“เหลียงอ๋องใกล้จะถึงเทียนอันแล้ว!”
เสียงของราษฎรผู้หนึ่ง ร้องตะโกนบอกผู้ที่มารอรับเหลียงอ๋องกับกองทัพสกุลฮั่วที่เดินทางจากเมืองชายแดนทางตอนเหนือ กลับมายังเมืองหลวงของแคว้น
ขุนนางในราชสำนัก ต่างมายืนรอต้อนรับเหลียงอ๋องตามคำสั่งของโอรสสวรรค์อยู่บริเวณประตูทางทิศเหนือของเมือง
แต่มีขุนนางผู้หนึ่งที่เป็นถึงระดับอัครมหาเสนาบดี มิได้มารอต้อนรับเหลียงอ๋องเหมือนกับขุนนางคนอื่นๆ และคนผู้นั้นคือหวังจิ้นหรืออัครมหาเสนาบดีแห่งสำนักตรวจราชการ ผู้เป็นบิดาลูกสะใภ้คนที่สามของเหลียงอ๋อง
ตำหนักองค์หญิงใหญ่
นางกำนัลหน้าประตูตำหนัก ก้าวเข้ามาในห้องที่องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นต้าฉีประทับอยู่
“ทูลองค์หญิงใหญ่ มีม้าเร็วเดินทางจากอำเภอจางหลิน นำของกำนัลมามอบให้กับพระองค์และท่านราชบุตรเขยเพคะ”
องค์หญิงใหญ่เจิ้นกั๋วผิงหยาง คือพี่น้องร่วมอุทรของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระมารดาของทั้งสองคือหลี่ไทเฮา
“ของกำนัลจากอำเภอจางหลิน” องค์หญิงใหญ่ทวนชื่ออำเภอด้วยความสงสัย
“เพคะ”
“นำเข้ามา”
สิ้นคำอนุญาต นางกำนัลหน้าตำหนัก เดินถือของกำนัลเข้ามาในห้อง แล้วหยุดรอให้เกามามาตรวจสอบ
เกามามา คือนางกำนัลอาวุโสที่ติดตามองค์หญิงใหญ่ออกเรือนมาอยู่นอกวังหลวง นางเดินเข้าไปสำรวจสิ่งของที่อยู่ในกล่อง
กล่องแรกเปิดออก สิ่งที่อยู่ด้านในคือเห็ดหลินจือดอกใหญ่กว่าฝ่ามือ กล่องที่สองคือโสมคนรากอวบอ้วนและสมบูรณ์ กล่องที่สามไปจนถึงสิบคือสมุนไพรขึ้นชื่อ ส่วนสี่กล่องสุดท้าย คือสิ่งแปลกใหม่สำหรับเกามามา นางไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร
“มีจดหมายแนบมาด้วยเพคะ” เกามามานำจดหมายมอบให้กับผู้เป็นนาย
องค์หญิงใหญ่รับจดหมายมาเปิดออก แล้วอ่านข้อความบนแผ่นกระดาษ ความเงียบเข้ามาปกคลุมในตำหนัก ข้ารับใช้ที่อยู่ในห้องตื่นตระหนกกับน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มขององค์หญิงใหญ่
“เกิดอันใดขึ้นเพคะ” เกามามาเห็นน้ำตาขององค์หญิงใหญ่ก็ตกใจจนต้องถามด้วยความเป็นห่วง
“จดหมายจากบุตรสาวของข้า”
หลังจากบุตรีและหลานทั้งสองเดินทางออกจากเมืองหลวง ทุกอย่างเหมือนถูกปิดบังไม่ให้ผู้ใดรับรู้ความเคลื่อนไหวของบ้านสามสกุลฮั่ว คนที่สามีของนางให้แอบติดตามขบวนไป ถูกคนของเหลียงอ๋องดักทำร้ายแล้วส่งตัวกลับ
ก่อนเดินทาง บุตรีได้ส่งจดหมายและเล่าเรื่องที่ต้องเดินทางไปอยู่ในถิ่นทุรกันดารพร้อมกับสามี จำได้ว่าตอนที่สามีของนางอ่านจดหมายจบ โกรธจนอยากตัดเป็นตัดตายกับบุตรและหลานสาวทั้งสอง
นี่คือจดหมายฉบับแรกที่ได้รับจากบุตรี ตั้งแต่ที่นางเดินทางออกจากเมืองหลวง
“ท่านหญิงสบายดีหรือไม่เพคะ”
ตั้งแต่ท่านหญิงอันหยางเดินทางออกจากเมืองหลวง องค์หญิงใหญ่ทุกข์ตรม เพราะห่วงบุตรและหลานทั้งสองที่ต้องไปตกระกำลำบาก
“นางบอกว่าตนเองสบายดี เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อหรือ สตรีที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ต้องไปใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร มีแต่คนเขลาเท่านั้นแหละที่จะเชื่อข้อความในจดหมาย”
