่ก่อนจะเอ่ยถามต่อ หากเขาไม่สามารถซื้อมันได้ เขาอาจพิจารณาล่ามันด้วยตนเอง

         

        “หืม? แน่ใจเหรอครับคุณนิทาน ตัวราชินีส่วนมากเป็นระดับนักสลักไตรหรือจตุร ถ้าเตรียมการดี ๆ คงพอจะจัดการได้ แต่ปัญหาคือราชินีฉลามสูบชีวิตน่ะอาศัยอยู่กับฝูงนะครับ” เพชฌฆาตยกมือถามขัดอย่างงรวดเร็ว เมื่ออยู่กับคนจำนวนมากเช่นนี้ เขายังรักษาท่าทีเอาไว้ระดับหนึ่ง มิได้ปล่อยตัวตามสบายอย่างที่เคยทำ

         

        “ถ้าในฝูงมีระดับนักสลักไตรสักตัวก็คงแทบจะไม่มีหวังแล้วนะ ยังมีเรื่องที่นายต้องลงไปสู้ใต้น้ำอีก” ไพลินกล่าวเสริม เธอคือผู้หนึ่งที่รู้ระดับพลังต่อสู้ของนิทานดีที่สุด เธอย่อมรับรู้เรื่องที่เขาและซอเด็ตร่วมมือกันเอาชนะสัตว์อสูรระดับนักสลักจตุรมาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะรับมือกับราชินีฉลามสูบชีวิตได้

         

        ในปัจจุบันนี้ที่คีตาเลื่อนลำดับแล้ว พวกเขาสองคนหากเตรียมการดี ๆ ก็พอจะมีหวังเอาชนะได้อยู่บ้าง แต่นั่นต้องเป็นกรณีที่ทุกอย่างเข้าทางและนิทานได้รุมเป้าหมายเท่านั้น ไม่ใช่อย่างราชินีฉลามสูบชีวิตที่มีลูกฝูงเคียงข้างและต้องต่อสู้ใต้น้ำ

         

        “มีข้อมูลไว้ก่อนไม่เสียหายหรอก” นิทานส่ายหน้า เขารู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าเขาในปัจจุบันนี้ไม่อาจสู้กับนักสลักจตุรได้ไหวด้วยตนเอง ถึงแม้ตัวคีตาจะบรรลุนักสลักเอกได้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสองคนจะจัดการกับยิ้มเองได้

         

        ปัญหาหลักยังคงเป็นการผสานคำที่ยากจะรับมือ ยิ่งถ้าเจอกับนักสลักจตุรที่พวกเขาแพ้ทางอีกก็มีแต่ตายกับตาย ทั้งเขาและคีตารู้ดีว่าการที่มีซอเด็ตร่วมต่อสู้ด้วยนั้นสำคัญขนาดไหน

         

        นี่ไม่ใช่ความขี้ขลาดแต่เป็นความรอบคอบ นิทานมั่นใจว่าซอเด็ตเองก็รับรู้เช่นกันว่าตัวเธอเองเพียงคนเดียวย่อมไม่มีทางจัดการระดับนักสลักจตุรได้

         

        “คิดว่าคงอยู่ในหลักแสนไกอา เมื่อได้ข้อมูลแล้วผมจะรีบติดต่อไปครับ” โฮโจตอบกลับ แล้วจึงหันไปพูดคุยติดต่อกับตระกูลของตนผ่านทางศิลาส่งผ่าน หลังจากพูดคุยเสร็จเขาจึงชะงักไปเมื่อไพลินนั้นยิ้มหวานส่งลูกกวาดมาทางเขาเม็ดหนึ่ง

         

        โฮโจปั้นหน้านิ่ง รับลูกกวาดนั้นมารับประทานอย่างเรียบร้อยพร้อมกับก้มหน้าซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีน้อย ๆ ของตน

         

        ตัวต้นเหตุดูจะไม่รู้สึกรู้สาใด ๆ เธอยังคงหยิบลูกกวาดชิ้นต่อไปแจกจ่ายคนอื่นพร้อมทั้งกุมแก้มของตนจากความอร่อย นิทานมีหรือจะไม่สังเกต เขาหันไปสบตากับเลโอที่ดูจะไม่พอใจเท่าไหร่นัก

