ผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี

    บทที่ 34

    บทที่ 34


    “ตระกูลริอูเรลไม่ได้ปกครองดินแดนอื่นแยกต่างหากเหรอ”


    “ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องกษัตริย์เท่านั้น หากต้องการปกป้องกษัตริย์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำเช่นนั้น และข้าก็รู้ว่าเวอร์นอนไม่พอใจแน่นอน”


    เสียงของเมฟเบาลงขณะรับกระดาษจดหมายมา


    “สักวันหนึ่ง ถ้าความโกลาหลฝั่งชายแดนสงบลง ข้าวางแผนไว้ว่าจะตั้งถิ่นฐานของครอบครัวที่นั่นในฐานะตระกูลผู้ปกป้องชายแดน ข้าตั้งใจจะกลับไปอยู่เคียงข้างกษัตริย์และเวอร์นอนจะปกครองดินแดนของเขา”


    “แต่น้องชายไม่เคยแบ่งปันเบาะแสใด ๆ เลย เพราะกลัวว่าพี่สาวจะขโมยผลงานนั้นไป”


    “…”


    เมฟหันมองอีอัน อีอันพูดต่อ


    “ข้าขอโทษหากพูดมากไป”


    “…ข้าเพียงแค่ประหลาดใจกับความสามารถในการมองออกของเจ้า เจ้าดูออกข้าเลยไม่มีอะไรจะพูด”


    เรื่องนิดเดียวเอง


    อีอันได้แต่ยกไหล่ขึ้น


    ในจดหมายมีแค่เรื่องราวเกี่ยวกับการมีอยู่ของนักเวทดำและเป้าหมายของตัวเองเท่านั้น คำพูดที่ฝากถึงเมฟว่าจะได้รับการต้อนรับด้วยรูปลักษณ์ที่ต่างออกไปเมื่อมาถึงปราสาทนั้นง่ายที่จะคาดเดาว่า หัวหน้าครอบครัวหนุ่มผู้ทุกข์ทรมานจากปมด้อยและกระหายการยอมรับนั้นคิดอะไรอยู่ถึงทำแบบนั้น


    “ในที่สุดความกังวลนั้นก็กลายเป็นจริง เขาทำให้ท่านหานักเวทดำด้วยตัวเองและยังจ้างทหารรับจ้างด้วย”


    “ตอนแรกข้าคิดว่าจะไม่ทำด้วยซ้ำ”


    ลมหายใจของเมฟผิดปกติชั่วขณะ มันเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เธอกลับมามีสีหน้าปกติอีกครั้งแล้วพูดต่อ


    “แต่เขาไม่ตอบกลับจดหมายที่ข้าส่งไปตั้งแต่วันที่ออกเดินทางจนถึงตอนนี้”


    “บางทีอาจยุ่งอยู่กับการปราบนักเวทดำอยู่ก็ได้”


    แน่นอนว่าเขาพูดด้วยความคิดที่ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เมฟก็ส่ายหัวด้วย


    “ถ้าอย่างนั้นใครสักคนในครอบครัวควรจะติดต่อข้าสิ คงสั่งไม่ให้ตอบกลับข้าจนกว่าเขาจะกลับมาน่ะสิ”


    “ไม่ใช่ว่าจดหมายของท่านตกอยู่ในมือคนผิดหรอกนะ”


    “ไม่หรอก คนรับใช้ที่ทำงานอยู่กับครอบครัวเป็นเวลานานคือทหารส่งสาร และตราประทับที่ปิดผนึกจดหมายก็มีเพียงคนในตระกูลริอูเรลเท่านั้นที่เปิดได้ นอกจากจะต้องการทำลายแล้วก็ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะขโมยไป”


    ก็ใช่น่ะสิ


    “ท่านส่งไปนานแค่ไหนแล้ว”


    “หนึ่งเดือน…รวมวันนี้ด้วยก็เป็นหนึ่งเดือนกับอีกหนึ่งสัปดาห์”


    “นั่นไง…”


    อีอันหยุดพูดทันที เกือบจะพูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกไป เพราะคิดอยู่ในหัวว่าเวอร์นอนอาจจะตายไปแล้ว


    “หนึ่งเดือนเป็นเวลาที่ยาวนานมาก”


    อีอันหันไปมองหน้าเมฟ


    “ท่านคิดว่าครอบครัวยังปลอดภัยดีใช่ไหม”


    “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ บางที …อาจจะ”


    เมฟหันไปมองที่อื่นอย่างกระวนกระวาย ต่างกับคำพูดที่นิ่งเรียบ


    “แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเขาเป็นเด็กที่แข็งแกร่งและฝึกฝนมาทั้งชีวิตเพื่อล้มข้า”


    การพูดของเธอใกล้เคียงกับความหวังมากกว่าที่จะเชื่อ เธอพูดต่อทันทีราวกับว่าไม่ได้คาดหวังคำตอบจากอีอัน


    “ถึงแม้ว่าจะไม่รอด…ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะยิ่ง…”


    เธอกำมือแน่น


    “ต้องเปิดเผยความจริงให้ได้ เริ่มที่นักเวทดำ”


    “อืม…”


    อีอันส่ายหัว ดูเหมือนว่าเมฟจะได้เกิดใหม่เป็นผู้ล้างแค้นอย่างไรอย่างนั้น


    ทำไมเธอถึงบุกเข้าไปในปราสาทเพียงคนเดียว ทำไมถึงอยากฆ่ากษัตริย์ ความเจ็บปวดเหมือนใกล้ตายที่ไม่เคยได้ยินคืออะไร เธอพยายามแก้แค้นใครสักคแม้ว่าจะตายกลายเป็นวิญญาณก็ตาม