เย้ยหยันกับความไม่ประสาของบุตรี คิดหรือว่าจะหลอกมารดาของตนเองได้
“องค์หญิงใหญ่ดูสิ่งของพวกนี้สิเพคะ”
เกามามากวักมือเรียกให้นางกำนัล นำสิ่งของที่ท่านหญิงอันหยางส่งมาเป็นของกำนัลเข้าไปให้องค์หญิงใหญ่ทอดพระเนตร คนที่อยู่อย่างลำบากมีหรือจะเสาะหาสิ่งของเหล่านี้ส่งมาให้ได้
องค์หญิงใหญ่ปรายตามองของที่อยู่ในกล่อง แล้วก้มลงอ่านจดหมายอีกสองฉบับ จดหมายฉบับที่สองเป็นจดหมายจากหลานสาวคนโต นางเล่าเรื่องแปลกใหม่ที่พบเจอในชนบท รวมไปถึงอัธยาศัยของผู้คนในหมู่บ้าน
จดหมายฉบับที่สามเป็นจดหมายจากหลานสาวคนเล็ก เด็กคนนี้มิได้เล่าสิ่งใด นอกเสียจากเขียนมาบอกว่าคิดถึงตน อยากกลับมากอดให้เร็วที่สุด และยังแนบตำราสูตรอาหาร แจกแจงว่าของกำนัลแต่ละกล่องที่ส่งมามอบให้กับผู้ใดบ้าง
“เจ้าเด็กพวกนี้ ไปอยู่ชนบทยังมีหน้ามาเป็นห่วงคนที่อยู่ในเมืองหลวง ช่างไม่รู้จักเจียมตนเอาเสียเลย”
ไล้มือไปตามกล่องของกำนัล โสมคนหนึ่งราก จากการประเมินด้วยสายตา รากสมบูรณ์และอวบเพียงนี้คงมีอายุไม่ต่ำกว่าพันปี ไหนจะเห็ดหลินจือและสมุนไพรอื่น ๆ อีก รวมแล้วนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้หลายพันตำลึง
“แล้วนี่อันใด” องค์หญิงใหญ่หยิบสาสน์ม้วนเล็กๆ ที่วางอยู่ในกล่อง แล้วเปิดออกอ่าน
“รังนก?” รับตำรามาเปิดหาหน้าที่มีข้อมูลเกี่ยวกับรังนก ในตำราเล่มนี้บอกถึงวิธีการตุ๋นรังนก สายตาขององค์หญิงใหญ่มองเห็นบริเวณมุมกระดาษว่ามีตัวอักษรเล็ก ๆ แต่บิดเบี้ยวปรากฏอยู่
“สูตรการทำยาบำรุงจากรังนกยังมีอีกมาก หากมีโอกาสหลานจะกลับไปทำให้ท่านยายลิ้มลอง หลานทำอาหารอร่อยนะเจ้าคะ”
ข้อความประโยคนี้ทำให้หญิงชราที่ทุกข์ตรมอยู่หลายเดือน หัวเราะจนดังลั่น
“เจ้าเด็กคนนี้คงอยากกลับเมืองหลวงเต็มแก่ ยังคงเป็นนางที่เผยความจริงออกมา”
องค์หญิงใหญ่เอ็นดูหลานสาวคนเล็กนัก ผู้อื่นต่างบอกว่าตนเองสบายดี เพื่อไม่ให้นางต้องเป็นห่วง แต่เด็กคนนี้กลับหยอดคำหวาน บอกความนัยว่าต้องการกลับมายังเมืองหลวง
“คุณหนูหมิงจูร่างกายอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด ไปอยู่ที่ชนบทอาจทำให้ค่อนข้างใช้ชีวิตลำบาก เหตุใดเหลียงอ๋องถึงยังไม่ใจอ่อนเสียที”
เกามามารู้สึกสงสารท่านหญิงอันหยางและบุตรทั้งสอง ผู้คนล้วนต้องการหนีจากชนบทมาเสพสุขในเมืองหลวง น้อยคนที่มาเมืองหลวงแล้วอยากกลับไปอยู่ในชนบท
“นายท่านอยู่หรือไม่” องค์หญิงใหญ่ถามถึงสามี
“นายท่านอยู่เพคะ คนในเรือนของนายท่านบอกว่า นายท่านล้มป่วยอย่างกะทันหัน”
“ล้มป่วยอย่างกะทันหัน” เมื่อคืนเขายังคงปกติดี ไฉนถึงได้ล้มป่วยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“เออ..คือ..”
“มีเรื่องใดก็พูดมา จะมัวแต่อมพะนำอยู่ทำไมกัน” องค์หญิงใหญ่ตำหนินางกำนัลที่มัวแต่อึกอัก
“ว่ากันว่า นายท่านไม่อยากออกไปต้อนรับเหลียงอ๋องเพคะ”
“เหลวไหล!”
เสียงตวาดขององค์หญิงใหญ่ ทำให้นางกำนัลที่เพิ่งรายงานจบย่นคอหนีความผิด มือทั้งสองข้างที่ประกบกันอยู่บริเวณหน้าท้องเย็นเฉียบ
“เจ้าอย่าได้เอาเรื่องนี้ไปพูดมั่วซั่วที่ใด”
“บ่าวไม่ปริปากแน่นอนเพคะ” นางกำนัลทิ้งตัวลงคุกเข่า รับปากว่าตนเองจะปิดปากให้แน่น