         

        เส้นทางยังอีกยาวไกลนะโฮโจ นิทานลอบให้กำลังใจ

         

        “ยางสนจากต้นหอมแสนลี้อายุสองพันปีขึ้นไปฉันมีแหล่งข้อมูลเรื่องที่อยู่ของมันค่ะ” ท่ามกลางเหล่าขุมกำลังมากมายที่อยู่ในที่แห่งนี้ ตำแหน่งของฟาง หมิงย่อมต้อยต่ำที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เธอกลับมีหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่คนอื่นนั้นไม่มี

         

        ทั้งกลุ่มหันไปมองฟาง หมิงด้วยสายตาคาดหวัง นอกเหนือจากเธอแล้วไม่มีใครมีข้อมูลชุดนี้อีก เว้นเสียแต่คนหนึ่งคนที่ยกมือขึ้นมาหลังจากเธอกล่าวจบ

         

        “ของผมมีข้อมูลเรื่องต้นหอมแสนลี้เช่นกันครับพี่นิทาน เพียงแต่ไม่ใช่ข้อมูลเรื่องสถานที่ แต่เป็นวิธีเก็บเกี่ยว” อินจันทร์คือผู้ที่ยกมือขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม

         

        “โชคดีจริง ๆ ค่ะ ฉันกำลังจะบอกต่อเลยว่า ข้อมูลตำแหน่งของต้นนั้นฉันสามารถซื้อจากกลุ่มการค้าเชียนเป่าได้ด้วยเส้นสายของฉัน แต่วิธีเก็บเกี่ยวนั้นเป็นความลับที่ทางกลุ่มการค้าฟางไม่อาจซื้อหาได้” ฟาง หมิงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินว่าข้อมูลจากอินจันทร์คือข้อมูลอีกส่วนหนึ่ง

         

        เธอคือผู้ที่ห่างเหินจากคนในที่นี้ที่สุด ตัวอินจันทร์นั้นแม้จะไม่ได้รู้จักกับสมาชิกกลุ่มขุดค้นแต่ตัวเขานั้นมีศักดิ์ฐานะที่สูงส่งและสนิทสนมกับนิทาน ต่างจากเธอที่มีสถานะไม่สูงอะไรนัก แม้แต่สมาชิกกลุ่มขุดค้นหลายคนยังไม่ไว้ใจเธอเท่าใดนักเลย

         

        เธอยอมรับสภาพนี้ได้เพราะทางกลุ่มการค้าฟางนั้นจัดแจงยัดเธอเข้าไปในกลุ่มขุดค้นโดยฝืนความตั้งใจของคนที่เหลือ ดังนั้นเธอจึงพยายามทำตัวเป็นประโยชน์เพื่อชดเชยในส่วนนั้น

         

        “ตระกูลผมค่อนข้างเชี่ยวชาญเรื่องพืชพันธุ์น่ะครับ” อินจันทร์หัวเราะน้อย ๆ คีตาเมื่อนึกถึงดอกอุทุมพรขนาดยักษ์ในสวนบ้านของอินจันทร์มันก็อดตัวสั่นไม่ได้ มันยังจำได้ดีว่าดอกอุทุมพรดอกนั้นพร้อมสังหารมันในทันทีหากมันคิดจะไปปัสสาวะรดต้นจริง ๆ

         

        “รบกวนทั้งสองเรื่องนี้ด้วยนะครับ ราคาของข้อมูลคุณฟาง หมิงมาเก็บที่ผมได้เลยครับ” นิทานถอนหายใจโล่งอก ดูเหมือนทุกอย่างจะไปได้ดีกว่าที่คาด เพียงพูดคุยไม่นานก็พอจะได้เบาะแสของวัตถุดิบถึงสองชนิดแล้ว

         

        ไพลินหันมาแปะมือกับนิทานอย่างอารมณ์ดี เธอนั้นตัดสินใจถูกต้องที่รวบรวมบุคคลเหล่านี้มาเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร นิทานไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ยังคงประทับใจกับความหัวไวและความสามารถด้านการจัดการของเพื่อนคนนี้