    ตอนเล่นเกม อีอันเป็นคนฆ่านักเวทดำ บางทีเมฟอาจจะหานักเวทดำไม่เจอก็ได้ ถ้าดูสถานการณ์ตอนนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวอร์นอนยังมีชีวิตอยู่หรือตาย และไม่น่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เสื่อมถอยของอะเกลลันที่จะกระตุ้นความบ้าคลั่งของเธอและเป่าหูเป้าหมายในการแก้แค้นแบบผิด ๆ


    ‘เป็นเหยื่อที่หลอกง่ายมาก’


    จู่ ๆ อีอันก็มองไปที่เมฟ เพราะตอนนี้เหยื่อที่ว่าง่ายนั้นอยู่ในกำมือของเขา พร้อมกับเควสต์ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนเช่นกัน


    หมายความว่าโชคชะตาของเธออาจขึ้นอยู่กับการเลือกของเขา


    “ท่านจะบอกว่าต้องหานักเวทดำให้ได้ใช่ไหม” ในที่สุดอีอันก็เปิดปากพูด


    เมฟส่ายหัวช้า ๆ “ข้าก็หวังว่าอย่างนั้นนะ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ข้าเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟัง อีอัน”


    เธอหันไปมองหน้าอีอัน


    “อย่างที่เจ้าบอก เวลาเดือนหนึ่งมันนานมาก มากพอที่พวกนั้นจะรู้ว่าเป้าหมายของเวอร์นอนคืออะไร ดังนั้นพวกมันจึงพยายามที่จะปิดบังตัวตนที่แท้จริง เพราะว่าข้ากำลังกลับมา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบและหนักแน่น


    แววตาหายวับไปพร้อมกับแสงตะเกียง แต่ตอนนี้อีอันมองเห็นความรู้สึกที่น่าเป็นห่วงซ่อนอยู่ตรงหน้าได้ และความคิดที่ว่าใบหน้าของเธอยังเด็กกว่าที่คิดก็ตามมา


    การแต่งกาย สถานะ การพูด และการกระทำ ทำให้เกิดรัศมีบางอย่าง แค่มองหน้าเธอก็เห็นว่ายังอยู่ในวัยแค่ยี่สิบต้น ๆ เท่านั้น แม้ว่าโลกนี้จะเป็นโลกที่อายุเฉลี่ยสั้น แต่ก็ไม่สามารถพูดได้ว่าอายุมาก โดยเฉพาะในสายตาของอีอัน


    ‘นี่มันอะไรกัน เป็นผู้นำตระกูลที่ยังสาวจริง ๆ สินะ’


    “หากเวอร์นอนไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว ไม่มีใครที่ข้าไว้ใจได้สักคน แต่ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เด็กคนนั้นจะต้องไม่เป็นไปตามที่ข้าต้องการแน่ ๆ”


    เธอถอนหายใจออกมาครู่หนึ่ง


    “ดังนั้นข้าต้องการความช่วยเหลือจากคนที่เชื่อใจได้ อีอัน”


    “...!”


    ในที่สุดหว่างคิ้วของอีอันก็แคบลง เพราะแบบนี้ถึงพูดวกไปวนมาสินะ อีกอย่างยังเป็นการขอร้องเพียงฝ่ายเดียว เล่าเรื่องของตัวเองออกมาและยังทำเรื่องหน้าอาย นั่นหมายความว่าเธอไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ด้วยตัวเองได้


    ในขณะเดียวกันก็หมายความว่าเธอคิดว่าอีอันเป็นทางเลือกเดียว แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเลือกแบบนี้ อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้เหตุผลที่เธอพูดคำเหล่านี้ออกมา คงไม่อยากพูดแบบนี้ต่อหน้าฟิลลิปกับมิเกลหรอก


    “…ถ้าผู้ช่วยคนนั้นไม่ลงรอยกับนักเวทดำอยู่แล้ว มันจะสมบูรณ์แบบถ้าเขาเป็นคนที่มีค่าจิต การวิเคราะห์เชิงลึก พละกำลัง และสติปัญญาในร่างเดียว”


    หน้าต่างเควสต์ผุดขึ้นมาต่อหน้าของอีอันราวกับเป็นการโน้มน้าวให้ตัดสินใจ


    ‘เหล่าผู้เสื่อมถอย’ เควสต์ต่อเนื่องนี่เอง


    เป้าหมายคือการค้นหาและลงโทษพวกขุนนางที่บูชาความมืด รางวัลคือเหรียญทอง ค่าความสามารถ และของรางวัลปริศนาอีกไม่กี่ชิ้น


    เควสต์นี้น่าทำแต่อีอันยังคงคิดอย่างรอบคอบต่อไป


    เช่นเดียวกับตอนสาวกของลูโซลาร์ เพราะไม่มีความคิดที่จะเอนเอียงไปตามสถานการณ์และเควสต์โดยไม่คิดอะไร ในสถานการณ์ที่สามารถเลือกทางที่สะดวกและได้เปรียบกว่า ยิ่งต้องคิดมาก โชคดีที่ในกรณีนี้เลือกได้ไม่ยากนัก


    “ข้าเป็นทหารรับจ้าง และทหารรับจ้างไม่เคยทำตามเพียงคำขออย่างเดียว”


    อีอันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาแม้ว่าเขาจะคิดขึ้นมาเอง เขามองที่ดวงตาของเมฟและพูดต่อ


    “ถ้างั้น ข้าเข้าใจถูกใช่ไหมว่าท่านต้องการทำสัญญาฉบับใหม่กับข้าภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกันหลังจากทำตามคำขอเสร็จสิ้น”


    “…!”