         

        นิทานหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามือข้างที่ยกแปะกับไพลินนั้นมีอะไรเหนียว ๆ ติดอยู่ ไพลินราวกับพึ่งรู้สึกตัวว่าเธอลืมเช็ดมือหลังจากหยิบลูกกวาดน้ำตาลกรวดอัดเม็ดเข้าปาก ในจังหวะที่ไม่มีใครเห็น เธอป้ายมือของเธอเช็ดกับเสื้อของนิทานจนเขาต้องกระเถิบตัวหนี

         

        “อีกสองชิ้นสินะครับ ขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้าแล้วก็ศิลาแม่เหล็กบรรพกาล สามัคคีคือพลังจริง ๆ ครับ สมบัติที่ผมแทบไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนพวกนั้นคุยกันไม่กี่นาทีก็ได้ร่องรอยออกมาขนาดนี้แล้ว” เพชฌฆาตพูดออกมาอย่างตื่นเต้น เขานั้นไม่มีข้อมูลเรื่องสมบัติพวกนี้แม้แต่น้อย

         

        ในทางกลับกัน เขากลับคิดว่าตนจะลอบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผ่านทางเครือข่ายนักผจญภัยอีกครั้งหนึ่ง แม้องค์หญิงจะบอกเองว่าทุกคนในนี้นั้นเชื่อใจได้ แต่สำหรับเพชฌฆาตแล้วเขาจะเชื่อใจหรือไม่นั้นเขาจะตัดสินด้วยตนเอง

         

        การจัดการปัญหาและคอยอุดช่องโหว่ที่องค์หญิงพลาดพลั้งไปคืองานของเขา

         

        ไลล่าและเลโอหันไปพูดคุยปรึกษาอะไรกันเล็กน้อย ทั้งสองมีท่าทีไม่มั่นใจและอึดอัดไม่น้อย นิทานไม่คิดเร่งเร้าทั้งสองแต่อย่างใด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเป็นไลล่าที่หันมาพูดอย่างเชื่องช้า

         

        “ตัวฉันเองไม่มีข้อมูลโดยตรง แต่ในคัมภีร์เปลือกไม้ชำระนั้นได้ระบุถึงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งอยู่ค่ะ” เธอหลับตาลง แล้วจึงภาวนาอย่างแผ่วเบา ภาพอันบังเกิดจากแสงสีทองศักดิ์สิทธิ์เริ่มประกอบกันเบื้องหน้า

         

        ภาพนั้นคือมนุษย์ที่มีปีกหลายคู่งอกออกมาบริเวณหลังเอวกำลังถวายความเคารพให้แก่ฟากฟ้าแสนไกล “นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์เปลือกไม้ชำระบทที่ 26 ค่ะ”

         

        “เป็นเรื่องราวที่บรรพชนซือบาสได้คุกเข่ารับฟังคำสอนจากเดรฟัสเป็นเวลานาน 49วัน”

         

        ทุกคนในที่นี้ล้วนนับถือศาสนาปฐมมันตรา แต่ด้านเนื้อหาของคัมภีร์เปลือกไม้ชำระนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่จะท่องจำได้เฉกเช่นเดียวกับนักบวชทั้งสอง

         

        ภาพเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เผยให้เห็นดวงอาทิตย์ที่ขึ้นและตกสลับกับดวงจันทร์บนฟากฟ้า แสดงให้เห็นถึงกาลเวลาที่ไหลผ่านไป บรรพชนเผ่าซือบาสผู้นั้นไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย

         

        เมื่อถึงคืนสุดท้าย บนฟากฟ้ากลับปรากฏมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งที่บินลงมาจากฟากฟ้า พวกเขาเหล่านั้นคล้ายคลึงกับเผ่าซือบาสเป็นอย่างยิ่ง ต่างกันเพียงที่ปีกของพวกเขานั้นใสกระจ่างราวกับแก้ว ปีกเหล่านั้นมิได้เชื่อมกับหลังเอวดั่งบรรพชนเผ่ารูเบียส หากกลับงอกออกมาจากแผ่นหลังโดยที่มีปีกขนาดเล็กอีกหลายคู่งอกออกมาจากจากแขน

         

        “ในคืนสุดท้ายที่เดรฟัสได้เผยแพร่มันตราโบราณ ว่ากันว่ากลับมีสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่าเทวทูตลงมาจากแดนของเทพ พุ่งเข้าโจมตีเพื่อขัดขวางมิให้บรรพชนซือบาสรับฟังคำสอนได้จนจบ” ไลล่าเริ่มเล่าต่ออีกครั้ง

         

        เมื่อภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง จึงกลายเป็นภาพของบรรพชนเผ่าซือบาสที่เหินร่างขึ้นฟ้า กางปีกของตนโอบอ้อมเทวทูตทั้งหมดไว้ ภาพต่อไปคล้ายกับการวนฉายภาพแรกเริ่มที่บรรพชนนั่งรับฟังอย่างสงบสุข หากเมื่อดูจากตำแหน่งของดวงจันทร์แล้วจึงทราบได้ว่านี่คือคนละภาพกัน

         

        “คัมภีร์เปลือกไม้ชำระเพียงบันทึกไว้ว่าบรรพชนซือบาสที่ได้รับรู้ปฐมมันตราของเดรฟัสโอบอุ้มนำพาเทวทูตเหล่านั้นกลับคืนสู่อ้อมกอดของเดรฟัส แล้วจึงจบลงแค่นั้นค่ะ” ไลล่าเหล่าอย่างสงบ ทางด้านเลโอที่แสดงออกทางสีหน้ามากกว่าไลล่านั้นยิ้มแห้ง ๆ ให้กลับสายตาสงสัยของคนรอบตัว

         

        “ทางศาสนาปฐมมันตราบันทึกไว้เพียงเท่านี้จริง ๆ ค่ะ ท่านพี่ไลล่าเลยตั้งข้อสังเกตว่าเทวทูตเหล่านั้นบางทีอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเทวทูตแห่งท้องฟ้า” เลโออธิบายเสริม

         

        นิทานก้มหน้าครุ่นคิดถึงเรื่องราวเมื่อครู่ หากมองกันเพียงแค่ภาพลักษณ์ เจ้าเทวทูตในหนังสือศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ดุเหมาะสมกับชื่อเทวทูตแห่งท้องฟ้าจริง ๆ ปัญหามีเพียงว่าบางทีเทวทูตนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทวทูตในทางศาสนาเลยก็ได้ บางทีอาจเป็นนกชนิดหนึ่งเท่านั้น

         

        “เข้าเค้าอยู่นะคะ การที่ต้องใช้ขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้านั่นหมายความว่าพวกมันนั้นมีปีกอย่างแน่นอน และการที่จะถูกเรียกว่าเทวทูตจากเทพอสูรเหล็กหลอมเหลวได้นั่นหมายความว่ามันต้องมีรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงกับเดรฟัสหรือสรวงสวรรค์ตามมันตราโบราณ” ไพลินเริ่มวิเคราะห์โดยการเชื่อมข้อมูลจากมุมมองของเทพอสูรเหล็กหลอมเหลว

         

        หากเป็นเรื่องการวิเคราะห์นิทานนั้นเชื่อใจไพลินยิ่งกว่าใคร ในเมื่อไม่มีข้อมูลอื่นใดอีกเช่นนั้นการตรวจสอบผ่านทางข้อมูลจากคัมภีร์เปลือกไม้ชำระก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด

         

        “แต่ถ้ามหานักบวชน้อยอย่างไลล่าพูดเองว่าบันทึกไว้แค่นี้ งั้นนายก็ต้องตามหาจากทางอื่นแล้วล่ะนิทาน” องค์หญิงไพลินมุ่นคิ้วลงเล็กน้อย การตามสืบเรื่องราวจากคัมภีร์เปลือกไม้ชำระจะว่าง่ายก็ง่ายเพราะความแพร่หลาย จะว่ายากก็ยากเพราะความถูกต้องของกาลเวลา

         

        “เราว่านายน่าจะต้องไปสืบเพิ่มจากเผ่าซือบาสแล้วล่ะ บางทีอาจจะต้องขอจากห้องสมุดใหญ่ของเอเทอรัม”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน